คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด จังหวัดจันทบุรี กำลังอยู่ในความสนใจของสังคม
ทั้งประเด็นขนาดความจุอ่าง พื้นที่น้ำท่วม พื้นที่ได้รับผลกระทบ รวมถึงผลกระทบต่อป่าไม้และสัตว์ป่า
1. เปิดข้อเท็จจริง “อ่างวังโตนด”
สืบเนื่องจากความคิดเห็นในโลกโซเชียลบางส่วนคลาดเคลื่อนจากข้อมูลความจริงไปไกลมาก
ล่าสุด กรมชลประทาน ชี้แจงข้อเท็จจริง ระบุว่า ข้อมูลโครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดที่ใช้ดำเนินการ เป็นข้อมูลตามรายงาน EHIA และผ่านกระบวนการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว พร้อมดำเนินมาตรการลดผลกระทบและดูแลระบบนิเวศอย่างรอบด้าน
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด เป็นเขื่อนดิน มีความจุที่ระดับเก็บกักปกติ 99.50 ล้าน ลบ.ม.
สามารถสนับสนุนพื้นที่ชลประทานได้ประมาณ 87,700 ไร่
ภายหลังการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) ได้มีการปรับลดพื้นที่โครงการจากเดิมประมาณ 14,600 ไร่ เหลือประมาณ 11,982 ไร่
ดังนั้น ข้อมูลที่มีการเผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดยใช้ภาพจำลองและระบุว่าโครงการมีความจุอ่างเก็บน้ำ 260 ล้าน ลบ.ม. มีพื้นที่น้ำท่วม 45,000 ไร่ และมีพื้นที่ได้รับผลกระทบ 120,000 ไร่ จึงไม่สอดคล้องกับข้อมูลโครงการฯ และรายงาน EHIA ที่ใช้ประกอบโครงการดังกล่าว
ประเด็นการผันน้ำจากลุ่มน้ำคลองวังโตนดไปยังอ่างเก็บน้ำประแสร์ จังหวัดระยอง กรมชลประทานได้พิจารณาสมดุลน้ำของทั้งระบบ โดยในอนาคต หากอ่างเก็บน้ำคลองประแกด อ่างเก็บน้ำคลองพะวาใหญ่ อ่างเก็บน้ำคลองหางแมว และอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ก่อสร้างครบทั้ง 4 แห่ง รวมถึงระบบกระจายน้ำแล้วเสร็จ กรมชลประทานจะพิจารณาผันเฉพาะน้ำส่วนที่เกินความจำเป็นต่อความต้องการใช้น้ำด้านท้ายน้ำของจุดสูบน้ำในช่วงฤดูฝน เฉลี่ยประมาณ 56 - 70 ล้าน ลบ.ม. ต่อปี เพื่อสนับสนุนพื้นที่จังหวัดระยองและพื้นที่ใกล้เคียงในช่วงที่เกิดภาวะขาดแคลนน้ำ
ทั้งนี้ การผันน้ำดังกล่าว ไม่ได้จะถูกนำไปใช้ในภาคอุตสาหกรรมโดยทันที เนื่องจากการจัดสรรน้ำ ต้องผ่านกลไกของคณะกรรมการลุ่มน้ำ และคำนึงถึงความต้องการใช้น้ำของประชาชนในพื้นที่ต้นทางเป็นสำคัญ
ปัจจุบัน ยังไม่สามารถทำการผันน้ำได้ เนื่องจากกลุ่มผู้ใช้น้ำในลุ่มน้ำคลองวังโตนดมีข้อเรียกร้องให้กรมชลประทานก่อสร้างอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 แห่ง และระบบกระจายน้ำให้แล้วเสร็จสมบูรณ์ก่อน จึงจะยินยอมให้มีการผันน้ำ ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2552
อย่างไรก็ตาม หากเกิดวิกฤตภัยแล้งและมีความจำเป็นต้องผันน้ำ กลุ่มผู้ใช้น้ำโดยคณะทำงานลุ่มน้ำแม่น้ำวังโตนด มีความแสดงความยินดีที่จะผ่อนปรนให้มีการผันน้ำเป็นกรณีเฉพาะกิจต่อไป
กรมชลประทาน ยืนยันว่า ได้ให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการศึกษา EHIA ของโครงการได้ดำเนินการตามหลักวิชาการ และผ่านกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก.) และคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (กก.วล.) แล้ว ซึ่งจะปฏิบัติตามมาตรการป้องกัน แก้ไข และติดตามตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในรายงานอย่างเคร่งครัด รวมทั้งกำหนดมาตรการเพิ่มเติมตามข้อเสนอแนะของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เพื่อป้องกัน ลด และบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอย่างเหมาะสม
ในส่วนของข้อกังวลเกี่ยวกับช้างป่าและสัตว์ป่า กรมชลประทานระบุว่า จะบริหารจัดการพื้นที่อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการฟื้นฟูถิ่นอาศัย แหล่งอาหาร และแหล่งน้ำ การรักษาความเชื่อมโยงของพื้นที่ป่า รวมถึงมาตรการลดความขัดแย้งระหว่างคนกับสัตว์ป่า เพื่อให้การพัฒนาแหล่งน้ำสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพได้อย่างเหมาะสม...
