คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

นักการเมืองฟ้องหมิ่นประมาท ประหลาดอะไร?
ในต่างประเทศ มีกรณีผู้นำประเทศ นักการเมือง ฟ้องร้องดำเนินคดีกับคนที่ปล่อยข่าวเท็จหรือข้อมูลบิดเบือนเพื่อใส่ร้ายตนเองมากมาย โดยถือว่าเป็นสิทธิพื้นฐานของบุคคลที่จะปกป้องชื่อเสียงเกียรติยศของตนเอง และยิ่งเป็นผู้นำประเทศ ข่าวเท็จก็อาจกระทบต่อภาวะผู้นำในการบริหารประเทศต่อไปด้วย
ส่วนจะฟ้องเอาผิดอาญา เอาเข้าคุก หรือเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง ก็แตกต่างกันไปตามระบบตัวบทกฎหมายของแต่ละประเทศ
1. โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา
โดนัลด์ ทรัมป์ เคยฟ้องร้องดำเนินคดีกับผู้ที่เขาเห็นว่ากล่าวให้ร้ายด้วยความเท็จ หลายกรณี
มีทั้งสื่อมวลชน และบุคคล
แต่โดยระบบกฎหมายสหรัฐฯ การหมิ่นประมาทถือเป็นความผิดทางแพ่งเป็นหลัก การฟ้องจึงมุ่งไปที่การเรียกค่าเสียหายเพื่อชดเชยชื่อเสียง ไม่ใช่การลงโทษทางอาญา
คดีทั้งหมดนี้ ฟ้องในช่วงที่เข้ามาเป็นนักการเมืองแล้วทั้งสิ้น เช่น
คดีฟ้องสื่อ ABC (จอร์จ สเตฟาโนปูลอส) - ทรัมป์ยื่นฟ้องในเดือนมีนาคม 2024 ตอนนั้น เขาเป็นว่าที่ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี คดีนี้ จบลงด้วยการที่ ABC ยอมจ่าย 15 ล้านดอลลาร์ให้กับ Presidential Library ของทรัมป์ใน เดือนธันวาคม 2024
คดีฟ้องสื่อ CBS (รายการ 60 Minutes) - ทรัมป์ยื่นฟ้องในเดือนตุลาคม 2024 ช่วงนั้นเป็นผู้สมัครประธานาธิบดี คดีนี้ จบลงด้วยการยอมความในเดือนกรกฎาคม 2025
คดีฟ้องสื่อ Wall Street Journal (จดหมายวันเกิดถึงเจฟฟรีย์ เอปสไตน์) - ประธานาธบดีทรัมป์ยื่นฟ้องในเดือนกรกฎาคม 2025 (ฟ้องขณะเป็นประธานาธิบดี)
คดีฟ้องสื่อ New York Times – ประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นฟ้องในเดือนกันยายน 2025
และคดีฟ้องสื่อ BBC (การตัดต่อสุนทรพจน์ 6 มกราคม) - ประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นฟ้องในเดือนธันวาคม 2025
จะเห็นว่า หลายคดี ยื่นฟ้องในขณะเป็นประธานาธิบดี
2. ประธานาธิบดี เอ็มมานูเอล มาครง
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานูเอล มาครง เคยได้ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทบุคคลหลายราย
ส่วนใหญ่เป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับข่าวลือและการกล่าวหาอันเป็นเท็จเกี่ยวกับบรีฌิต มาครง ภริยาของเขา เช่น
คดีฟ้องนาตาชา เรย์ และ อาม็องดีน รัวย์ - มาครงได้ยื่นฟ้องนาตาชา เรย์ (Natacha Rey) และ อาม็องดีน รัวย์ (Amandine Roy) สองสตรีชาวฝรั่งเศส จากกรณีคลิปยูทูบความยาวกว่า 4 ชั่วโมงเมื่อเดือนธันวาคม 2021 ซึ่งกล่าวอ้างว่า บรีฌิต มาครง กับน้องชายเป็นบุคคลเดียวกัน และบรีฌิตเคยเป็นผู้ชายชื่อฌ็อง-มีแชลมาก่อน
คดีนี้ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานหมิ่นประมาทและถูกสั่งให้จ่ายค่าเสียหาย 13,000 ยูโรแก่บรีฌิตและน้องชายของเธอ อย่างไรก็ตาม ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้อง
