คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

ทักษิณ‘คัมแบ๊ก’หลังพ้นคุก
อดีตนักโทษเด็ดขาดชายทักษิณ ชินวัตรไปกล่าวปาฐกถาที่โรงแรมดุสิตธานีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ในงานครบรอบ 30 ปี “บริษัทโสมาภา อินฟอร์เมชั่น เทคโนโลยีฯ” ภายใต้แนวคิด “ความท้าทายด้านความมั่นคงในโลกยุคใหม่” เหมือนเปิดตัว “รอบปฐมทัศน์” หลังพ้นโทษออกจากคุก ได้ตกเป็นข่าวสะเทือนเลื่อนลั่นฮือฮากระฉ่อนสังคมไทย ราวกับ “อัศวินขี่ม้าขาว” มาโปรด
เพราะการพูดของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในงานนี้ ก็คล้ายกับที่ “ทักษิณ” เมื่อครั้งได้รับการพักโทษในปี 2567 โดย “ทักษิณ” ได้ไปแสดงวิสัยทัศน์ในงาน “Nation TV Dinner Talk : Vision for Thailand 2024” เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2567 ที่สยามพารากอน อันเป็นการเปิดตัวครั้งแรกของ “ทักษิณ” หลังจาก “ป่วยทิพย์” อยู่บนชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจถึง 180 วัน
การกล่าวปาฐกถาในปี 2567 ซึ่ง “ทักษิณ ชินวัตร” ยังมีสถานะเป็นนักโทษที่ได้รับการพักโทษนั้น เป็นช่วงเริ่มต้นของ “รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร” โดย “ทักษิณ” ได้กล่าวถึงปัญหาประเทศไทยว่า ปัญหาใหญ่ที่สุดคือ “ปัญหาหนี้ครัวเรือนของคนไทย” ที่ทำให้คนไทยและประเทศไทยติดกับดักหนี้จนทำให้เดินไม่ได้วิ่งไม่ออก
สำหรับการเปิดตัว “รอบปฐมทัศน์” ที่โรงแรมดุสิตธานีครั้งนี้ “ทักษิณ ชินวัตร” ระบุว่าปัญหาของประเทศไทยคือ “ภัยคุกคาม” ที่ไม่ได้จำกัดเฉพาะภัยทางทหาร หรือความมั่นคงบริเวณชายแดนเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ, เทคโนโลยี, อาชญากรรมไซเบอร์, พลังงาน, การจ้างงาน และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในภารกิจด้านความมั่นคง
เมื่อฟังรายละเอียดทั้งหมดที่ “ทักษิณ ชินวัตร” พูด ว่าไปแล้วก็เป็นเรื่องที่คนไทยส่วนใหญ่รู้ และรัฐบาลชุดนี้ก็กำลังทำ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่ประการใด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น “โดรน” ที่ต้องนำมาใช้ทั้งด้านการทหารและการเกษตร หรือภัยคุกคามด้านเศรษฐกิจจากการเข้ามาของเอไอ ที่จะทำให้โครงสร้างการทำงาน และตลาดแรงงานเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
สรุปแล้วจากการปาฐกถาของ “ทักษิณ ชินวัตร” ในครั้งนี้ “ทักษิณ” ก็ยังเป็น “ทักษิณ” คนเดิมที่นิสัยถาวรไม่เปลี่ยน แบบที่ภาษาชาวบ้านว่า คือ “กูเจ๋ง” อยู่คนเดียว และก็พูดเรื่องเดิมๆ เกี่ยวกับปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศไทยที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ ทั้งเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ปัญหาระบบราชการ และกฎหมายที่ล้าสมัย
อย่างไรก็ดี การขยับตัวของ “ทักษิณ ชินวัตร” ครั้งนี้ ผู้สังเกตการทางการเมืองเฝ้าจับตามองว่า “ทักษิณ” ผู้ซึ่งไม่ทิ้งนิสัยถาวรเดิม จะเดินแต้มทางการเมืองต่อไปอย่างไรที่จะทำให้พรรคเพื่อไทยฟื้นตัวกลับมาเป็นพรรคอันดับหนึ่งได้อีกครั้ง โดยเฉพาะการขับเคี่ยวกับพรรคภูมิใจไทยที่วันนี้แซงหน้าพรรคเพื่อไทยขยับขึ้นมาเป็นพรรคการเมืองอันดับหนึ่ง และเป็นแกนหลักของรัฐบาลผสมชุดนี้
เนื่องด้วยพรรคเพื่อไทยในวันนี้ ตกอยู่ในสภาพที่ไม่เหมือนกับปี 2567 และ 2568 ซึ่งเคยเป็นแกนหลักของรัฐบาลผสม ในสมัยรัฐบาล “เศรษฐา ทวีสิน” กับ รัฐบาล “แพทองธาร ชินวัตร” แต่ในวันนี้กลับต้องมาเป็น “ลมใต้ปีก” และ “กินน้ำใต้ศอก” พรรคภูมิใจไทย ที่มี “ครูใหญ่-เนวิน ชิดชอบ” เป็น “เงาทะมึน” อยู่ข้างหลัง
การเคลื่อนไหวของ “ทักษิณ ชินวัตร”ในฐานะนายทุนพรรคและเจ้าของพรรคเพื่อไทยตัวจริงในเวลานี้ จะแสดงอำนาจแบบ “ใหญ่คับฟ้า” ชนิดที่ชี้เป็นชี้ตายใครก็ได้เหมือนเมื่อปี 2567 และ 2568 ไม่ได้อีกแล้ว และในอีกด้านหนึ่งก็ยังส่งผลให้นายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยสองคน คือ “เศรษฐา ทวีสิน” และ “แพทองธาร ชินวัตร” ต้องตกม้าตายอย่างเร็วเกินคาด กระทั่งพรรคเพื่อไทยต้องกลายมาเป็นพรรคการเมืองอันดับสามในทุกวันนี้
ดังนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” จะต้องใช้ “ความสงบสยบความเคลื่อนไหว” เป็นกระบวนท่าทางการเมือง คอยฉกฉวยโอกาสจากคู่ต่อสู้ในสถานการณ์เช่นนี้ได้อย่างไร จึงเป็นเรื่องที่ต้องติดตาม
เพราะพรรคภูมิใจไทยที่มีผู้นำจิตวิญญาณชื่อ “เนวิน ชิดชอบ” และเป็นเจ้าของวลีอมตะ “มันจบแล้วครับนาย” นั้น-ไม่ธรรมดา !
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