2. สรุปดราม่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ยังมีข้อสงสัยอีกหลายประการ เช่น
จริงหรือไม่ เขาว่า.... พื้นที่ป่าอนุรักษ์ จมน้ำ 12,000 ไร่, ช้างป่าไม่มีที่อยู่อาศัย หากิน 70 เชือก, จำนวนต้นไม้ที่สำรวจใน รายงาน EHIA กับที่กรมอุทยานสำรวจไม่ตรงกัน, ต้องการส่งน้ำสนับสนุน EEC และ ดาต้า เซ็นเตอร์, ชาวแก่งหางแมวที่อยู่ในพื้นที่ไม่มีระบบกระจายน้ำ, ต้องการขุดทอง มากกว่าทำอ่างเก็บน้ำ, การใช้น้ำส่งให้ EEC 90% ในพื้นที่ ใช้ 10 %, รายงาน EHIA ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, ไม่มีป่าต้นน้ำ จะมีน้ำได้อย่างไร ทำลายป่า ฯลฯ จริงหรือไม่ เขาว่ากันว่าอย่างนั้น....
คุณไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้โพสต์ข้อมูลน่าสนใจใน Kai Kengkarnchang ว่าด้วยเรื่อง “สรุปดราม่า อ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดแก่งหางแมว จันทบุรี”
บางส่วน ระบุว่า
“....ขอตอบทีละข้อ
1.พื้นที่ที่จมหายไป 11,982 ไร่ เป็นป่าสงวนแห่งชาติ 5,791 ไร่ ปัจจุบัน มีผู้อยู่อาศัย ทำกิน 98.51% จำนวน 5,601 ไร่ อุทยานแห่งชาติ เขาสิบห้าชั้น 6,191 ไร่
จะเห็นว่า พื้นที่ใช้เป็นอ่างเก็บน้ำจริงๆ คือ พื้นที่ของอุทยานเขาสิบห้าชั้น และที่เหลือของป่าสงวนเท่านั้น
และในการบริหารจัดการน้ำ จะมีการเก็บน้ำช่วงเดือนก.ค.~ก.ย. ของทุกปี พื้นที่จะค่อยๆ จมลงและต่อจากนั้น จะปล่อยระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนดเป็นอ่างแรก เพื่อให้มีพื้นที่ว่างให้คืนกลับมาโผล่พ้นน้ำ ให้ช้างได้อยู่อาศัย ตั้งแต่ ม.ค.~มิ.ย. ของทุกปี ในช่วงการบริหารจัดการน้ำ
2.ช้างป่าที่อาศัยอยู่ ได้มีการศึกษา ผลกระทบ EIMP ในการแก้ไขปัญหา ในการเพิ่มแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ และการสกัดตามแผน EIMP ที่ต้องทำต่อเนื่อง และใช้ระยะเวลาหลายปี เช่น อ่างเก็บน้ำหลายๆ แห่ง ภายใต้นักวิชาการด้านสัตว์ป่า และ งบประมาณที่ต่อเนื่อง ปัจจุบันงานแบบนี้มีต้นแบบ เช่น ที่อ่างเก็บน้ำยางชุม กุยบุรี เป็นต้น
3. การสำรวจต้นไม้ ตามรายงาน EHIA เริ่มดำเนินการตามผลศึกษาที่เก็บข้อมูล ในปี 2558~2559 ใช้วิธีการและมาตรฐานการเก็บข้อมูล ที่เป็นระเบียบ กฎหมาย ที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาสิ่งแวดล้อม กำหนดไว้ ขนาดของต้นไม้ที่เก็บพื้นที่ที่เก็บตัวอย่าง แตกต่างจากที่กรมอุทยานเก็บตัวอย่าง ที่เป็นงานวิจัยที่เก็บตัวอย่างในปี 2566 ซึ่งห่างกัน เกือบ 7 ปี จึงให้จำนวนที่แตกต่างกัน เพราะสภาพสิ่งแวดล้อมและนิเวศที่เปลี่ยนแปลงไป และการดำเนินการก่อสร้างจริง จะมีการเก็บตัวอย่าง สำรวจไม้ ตามมาตรฐานร่วมกับอุทยาน ป่าไม้ และกำหนดแผน EIMP เพื่อลดผลกระทบที่ตามมาและที่เกิดขึ้นจริง ภายใต้การกำกับดูแลของ สผ.
