คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ ‘แก้วจุรี’ คือสินค้าของเอกชน
กรณีปั่นกระแสเกินเลยใหญ่โต ผ่านโลกโซเชียล ทำให้ชาวบ้านเข้าใจผิดกันไปใหญ่
เข้าใจผิดว่า ต่อไปนี้ “กะเพรา” ที่เราปลูก นำมาผัดกินกันทั่วไปนั้น ตกเป็นลิขสิทธิ์ของเอกชนรายหนึ่งรายใดไปเสียแล้ว จะปลูก จะขยายพันธุ์ไม่ได้เลย ซึ่งไม่เป็นความจริง
สำหรับกะเพราพันธุ์พื้นบ้าน กะเพราขาว กะเพราแดง หรือกะเพราป่าที่เราคุ้นเคยกันอยู่เดิมนั้น ยังคงปลูกกิน ปลูกขาย ขยายพันธุ์ หรือเก็บเมล็ดไว้ปลูกต่อและทำมาหากิน ขายตามตลาดได้ตามปกติ 100%
1. ความจริง บริษัท ซีพีแรม จำกัด ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์กะเพราใหม่ 4 สายพันธุ์ (กลุ่มแก้วจุรี 01-04) ซึ่งเอกชนได้ลงทุนวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์
ก่อนนำไปสู่การยื่นของรับสิทธิบัตรคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่
โดยบริษัท ซีพีแรม จำกัด (CPRAM) ให้ทุนสนับสนุนโครงการวิจัยและพัฒนาพันธุ์กะเพราแก่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์อย่างต่อเนื่องถึง 4 ระยะ ดำเนินโครงการในช่วงปี พ.ศ. 2563 ถึง 2566
ควบคู่กับการพัฒนาพันธุ์และการยื่นขอรับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ของทางบริษัท
ปี 2563 มีการพัฒนากะเพราพันธุ์ “แก้วจุรี” โดยใช้กะเพราพันธุ์พื้นเมืองรหัส CPR1 เป็นฐานเริ่มต้น ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
ปี 2565 ได้มีการนำสายพันธุ์ดังกล่าวไปทดสอบลักษณะพันธุ์ ทั้งในแปลงของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และแปลงทดลองของบริษัท ซีพีแรม จำกัด
ปี 2566 บริษัท ซีพีแรม ทำการยื่นขอสิทธิคุ้มครองกะเพราแก้วจุรี จำนวน 4 พันธุ์
ปี 2567 ซีพีแรมได้รับสิทธิคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ทั้ง 4 พันธุ์ อย่างเป็นทางการ
2. ข้อมูลจากกองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร ยืนยันว่า ซีพีแรม ได้รับการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่ในกลุ่มกะเพราจำนวน 4 พันธุ์ ได้แก่ พันธุ์แก้วจุรี01 (ทะเบียน 0895/2567), แก้วจุรี02 (ทะเบียน 0911/2567), แก้วจุรี 03 (ทะเบียน 0912/2567) และแก้วจุรี04 (ทะเบียน 0913/2567)
โดยมีระยะเวลาคุ้มครองไปจนถึงปี 2579
ภายใต้ พ.ร.บ.คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งร่างขึ้นตามกรอบ UPOV 1978 ผสมผสานกับหลักการแบ่งปันผลประโยชน์ตามอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพ (CBD) ซีพีแรมได้สิทธิในการผลิต ขาย และจำหน่ายพันธุ์กะเพราที่ได้รับการจดทะเบียน บุคคลอื่นไม่สามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้าได้จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง
ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกกินเองได้ตามปกติ ไม่มีความผิด แต่ไม่สามารถนำไปผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการค้าได้จนกว่าจะสิ้นสุดระยะเวลาคุ้มครอง
ทั้งหมดนี้ ไม่เกี่ยวกับกะเพราพื้นบ้านสายพันธุ์อื่นๆ