คดีคุกคามบูลลี่ทางไซเบอร์ - ศาลปารีสได้พิพากษาลงโทษบุคคล 10 ราย เมื่อเดือนมกราคม 2026 ในข้อหาการกลั่นแกล้งทางออนไลน์ต่อบรีฌิต มาครง ภริยาของมาครง จากพฤติกรรมเอาข่าวลือมาสร้างความเสียหาย
คดีฟ้องแคนเดซ โอเวนส์ - เป็นคดีฟ้องในสหรัฐ โดยแคนเดซ โอเวนส์ (Candace Owens) เป็นผู้ดำเนินรายการพอดแคสต์ ฟ้องเมื่อเดือนกรกฎาคม 2025 กล่าวหาว่าโอเวนส์เผยแพร่ข้อมูลเท็จว่าบรีฌิต มาครง เป็นผู้ชาย หรือเคยเป็นผู้ชายมาก่อน คำฟ้องมีจำนวนกว่า 218 หน้า และเรียกร้องค่าเสียหายเชิงลงโทษที่ไม่ระบุจำนวน
คดีนี้ ล่าสุด ในเดือนตุลาคม 2026 ศาลมีคำสั่งจำกัดความรับผิดส่วนบุคคลของโอเวนส์ โดยศาลให้บริษัทสองแห่งของเธอยังคงเป็นจำเลยในคดีนี้ต่อไป
จะเห็นว่า ประธานาธิบดีมาครง ก็ใช้สิทธิตามกฎหมาย ปกป้องคุ้มครอง ชื่อเสียงของตนเองและภริยา ขณะอยู่ในตำแหน่งประธานาธิบดีประเทศฝรั่งเศส
3. ผู้นำ ผู้บริหารประเทศอีกมากมาย ก็ใช้สิทธิทางกฎหมาย ฟ้องร้องดำเนินคดีกับกรณีที่ตนเองถูกใส่ร้ายป้ายสี
ยกตัวอย่าง เช่น
เกาหลีใต้ – ทนายความถูกจำคุกจากข่าวเท็จว่าประธานาธิบดีพัวพันแก๊งอาชญากรรม
ศาลสูงเกาหลีใต้ upheld คำพิพากษาจำคุก 1 ปี รอลงอาญา 2 ปี แก่ทนายความ Jang ที่ถูกฟ้องในข้อหาเผยแพร่ข้อเท็จจริงเท็จ ว่าประธานาธิบดี Lee Jae-myung มีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งอาชญากรรมในช่วงเลือกตั้ง
อินโดนีเซีย – Gus Nur ถูกจำคุกจากข่าวเท็จ “วุฒิบัตรปลอม” ของประธานาธิบดี Joko Widodo
Sugi Nur Raharja (Gus Nur) ถูกศาลอุทธรณ์ตัดสินจำคุก 4 ปี (ชั้นต้น 6 ปี) และปรับ 400 ล้านรูเปียห์ ในความผิดฐาน เผยแพร่ข่าวเท็จเกี่ยวกับวุฒิบัตรปลอมของประธานาธิบดี Joko Widodo ซึ่งสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นในสังคม
อียิปต์ – บรรณาธิการถูกจำคุกจากข่าวเท็จเกี่ยวกับสุขภาพประธานาธิบดี
Ibrahim Eissa บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Al-Dustour ถูกศาลตัดสินจำคุก 6 เดือน จากบทความที่ระบุว่าสุขภาพของประธานาธิบดี Hosni Mubarak กำลังทรุดโทรมลง ทางการอียิปต์ตั้งข้อหาว่าเป็น การเผยแพร่ข่าวเท็จที่กระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และทำให้ต่างชาติถอนเงินลงทุนราว 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
แทนซาเนีย – ศิลปินเผารูปและกล่าวถ้อยคำดูหมิ่นประธานาธิบดี
Shadrack Chaula ศิลปินวัย 24 ปี บันทึกคลิปบน TikTok เผารูปประธานาธิบดี Samia Suluhu Hassan พร้อมกล่าวถ้อยคำดูหมิ่น และถูกตั้งข้อหาเผยแพร่ข้อมูลเท็จ เกี่ยวกับประธานาธิบดี ตามกฎหมายไซเบอร์ ศาลตัดสินให้ปรับหรือจำคุก 2 ปี
กานา – TikToker ใส่ร้ายว่าประธานาธิบดีฆ่าวัวทำพิธีกรรม
Camilla Alhassan วัย 43 ปี โพสต์วิดีโออ้างว่าประธานาธิบดี John Mahama ฆ่าวัว 32 ตัว เพื่อทำพิธีกรรมเอาชนะการเลือกตั้งปี 2024 และยังกล่าวหาว่าโครงการแจกผ้าอนามัย hides พิธีกรรมดังกล่าว ศาลกานาตัดสินจำคุก 1 ปี ข้อหาประพฤติการณ์ไม่เหมาะสมและเผยแพร่ข่าวเท็จ โดยผู้พิพากษาระบุว่าจำเป็นต้องลงโทษเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายข้อมูลเท็จบนโซเชียลมีเดีย
โซมาเลีย – นักข่าวถูกจำคุกจากข่าวเท็จว่าประธานาธิบดีป่วย