4.การใช้น้ำใน EEC มีหลายภาคส่วน เช่น โรงงาน โรงแรม ท่องเที่ยว อุปโภค บริโภค
การใช้น้ำในอนาคต มีการเพิ่มขึ้น ต้องมีการวางแผนล่วงหน้า โดยมีการพัฒนาอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ เช่น อ่างคลองโพล้ อ่างน้ำเขียว ท่อส่งน้ำต่างๆ เป็นโครงข่ายระบบท่อ ปริมาณน้ำต้นทุน มีทั้งอ่างประแสร์ คลองใหญ่ ดอกกราย หนองปลาไหล บางพระ หนองค้อ บ้านบึง 5 อ่างพัทยา คลองหลวง
การสูบผันน้ำจากจันทบุรี จะสูบเฉพาะหน้าฝน ในปีที่มีแนวโน้มขาดแคลน เพื่อให้อ่างเก็บน้ำในพื้นที่มีปริมาณเพียงพอ สำหรับการใช้ และในปีที่มีแนวโน้มฝนดี จะไม่สูบมา เนื่องจากมีราคาค่าไฟฟ้าที่สูงกว่าสูบในพื้นที่ เช่น คลองสะพาน เติม ประแสร์ หรือ คลองพระองค์ เติมบางพระ ซึ่งเป็นการจัดการน้ำในภาพรวม
ส่วน ดาต้า เซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่วางแผนจะใช้น้ำในน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจากพัทยา มาใช้ในระบบและแหล่งน้ำของเอกชนในพื้นที่ ส่วนปริมาณน้ำที่ผันส่วนใหญ่จะนำมาใช้ในระบบประปาของ กปภ. ที่ขยายเขตในส่วนของพัทยา และพานทอง และเมืองใหม่ EEC และ การจัดทำระบบหล่อเย็น cooling ของ ดาต้า เซ็นเตอร์ มีนวัตกรรมหลายรูปแบบ และ closed loop จะช่วยประหยัดน้ำได้ และมีคณะกรรมการกำกับ โดย ครม . ได้มีมติไว้แล้ว
5.การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองวังโตนด ได้เริ่มก่อนมี EEC ตามมติ ครม. 7 เม.ย.2552 ที่ให้มีการก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและยั่งยืนในการผันน้ำในฤดูฝน จากลุ่มน้ำคลองวังโตนด ไป อ่างประแสร์ ระยอง ซึ่งปริมาณน้ำท่าในลุ่มน้ำมีประมาณ ปีละ 1,000 ล้าน ลบ.ม. ไหลในฤดูฝนผ่านจุดสูบที่ฝายวังประดู่ วางแผนไว้เฉพาะหน้าฝน ปีละ 70 ล้าน ลบ.ม. ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับพื้นที่รับน้ำปลายทางด้วยว่า น้ำที่สูบไปจะไม่ล้นทิ้ง
ที่ผ่านมาเกือบ 10 ปี มีผันไปประมาณ 16 ล้าน ลบ.ม. ภายใต้กลไก พ.ร.บ. ทรัพยากรน้ำที่ช่วยภัยแล้งในปี’62~63 และ ทดลองเดินเครื่องรอบใหญ่ ในปี’66~67 เพื่อคงสถานะเครื่องสูบน้ำที่ต้องมีการทดลองเดินเครื่องในรอบหลายปี
ส่วนอ่างเก็บน้ำที่อยู่ตอนบนจุดสูบทั้ง 4 อ่าง เก็บไว้ใช้หน้าแล้ง ทั้งในจันทบุรีที่อ่างหางแมว ส่วนที่เหลือใช้ในคลองวังโตนดที่ทั้ง 3 อำเภอด้านล่างอ่าง และไม่มีแผนผันน้ำในหน้าแล้ง เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบ และตามลำดับความสำคัญของการใช้น้ำ เกษตรกรรมจะอยู่สูงกว่าอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก จึงเป็นข้อมูลว่า หากขาดแคลนส่งน้ำให้ใครก่อน
