ต่างด้าวโผล่อื้อ ผงะเช็คย้อนหลัง10ปี พบต้องสงสัยกว่า3พัน
20 สิงหาคม 2569 เวลา 06:00 น.
มท.4เร่งขยายผลขบวนการ“สวมสิทธิต่างด้าว”เข้าทะเบียนบ้าน รับมีจนท.ปล่อยปละละเลย ลุยสแกนทุกเขตทั่วกทม.ก่อนขยายไปทั่วประเทศ ชี้เป็นเรื่องความมั่นคง ต้องตัดไฟแต่ต้นลม ขณะที่กทม.เปิดผลสอบเขตดินแดง ย้อนหลังปี’60-69 พบต้องสงสัย 3,228 ราย เอี่ยวสวมสิทธิบัตรชมพู กทม.สั่งปูพรมตรวจสอบเชิงลึก ย้ายเข้าทะเบียนราษฎร ขีดเส้น 50 เขต รายงานผลเร็วที่สุดห้ามเกิน 1 กันยายน ด้าน ปปง.ลุยสอบเส้นทางเงินคดีบัตรสีชมพู ชี้หากพบความผิดมูลฐาน พร้อมดำเนินการตามก.ม.
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 19 สิงหาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รมช.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณึเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายปกครองเข้าปราบปรามเครือข่ายทุจริตแจ้งย้ายที่อยู่คนต่างด้าวเข้าทะเบียนบ้านแฟลตดินแดง เพื่อทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยโดยมิชอบที่มีการกังวลว่าเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรหลังจากนี้จะดำเนินการอย่างไรว่าจากที่มีการจับกุม 7 หมายจับ ที่ สน.ดินแดง ปรากฏว่าเราไปพบเจอความผิดปกติทางทะเบียน ว่า มีการย้ายเข้าของคนต่างด้าว เพื่อไปออกบัตรหมายเลข 7 ผิดปกติหลังจากการตรวจสอบของฝ่ายปกครอง รวมถึงกรุงเทพมหานครในปี 2567 จึงได้มีการสอบสวน แล้วออกหมายจับจึงนำไปสู่การจับกุมเมื่อวานที่ผ่านมา
มท.1ซัดมีจนท.ปล่อยปละละเลย
“ถ้าถามว่าจริงๆ แล้วเกิดได้อย่างไรก็ต้อง ยอมรับโดยตรงว่าเจ้าหน้าที่ก็มีส่วน เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการขอย้ายเข้ามาในพื้นที่ แล้วเจ้าหน้าที่เองก็อาจจะปล่อยปละละเลย หรือมีการทุจริตอย่างไรทางตำรวจจะไปว่ากัน อย่างห้องหนึ่งห้องถ้าเอะใจหน่อยว่ามีการย้ายเข้ามาตั้ง60 คน ถามว่ามันเป็นไปได้หรือไม่ซึ่งมันก็ไม่ควรจะเป็นไปได้ ห้องแค่ 30 กว่าตารางเมตร ฉะนั้น ถ้าพบเจอแบบนั้นก็ต้องดำเนินการ”รมช.มหาดไทย ย้ำ
เมื่อถามว่า จะสาวไปถึงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องในการทำผิดหรือไม่ นายวรศิษฎ์ กล่าวว่า จากการออกหมายจับทั้ง7 ราย มีส่วนของนายหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน ส่วนของเจ้าของบ้านและส่วนของเจ้าหน้าที่ ทั้ง 3 กลุ่ม 7 ราย กำลังดำเนินการในชั้นของตำรวจ
เมื่อถามว่า ที่มีการแจ้งเตือนความผิดปกติของการย้ายเข้าจำนวนมากแต่ก็ยังมีการปล่อยปละละเลยส่วนนี้จะดำเนินการอย่างไร เพื่อให้เกิดความรัดกุมมากกว่านี้ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ในขั้นแรกเราดำเนินคดีอยู่แล้ว ในส่วนของเจ้าหน้าที่กรุงเทพมหานครก็ให้ออกไว้ก่อนรวมถึงตั้งสอบวินัยร้ายแรง และการดำเนินคดีของตำรวจก็ทำ ซึ่งหลังจากนี้ให้มีการคุยกัน ว่าดุลพินิจหรือการรับแจ้ง ที่มีความผิดปกติอะไรเพิ่มเติม จะมีการประสานให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพิ่มเติมด้วย
สแกนทุกเขตกทม.ก่อนขยายทั่วปท.