Hassan Hussein Abdullahi บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ Hubaal และ Mohamed Ahmed Jama ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี และ 1 ปี ตามลำดับ ในข้อหาหมิ่นประมาทและเผยแพร่ข่าวเท็จ จากบทความที่รายงานว่าประธานาธิบดี Ahmed Mahmud Silanyo มีสุขภาพไม่ดี
ฯลฯ
4. แม้แต่นักการเมืองสีส้มในบ้านเรา ที่ยังเคลื่อนไหวการเมือง ในรูปมูลนิธิคณะก้าวหน้า ก็ยังเคยฟ้องหมิ่นประมาทผู้อื่น เพียงแต่แพ้คดี
อย่าแกล้งลืม... คณะก้าวหน้า (ที่มีแกนนำ คือ นายธนาธร ปิยบุตร ช่อ ฯลฯ) น.ส.พรรณิการ์ วานิช (ช่อ) แกนนำและโฆษกคณะก้าวหน้า เป็นโจทก์ฟ้องคดีหมิ่นประมาทฟ้อง นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กรณีวิพากษ์วิจารณ์การจัดการเกี่ยวกับเงินบริจาคโครงการเมย์เดย์ (Mayday)
คดีนี้เกิดขึ้นในปี 2563 ช่วงสถานการณ์โควิด-19 คณะก้าวหน้าได้จัดกิจกรรมระดมทุนชื่อ “MAYDAY MAYDAY เราช่วยกัน” เพื่อรับเงินบริจาคไปแจกจ่ายช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบ
ต่อมา นพ.วรงค์ได้โพสต์และแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตว่า โครงการนี้มีความไม่โปร่งใส มีพฤติการณ์ “อมเงินบริจาค” หรือเงินไปไม่ถึงมือผู้เดือดร้อนจริง รวมถึงรายชื่อผู้ได้รับเงินบางส่วนไม่มีตัวตนอยู่จริง ทำให้ น.ส.พรรณิการ์ ยื่นฟ้องหมิ่นประมาทพร้อมเรียกค่าเสียหาย 1 ล้านบาท
ศาลพิพากษา ยกฟ้อง
ทั้งในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์
ศาลชั้นต้น (มีนาคม 2565) พิพากษายกฟ้อง ระบุว่า โครงการดังกล่าวพบข้อพิรุธเกี่ยวกับรายชื่อผู้ได้รับสิทธิ์และการโอนเงินจริง
ต่อมา ศาลอุทธรณ์ (กรกฎาคม 2566) พิพากษายืน ยกฟ้อง โดยศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า การจัดกิจกรรมระดมทุนของคณะก้าวหน้าเป็นการขอรับเงินบริจาคจากประชาชนทั่วไปเพื่อนำไปกระจายต่อ ดังนั้น คณะก้าวหน้าจึงถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ทำกิจกรรมเกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะ การที่จำเลย (นพ.วรงค์) ออกมาโพสต์ตรวจสอบ เรียกร้องให้เปิดเผยสเตทเมนต์ หรือตั้งข้อสังเกตเรื่องความไม่โปร่งใส จึงถือเป็นการ “ติชมด้วยความสุจริตและเป็นธรรม” เพื่อปกป้องประโยชน์ของสาธารณชน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 ย่อมไม่ถือเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท
นอกจากคดีนี้แล้ว ยังมีคดีที่พรรคก้าวไกล (พรรคส้ม) ฟ้อง นพ.วรงค์ กรณีกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการล้มล้างสถาบันฯ โดยเรียกค่าเสียหาย 24 ล้านบาทเศษ ปรากฏว่า ศาลอาญามีคำพิพากษายกฟ้อง ด้วยเหตุผลว่าเป็นสิทธิในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตเพื่อปกป้องสถาบันฯ
5. เวลานี้ จะเห็นพฤติกรรมตลบตะแลงของนักการเมืองสีส้ม เวลาที่พวกตนปล่อยเฟคนิวส์แล้วถูกจับได้ ก็จะอ้างว่าเป็นการแชร์ข่าวเพื่อตรวจสอบ นักการเมืองไม่ควรฟ้องร้องหรือดำเนินคดี แต่เวลาที่ตนเองถูกกระชากหน้ากาก คนพวกนี้กลับใช้สิทธิฟ้องดำเนินคดีผู้อื่น
น่าละอาย หรือไม่? นักการเมืองแบบนี้ ยังควรได้รับการสนับสนุนต่อไปอีก หรือไม่?