และในปีที่มีน้ำฝนตกน้อย เรามีอ่างเก็บน้ำ ถึง 4 อ่าง จึงบริหารความเสี่ยงในการขาดแคลนน้ำที่ดี จะได้ประกันได้ว่า จะไม่ขาดแคลนน้ำ เหมือนมีอ่างสำรอง กรณีน้ำน้อยในบางปี เช่น ปี 2558 เพราะฝนตกไม่เท่ากันทุกปี
6. การก่อสร้างอ่างเก็บน้ำ ไม่เกี่ยวกับการขุดทอง ซึ่งคนละประเด็นกัน มีการขุดสำรวจ เจาะทดสอบ ตัวอย่างดิน เพื่อนำดินมาบดอัดเป็นตัวเขื่อน การทำเหมืองทอง จะต้องมีการสัมปทาน ซึ่งไม่ใช่ภารกิจที่ ครม. ได้เห็นชอบไว้
7. การใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำที่สร้างขึ้น ทั้ง 4 อ่าง ได้แก่ พะวาใหญ่ ประแกด วังโตนด และ แก่งหางแมว ความจุ 308 ล้านลบ. เป็นการใช้น้ำในช่วงฤดูแล้ง ช่วง ต.ค.~ พ.ค. น้ำทั้ง 4 อ่าง จะระบายมาให้ด้านล่างใช้น้ำในสวนผลไม้ และ ระบบประปาในพื้นที่
ส่วนที่จะสูบน้ำไปประแสร์ที่โรงสูบวังประดู่ ไม่มีการสูบในช่วงนี้ เนื่องจาก มีการสำรองน้ำใน EEC เพียงพอแล้ว รอหน้าฝนหน้า ค่อยทยอยสูบตามความจำเป็น
ส่วนระบบส่งน้ำของอ่างเก็บน้ำที่สร้าง กำลังเร่งรัดดำเนินการทั้งระบบของอ่างพะวาใหญ่ หางแมว และประแกด ส่วนอ่างวังโตนดยังไม่สร้าง จึงยังไม่ได้ก่อสร้าง ต้องให้อ่างเก็บน้ำเสร็จเรียบร้อยก่อน จึงดำเนินการระบบส่งน้ำตามมา และเนื่องจากใช้งบประมาณค่อนข้างมาก และต้องได้รับอนุญาตใช้พื้นที่ในแนวท่อส่งน้ำ จึงทยอยดำเนินการ แต่มีบางส่วนที่ อปท. ดำเนินการเองโดยมีกลุ่มออกค่าใช้จ่ายในการสูบน้ำในจุดสูงกว่าระดับน้ำในอ่าง เหมือนระบบสูบน้ำเหนืออ่างศาลทราย จันทบุรี ที่ดำเนินการคล้ายคลึงกัน ต้องมีแหล่งน้ำก่อนเพื่อกระจายน้ำ
8.รายงาน EHIA ดำเนินการตามกฎหมาย กฎ ระเบียบทุกข้อ ในคณะกรรมการ คชก. และ กก.วล.มีผู้เชี่ยวชาญทุกด้าน ได้รับฟังเหตุผล คำชี้แจง จนมีมติ จากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 14 ส.ค. 2564 ในการเห็นชอบ จึงถือว่า เป็นความสมบูรณ์ ครบถ้วน เนื้อหา ที่จะดำเนินการก่อสร้างโครงการ และต่อมาได้รับการพิจารณาจาก กนช. และ ครม.ตามเหตุผล ความจำเป็นที่ระบุไว้…”
3. เมื่อโลกนี้ไม่มีอะไรฟรี...
จะต้องพิจารณาว่า ผลประโยชน์ที่ได้รับเป็นอย่างไร? ถ้าไม่ทำโครงการ จะต้องเผชิญกับปัญหาอะไร? จะแก้อย่างไร? ใครจะได้รับประโยชน์จากโครงการนี้ ? แค่ไหน? อย่างไร?
เมื่อโครงการมีผลกระทบ โครงการก็ต้องพร้อมลงทุนเพื่อลดผลกระทบ และดูแลผู้ได้รับผลกระทบ อย่างไร
สุดท้าย การพิจารณาจะต้องชั่งน้ำหนักผลดี-ผลเสีย โครงการนี้ มีความคุ้มค่าหรือไม่? อย่างไร?
คนในลุ่มน้ำ มีความคิดเห็นอย่างไร? และจะมีส่วนร่วมกับการบริหารจัดการน้ำอย่างไร ?
อย่าลืมว่า ต่อให้ไม่ทำโครงการ ก็มีผลกระทบ และมีราคาที่ต้องจ่าย เช่นกัน
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