เมื่อถามว่าจะมีการประสานกรุงเทพมหานครหรือไม่ เพราะตัวนายหน้าระบุว่ามีการทำลักษณะนี้ในทุกเขต นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มี และไม่ใช่เฉพาะกรุงเทพมหานคร ซึ่งจากเมื่อวานที่เราไปโฟกัสที่ดินแดงและจากตรงนั้นจะสามารถขยายผลได้และตามข้อมูลที่เราตรวจสอบมาหากไปดูในแฟลตดินแดง ตามทะเบียนจะต้องมีเด็กที่เป็นต่างด้าวอยู่ ร่วม 1,000 คน ซึ่งในความเป็นจริงส่วนใหญ่ ก็จะมีแต่ชื่ออยู่แล้ว เพื่อไปออกบัตรสวมสิทธิ
นายวรศิษฎ์กล่าวอีกว่าและการขยายผลตอนนี้ได้ให้มีการสแกนทั้งพื้นที่ ซึ่งทางกรุงเทพฯก็พร้อมให้ความร่วมมือและดำเนินการไปด้วยกัน รวมถึง
หน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตใน
ภาครัฐ(ป.ป.ท.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.)ซึ่งร่วมการทำงาน และไม่ใช่แค่เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯจะมีการขยายผลไปในพื้นที่อื่นๆด้วย ที่คิดว่าจะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ลักษณะแบบนี้ ทั้งนี้ เรื่องการทุจริตทางทะเบียน ไม่ใช่แค่เรื่องการสวมบัตรอย่างเดียว ยังรวมไปถึงเรื่องของการแจ้งเกิดเท็จ เรื่องพ่อทิพย์ในลักษณะแบบนี้ด้วย ก็คิดว่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมในเร็ววันนี้ แล้วจะขยายผลได้เพิ่มเติม
ลั่นเป็นความมั่นคง-ตัดไฟแต่ต้นลม
“มันเป็นเรื่องของความมั่นคงด้วยเพราะต่อไปเมื่อเขาเดินทางง่าย ใช้ชีวิตสะดวกมากกว่าที่ควรจะเป็น โอกาสที่จะไปทำอะไรก็ไม่รู้มันก็เยอะมากขึ้นตาม
ไปด้วย” นายวรศิษฎ์ ย้ำ
เมื่อถามว่า เป็นการตัดไฟตั้งแต่ต้นลมใช่หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า ก็ต้องทำอย่างนั้น เมื่อถามว่าเขาสามารถมีสิทธิ์ขั้นพื้นฐานเหมือนคนไทยได้
หรือไม่ นายวรศิษฎ์กล่าวว่า มันไม่ทั้งหมดแต่หลักๆ ก็เป็นเรื่อง ของการขอสัญชาติในอนาคต
กทม.สั่งปูพรมสอบเชิงลึกสวมสิทธิ
ที่ศาลาว่าการกทม. (เสาชิงช้า) เขตพระนคร พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เรียกผู้บริหารสำนักงานปกครองและทะเบียน พร้อมด้วยผู้ที่เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน (DOPA N.I.C.E.- Special Agent) รุ่นที่ 2 ประจำปีงบประมาณ 2569 เข้าร่วมประชุมด่วน ณ ห้องประชุมสำนักงานปกครองและทะเบียนและประชุมผ่านระบบทางไกล (ออนไลน์) เพื่อกำชับให้เร่งดำเนินการตรวจสอบข้อมูลทะเบียนราษฎร กรณีรายการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 โดยมิชอบ ซึ่งนับเป็นการดำเนินการสืบเนื่องจากปฏิบัติการ“กวาดบ้านกลางกรุง”เมื่อวานนี้
ที่ปรึกษาฯอดิศร์ได้กำชับให้ฝ่ายปกครองและทะเบียนทั้ง 50 เขต เร่งดำเนินการเชิงรุก ตามข้อสั่งการของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยให้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลการย้ายเข้าของบุคคลต่างด้าวที่ถือบัตรสีชมพู ซึ่งมีเลขประจำตัวขึ้นต้นด้วย 7 ให้ชัดเจนเพราะในบางพื้นที่ มีการย้ายเข้าในจำนวนที่มากผิดปกติ และให้รายงานตัวเลขที่มีการย้ายเข้าผิดปกตินั้นกลับมาโดยเร็วที่สุดในทุกวัน
