บทบรรณาธิการ : 29 ตุลาคม 2569

โซลาร์ภาคประชาชน ต้องรัดกุมคุ้มค่าทั้งภาครัฐและครัวเรือน
การเปลี่ยนผ่านพลังงานไปสู่พลังงานสะอาด เป็นทิศทางที่ประเทศไทยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ประเทศยังต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้าและภาระค่าใช้จ่ายของประชาชนในระยะยาว นโยบายส่งเสริมให้ประชาชนผลิตไฟฟ้าใช้เองจากพลังงานแสงอาทิตย์จึงเป็นแนวทางที่ควรสนับสนุนอย่างจริงจัง
ล่าสุด เมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบโครงการโซลาร์ภาคประชาชน กำหนดกรอบวงเงิน 50,000 ล้านบาท สนับสนุนค่าซื้ออุปกรณ์และติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ครัวเรือนละ 50,000 บาท ตั้งเป้าหมายไว้ 1 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ เปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 27 ตุลาคม 2569 ถึง 31 มกราคม 2570 หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะครบ โดยเงินสนับสนุนจะจ่ายเมื่อผู้เข้าร่วมดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดครบถ้วน
โครงการนี้มีเป้าหมายมากกว่าการช่วยประชาชนลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน เพราะการผลิตไฟฟ้าใช้เองจะช่วยลดการซื้อไฟฟ้าจากระบบหลักในช่วงที่มีแสงแดด ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและพลังงานนำเข้าของประเทศ ขณะเดียวกัน ยังเปิดโอกาสให้ครัวเรือนนำไฟฟ้าส่วนเกินที่ผลิตได้ขายคืนเข้าสู่ระบบตามหลักเกณฑ์ของโครงการ เปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อไฟฟ้าเพียงอย่างเดียวมาเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีส่วนร่วมในระบบพลังงานของประเทศ
นอกจากนี้ รัฐยังมีแนวทางสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำเพื่อช่วยผู้ที่ไม่มีเงินก้อนสำหรับติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนมิเตอร์ให้รองรับการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน มาตรการเหล่านี้จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์มีต้นทุนที่ต้องพิจารณาทั้งราคาอุปกรณ์ ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และระยะเวลาคืนทุน เงินอุดหนุน 50,000 บาท จึงไม่ใช่หลักประกันว่าทุกครัวเรือนจะได้รับผลตอบแทนคุ้มค่าเท่ากัน
สิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่ง คือมาตรฐานและคุณภาพของอุปกรณ์ ตลอดจนการติดตั้งที่ถูกต้องตามหลักวิศวกรรม แผงโซลาร์เซลล์ อินเวอร์เตอร์ ระบบสายไฟ อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้า และโครงสร้างยึดแผงต้องมีคุณภาพเหมาะสมกับการใช้งานในสภาพอากาศของประเทศไทย มีมาตรฐานความปลอดภัย และสามารถใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว
การติดตั้งบนหลังคาบ้านยังต้องคำนึงถึงความแข็งแรงของโครงสร้าง การป้องกันน้ำรั่ว การต่อลงดิน และระบบป้องกันไฟฟ้าลัดวงจรหรือไฟไหม้ รวมถึงการตรวจสอบก่อนอนุญาตให้เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้า
หากละเลยมาตรฐานเหล่านี้ ปัญหาที่ตามมาอาจไม่ใช่เพียงผลิตไฟฟ้าได้น้อยกว่าที่คาด แต่ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซม ความเสียหายต่อทรัพย์สิน และอันตรายต่อชีวิตของประชาชน
รัฐบาลจึงไม่ควรประเมินความสำเร็จของโครงการจากจำนวนผู้ลงทะเบียนหรือจำนวนครัวเรือนที่ติดตั้งได้ครบตามเป้าหมายเท่านั้น แต่ต้องกำกับดูแลผู้ประกอบการอย่างเข้มงวด ตั้งเกณฑ์คุณภาพอุปกรณ์ที่ชัดเจนตรวจสอบมาตรฐานผู้ติดตั้ง เปิดเผยเงื่อนไขการรับประกัน และกำหนดกลไกรับเรื่องร้องเรียนที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง หากพบการใช้อุปกรณ์ต่ำกว่ามาตรฐานหรือการติดตั้งที่ไม่ได้คุณภาพ ต้องมีมาตรการแก้ไขและความรับผิดชอบที่ชัดเจน ไม่ปล่อยให้ภาระตกอยู่กับเจ้าของบ้านเพียงฝ่ายเดียว
อีกประเด็นที่ต้องไม่มองข้าม คือที่มาของงบประมาณโครงการ ซึ่งรัฐบาลระบุว่าใช้เงินกู้ภายใต้พระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังเพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านของประเทศ พ.ศ. 2569 แม้การสนับสนุนประชาชนให้เข้าถึงพลังงานสะอาดจะมีเหตุผลรองรับ แต่เงินกู้ก็คือภาระทางการเงินที่ต้องบริหารจัดการอย่างรอบคอบ การใช้เงิน 50,000 ล้านบาทจึงต้องสร้างผลประโยชน์ที่จับต้องได้และตรวจสอบได้ ไม่ใช่เพียงเร่งเบิกจ่ายให้ครบตามกรอบงบประมาณ
โครงการโซลาร์ภาคประชาชนเป็นโอกาสสำคัญในการวางรากฐานพลังงานสะอาด และลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือนไทย แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานจะยั่งยืนไม่ได้ หากมุ่งเพียงกระจายเงินอุดหนุนโดยขาดการกำกับคุณภาพและการประเมินผลที่จริงจัง รัฐบาลต้องทำให้มั่นใจว่าเงินทุกบาทที่ลงทุนไปจะนำไปสู่ระบบผลิตไฟฟ้าที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าในระยะยาว เพราะท้ายที่สุดแล้ว เป้าหมายไม่ใช่เพียงทำให้ประชาชนมีแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา แต่ต้องทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จริง และเงินกู้ของประเทศไม่สูญเปล่า
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