3. กะเพราทั้ง 4 สายพันธุ์นี้ ไม่ใช่กะเพราป่า หรือกะเพราพื้นเมืองทั่วไป
แต่ถูกพัฒนาขึ้นมาใหม่จากพันธุ์พื้นเมืองเดิม (รหัส CPR1) ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมและการส่งออกโดยเฉพาะ เช่น ใบใหญ่ น้ำหนักดีปลอดโรค ปลอดสารเคมี กลิ่นและรสชาติชัดเจน และให้สารสำคัญสูง เพื่อให้เหมาะกับการนำไปทำอาหารแช่แข็งและอาหารสำเร็จรูป
มันจึงเป็นสินค้าของผู้ลงทุนวิจัยและพัฒนา
อย่างไรก็ตาม ประชาชนทั่วไปสามารถปลูกกินเองได้ตามปกติ ไม่มีความผิด
แต่ห้ามนำ 4 สายพันธุ์เฉพาะที่จดสิทธิบัตรนี้ไปเพาะพันธุ์เพื่อการค้าหรือนำเมล็ดพันธุ์ไปขายต่อโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นการคุ้มครองสิทธิ์ของนักปรับปรุงพันธุ์ตามกฎหมาย
4. นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่า กฎหมายเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนที่ดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ สามารถยื่นจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิในพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นได้ ลักษณะคล้ายกับการคุ้มครองสิทธิในผลงานวิจัยด้านยา


“การจดทะเบียนดังกล่าวไม่กระทบต่อประชาชนทั่วไป โดยสามารถนำพันธุ์กะเพราที่ได้รับความคุ้มครองไปปลูกเพื่อบริโภคในครัวเรือนได้ตามปกติ แต่ไม่สามารถนำพันธุ์ที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต
นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรยังมีนักวิจัยดำเนินการวิจัยและพัฒนาพันธุ์พืชอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำพันธุ์พืชที่พัฒนาขึ้นไปใช้ประโยชน์ในการเพาะปลูกได้ด้วย” - รมว.เกษตรฯกล่าว
นายพายุ เนื่องจำนงค์ โพสต์ข้อมูลเพิ่มเติม ระบุว่า
“1. การปลูกกะเพราขายกะเพราทั่วไปหรือพันธุ์พื้นบ้านที่มีมากกว่า 200 สายพันธุ์นั้น ไม่ผิดกฎหมาย สามารถเพาะปลูกและค้าขายได้อิสระ ดังนั้น การ “ห้ามขาย” ที่กล่าวถึงไม่ได้หมายถึงพันธุ์เหล่านี้
2. ข้อจำกัดและข้อควรระวังการนำไปขายนั้น มีแค่เฉพาะกับสายพันธุ์ที่เอกชนได้คิดค้นและจดทะเบียนคุ้มครองไปแล้ว ซึ่ง ณ ตอนนี้มีอยู่เพียง 4 สายพันธุ์ เช่น สายพันธุ์ตระกูลแก้วจุรี
อย่างไรก็ดี ประชาชน/เกษตรกรยังสามารถปลูกสายพันธุ์ที่ถูกจดฯเพื่อการใช้ส่วนตัว แค่ไม่สามารถนำไปขยายพันธุ์เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าของสิทธิบัตรเสียก่อนครับ”
5. ความกังวลเรื่องการผูกขาดพันธุ์พืช (UPOV 1991)
กลุ่มเอ็นจีโออย่าง ไบโอไทย (BioThai) และกลุ่มเกษตรกรบางส่วนแสดงความกังวลว่า กรณีนี้อาจเป็นสัญญาณเตือนหากประเทศไทยเข้าร่วมอนุสัญญา UPOV 1991 (อนุสัญญาคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่) ซึ่งอาจส่งผลกระทบในอนาคตเช่น เกษตรกรอาจสูญเสียสิทธิในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในฤดูกาลถัดไป หรือเพิ่มความเสี่ยงที่ทุนใหญ่หรือต่างชาติจะนำพืชพื้นเมืองของไทยไปปรับแต่งเพียงเล็กน้อยแล้วจดสิทธิบัตรผูกขาด ซึ่งจะทำให้ต้นทุนเมล็ดพันธุ์และราคาอาหารแพงขึ้น