ย้อนหลังปี’60-69พบต้องสงสัย 3,228 ราย
ทั้งนี้ ล่าสุด จากการตรวจสอบการแจ้งย้ายเข้าในส่วนของสำนักงานเขตดินแดง พบว่ามีการย้ายเข้าบ้านที่มีจำนวนมากผิดปกติ โดยเฉพาะมีการย้ายเข้ามากกว่า 16 คนต่อ 1 หลัง ซึ่งจากรายงานยอดการทำบัตรประจำตัวคนไม่มีสัญชาติไทยในพื้นที่เขตดินแดง ย้อนหลังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560-2569 พบว่ามีการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรณีต้องสงสัยดังกล่าว จำนวน 3,228 รายซึ่งจะมีการเร่งตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมโดยเร็ว
ขีดเส้น50เขตรายงานผลไม่เกิน1ก.ย.
พล.ต.อ.อดิศรณ์ ที่ปรึกษาผู้ว่าฯกทม.กล่าวย้ำว่า ทั้ง 50 เขต ต้องเร่งตรวจสอบทันที และให้เจ้าหน้าที่ที่ได้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน เข้าไปมีส่วนสำคัญในการร่วมตรวจสอบด้วย เพื่อให้มีความรอบคอบมากที่สุด จากนั้น ทุกเขตต้องส่งข้อมูลที่ครบถ้วน ถูกต้อง ไม่เกินวันที่ 1 กันยายนนี้เพื่อที่กรุงเทพมหานครจะนำข้อมูลดังกล่าวประสานไปยังกระทรวงมหาดไทย เพื่อขยายผลเกี่ยวกับการออกบัตรสีชมพูต่อไป
ปปง.ลุยสอบเส้นเงินสวมบัตรสีชมพู
ที่โรงแรมเดอะ สุโกศล กรุงเทพฯ นายกมลสิษฐ์ วงศ์บุตรน้อย รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(รองเลขาธิการปปง.)เปิดเผยถึงกรณีสวมบัตรสีชมพู ซึ่งวันที่ 18 ส.ค. มีการลงพื้นที่ตรวจสอบแฟลตดินแดง และจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 ราย ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเป็นนายหน้าดำเนินการทำบัตรสีชมพูให้กับเด็กต่างด้าวว่า ในส่วนของ ปปง.หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้องมีลักษณะทำเป็นขบวนการนั้น จะประสานการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบตามกฎหมาย หากพบว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานและมีทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือและพิจารณาตามข้อกฎหมายเพื่อให้เกิดความรอบคอบและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ชี้หากพบผิดพร้อมดำเนินการตามกฎหมาย
สำหรับกรณีบัตรสีชมพู จะถือเป็นประเด็นใหม่ของปปง.หรือไม่นั้นนายกมลสิษฐ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญอยู่ที่การพิจารณาว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายหรือไม่ซึ่งปัจจุบันกำหนดไว้ 28 มูลฐาน โดยหากพบว่าเป็นการทุจริตหรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ก็สามารถดำเนินการตามกฎหมาย ปปง.ได้
ทั้งนี้ นายกมลสิษฐ์กล่าวอีกว่าปปง.มีอำนาจดำเนินการด้านการยึดหรืออายัดทรัพย์สินทางแพ่ง โดยมุ่งติดตามทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิดรวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินดังกล่าว หากพบเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปยังบุคคลหรือจุดใดที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการตรวจสอบและติดตามทรัพย์ตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