เพจ ซิริอุส เป็นชื่อของดวงดาว ได้นำเสนอบทความชวนคิดสั้นๆ ว่าด้วยเรื่อง “จากนายกฯเกาหลีใต้จะเปิดเผยรายชื่อ 7 นักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา ถึงสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท : เมื่อความบกพร่องทางสุขอนามัยทางปัญญาของชาวเน็ตไทย ถูกฉวยใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของนักฉวยโอกาส”
เนื้อหาที่น่าสนใจ บางส่วนระบุว่า
“...ช่วงปลายปี 2568 ที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นปรากฏการณ์ “หน้าแตกหมอไม่รับเย็บ” ครั้งใหญ่ระดับประเทศ เมื่อมีเพจดังเต้าข่าวด้วยข้อความสั้นๆ ไม่มีที่มาที่ไปบอกว่าในการพูดคุยโทรศัพท์ระหว่าง นาย อี แจ-มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ กับนายอนุทิน นายกฯไทย
อี แจ-มยอง ได้มอบรายชื่อนักการเมืองไทยที่พัวพันกับแก๊งสแกมเมอร์ในกัมพูชา พร้อมทั้งตำหนิ นายอนุทิน ด้วยว่าทำไมไม่ช่วยคนไทยที่ถูกสแกมเมอร์หลอกไปที่นั่น
ต่อมาก็เต้าข่าวอีกว่า บ่ายวันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายกฯเกาหลีใต้จะเปิดเผยรายชื่อ 7 นักการเมืองไทยที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์กัมพูชา
ไม่ใช่แค่เพจใต้ดิน คนดัง อินฟลูเอนเซอร์สายปั่นเท่านั้นที่แชร์ข้อความข่าวสั้นๆไม่มีที่มาที่ไปนี้ แม้แต่นักข่าวชื่อดัง และสื่อกระแสหลักหลายแห่งก็พากัน “กระโดดงับ” นำไปขยายผลทำข่าวโดยไม่ตรวจสอบใดๆทั้งสิ้น จนกลายเป็นไวรัลแถมยังมีนักข่าวบางคนและสำนักข่าวเล็กๆ บางแห่ง บอกว่ามีรายชื่อนักการเมืองเหล่านี้อยู่ในมือแล้วจะเปิดเผยบ่ายนี้อีกตะหาก (ซิริอุสจำได้นะว่าสื่อคนไหนที่ประกาศแบบนี้ไว้ที่หน้าเฟซตัวเอง)
จนกระทั่งความจริงถูกเฉลย เมื่อสถานทูตเกาหลีใต้ประจำประเทศไทย ต้องออกแถลงการณ์ด่วนปฏิเสธเสียงแข็งว่า เป็นข่าวปลอม เป็นเรื่องเท็จอย่างสิ้นเชิง พร้อมจะใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินคดีฯกับผู้ที่สร้างความเสียหาย
ซ้ำร้าย นี่ไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน เพิ่งจะมีข่าวปลอมหน้าแตกระดับโลกจากสื่อไทย ที่รายงานข่าวว่า “เกาหลีใต้จะส่งกองทัพบุกกัมพูชาเพื่อช่วยชาวเกาหลีใต้” จนสื่อเกาหลีต้องออกมาแซะความไร้มาตรฐานของสื่อไทยมาแล้วรอบหนึ่ง
ล่าสุด ก็เรื่องสลิปโอนเงินปลอม 7 ล้านบาท ที่มีคนจำนวนมากไม่ เอ๊ะ แม้แต่น้อยหลงเชื่อแชร์ต่อๆกันทันที แม้แต่เพจใหญ่ๆ คนดัง ผู้มีตำแหน่งทางวิชาการ ไปจนถึงนักการเมืองระดับ สส. ก็ร่วมวงแชร์โดยไม่มีการตรวจสอบใดๆ ทั้งสิ้น
ซึ่งการแชร์ของนักการเมือง ผู้มีชื่อเสียง และผู้มีตำแหน่งทางวิชาการเหล่านี้แหละ คือ “ตัวเร่งปฏิกิริยาชั้นดี” ของ Woozle Effect เพราะเมื่อบุคคลที่มีอำนาจนำทางความคิดหรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานน่าเชื่อถือหยิบข่าวปลอมไปแปะไว้บนหน้าฟีดของตัวเองมันคือการ “ประทับตรารับรอง” กลายๆ ว่าข้อมูลนั้นเป็นความจริง ทำให้จากเรื่องโกหกลอยๆ กลายเป็นมีน้ำหนักทำให้ผู้คนพร้อมใจกันเชื่ออย่างสนิทใจในพริบตา
คำถามที่น่าเจ็บปวด แต่ต้องกล้าถามให้ดังขึ้น คือ ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะความสะเพร่าโดยบังเอิญ หรือมันคือ “กระบวนการจงใจปั่น” แบบเป็นเครือข่าย เพื่อหวังผลประโยชน์ทางการเมืองกันแน่?...”
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