6. อย่างไรก็ตาม ในอีกมุมหนึ่ง การจดสิทธิบัตรและวิจัยสายพันธุ์ สะท้อนให้เห็นว่า “กะเพรา” กำลังถูกเปลี่ยนผ่านจากผักสวนครัวธรรมดาไปสู่พืชเศรษฐกิจเชิงอุตสาหกรรม ที่สามารถต่อยอดไปได้ไกลกว่าการทำผัดกะเพรา เช่น การนำไปทำเวชสำอาง ผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพ และสารสกัดมูลค่าสูง ซึ่งสร้างรายได้ที่มั่นคงและมีราคาประกันให้กับเกษตรกรที่เข้าร่วมเครือข่ายพันธมิตรของบริษัทเอกชน และเศรษฐกิจการเกษตร
เทคโนโลยีการเกษตรช่วยเพิ่มมูลค่าให้พืชท้องถิ่น
แต่ก็มีแง่มุมที่ต้องคำนึงถึงความมั่นคงทางอาหารของภาคประชาชน เกษตรกรรายย่อย
ต้องหาจุดสมดุลระหว่างการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของผู้วิจัยกับการรักษาอธิปไตยเหนือเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรรายย่อย
7. จักรวาลของใบกะเพรา
“กะเพรา” ที่นิยมนำมาบริโภคและใช้ทำอาหาร แบ่งออกเป็น 3 สายพันธุ์หลัก
ตามลักษณะสีของใบและก้าน ที่ต่างกัน ได้แก่
“1. กะเพราขาว (กะเพราเกษตร) เป็นพันธุ์ที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดตามท้องตลาดทั่วไป
ลักษณะ: ลำต้นและก้านมีสีขาวอมเขียว ใบมีสีเขียวสดทั้งหมด ขนาดใบมีทั้งเล็กและใหญ่ตามการบำรุง
รสชาติและกลิ่น: มีกลิ่นหอมฉุนอ่อนๆ รสชาติออกหวานนิดๆ และมีน้ำมันหอมระเหยน้อยกว่ากะเพราแดง
ตัวอย่างการใช้: นิยมนำมาทำผัดกะเพราทั่วไป แกงจืด หรือนำไปทอดกรอบตกแต่งจานอาหาร เพราะใบใหญ่และหาซื้อง่าย
2. กะเพราแดง เป็นพันธุ์ที่ขึ้นชื่อเรื่องสรรพคุณทางยาและกลิ่นที่แรงเป็นพิเศษ
ลักษณะ: ลำต้น ก้านใบ และช่อดอกจะมีสีแดงอมม่วงเด่นชัด ใบมีขนาดค่อนข้างเล็กกว่ากะเพราขาวและมีขนเรียวยาวตามใบ
รสชาติและกลิ่น: มีน้ำมันหอมระเหยสูงมาก ทำให้มีกลิ่นหอมฉุนรุนแรง รสชาติเผ็ดร้อนร้อนแรงซ่านลิ้น
ตัวอย่างการใช้: เหมาะมากสำหรับเมนูที่ต้องการดับกลิ่นคาวจัดๆ เช่น ผัดกะเพราเนื้อ ผัดเผ็ดปลาดุก แกงป่า หรือนำไปต้มเป็นน้ำสมุนไพรขับลม
3. กะเพราป่า (กะเพราดง / กะเพราโบราณ) เป็นกะเพราสายพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมที่ขึ้นเองตามธรรมชาติหรือตามที่ดอนแห้งแล้ง
ลักษณะ: ลักษณะจะก้ำกึ่งกันระหว่างกะเพราขาวและกะเพราแดง โดยก้านจะมีสีน้ำตาลหรือม่วงเจือ ใบมีขนาดเล็ก ขอบใบหยักลึก
รสชาติและกลิ่น: จัดว่าเป็นพันธุ์ที่หอมฉุนและเผ็ดร้อนที่สุดในบรรดากะเพราทั้งหมด เนื่องจากเติบโตในสภาพแวดล้อมที่จำกัด ทำให้น้ำมันหอมระเหยเข้มข้นมาก
ตัวอย่างการใช้: ร้านอาหารป่าหรือร้านผัดกะเพราสูตรโบราณแท้ๆ นิยมใช้พันธุ์นี้เพื่อให้ได้รสสัมผัสที่จัดจ้านและหอมติดกระทะ”
นอกจาก 3 สายพันธุ์ธรรมชาติข้างต้นแล้ว ยังมีกะเพราลูกผสม ที่นักปรับปรุงพันธุ์พัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์เกษตรกรและการค้า เช่น กะเพราก้านแดงใบใหญ่ (ได้ความหอมฉุนจากกะเพราแดง แต่ใบใหญ่เด็ดง่ายแบบกะเพราขาว)
และ “กะเพราตระกูลแก้วจุรี” (แก้วจุรี 01 - 04) ของบริษัทซีพีล่าสุดนั่นเอง ที่ถูกพัฒนามาเพื่อให้เหมาะกับอุตสาหกรรมอาหารแช่แข็งโดยเฉพาะ
ว่าแล้ว วันนี้ ก็สั่งข้าวผัดกะเพรามากินซะหน่อยดีกว่า
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


