บทบรรณาธิการ : 29 สิงหาคม 2569

หยุดวงจรข่าวปลอม ก่อนประเทศจะเสียหายไปกว่านี้
กรณีตำรวจไซเบอร์เข้าจับกุมผู้ต้องสงสัยเผยแพร่ข่าวปลอม โดยนำคลิปการชุมนุมทางการเมืองในอดีตกลับมาตัดต่อหรือใส่ข้อความใหม่ แล้วนำมาเผยแพร่ให้ผู้คนเข้าใจว่าเป็นเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน จนสร้างความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก เป็นอีกหนึ่งกรณีที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของสังคมไทยในยุคโซเชียลมีเดียได้อย่างชัดเจน
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใครชอบหรือไม่ชอบรัฐบาลใครสนับสนุนหรือคัดค้านพรรคการเมืองใด เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในสังคมประชาธิปไตย
ใครจะวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลก็ทำได้ ใครจะตั้งคำถามกับนโยบายของรัฐก็ทำได้ ใครจะไม่เห็นด้วยกับพรรคการเมืองใดก็เป็นสิทธิของคนนั้น ตราบใดที่อยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายและอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง
แต่สิ่งที่สังคมไม่ควรยอมรับ คือการจงใจสร้างเรื่องที่ไม่เป็นความจริง แล้วนำมาปล่อยในโลกออนไลน์เพื่อหวังผลทางการเมือง หรือแม้แต่หวังยอดไลก์ยอดแชร์ และรายได้จากการสร้างกระแส
เพราะเมื่อข้อมูลเท็จถูกปล่อยออกไป มันไม่ได้หยุดอยู่ที่คนโพสต์
มันถูกแชร์ต่อ ถูกส่งต่อ ถูกตัดบางส่วน ถูกเติมข้อความใหม่ และถูกนำไปใช้เป็น “หลักฐาน” ของคน
อีกจำนวนมาก ทั้งที่ต้นทางอาจไม่เคยตรวจสอบเลยด้วยซ้ำ
นี่คืออันตรายของสังคมที่ปล่อยให้ความปลอมไหลไปอย่างเสรี
บางครั้งเรื่องที่ถูกสร้างขึ้นอาจดูเหมือนไม่มีอะไรเป็นเพียงคลิปเก่า ภาพเก่า หรือข้อความไม่กี่บรรทัด แต่เมื่อมันถูกนำไปผูกเข้ากับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ก็สามารถทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด เกิดความหวาดกลัว เกิดความเกลียดชัง หรือแม้แต่ทำให้เกิดความขัดแย้งในสังคมได้
ที่น่ากังวลยิ่งกว่านั้นคือ วันนี้ผู้คนจำนวนไม่น้อยไม่ได้ถามแล้วว่า “เรื่องนี้จริงหรือไม่” แต่ถามว่า“เรื่องนี้ตรงกับสิ่งที่ฉันเชื่อหรือไม่”
ถ้าตรงกับความเชื่อก็พร้อมจะกดแชร์ทันทีแม้จะเป็นข้อมูลที่ยังไม่มีการตรวจสอบก็ตาม
นี่คือกับดักที่อันตราย เพราะเมื่อการเมืองกลายเป็นเรื่องของความเชื่อมากกว่าข้อเท็จจริง สังคมก็พร้อมจะถูกปั่นได้ง่ายขึ้นเรื่อยๆ
ดังนั้น การบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่จงใจสร้างและเผยแพร่ข้อมูลเท็จ จึงเป็นเรื่องจำเป็น
แน่นอนว่าเจ้าหน้าที่ต้องใช้กฎหมายอย่างระมัดระวัง ต้องแยกให้ออกระหว่าง “การแสดงความคิดเห็น”
กับ “การสร้างข้อมูลเท็จ” ต้องมีพยานหลักฐานที่ชัดเจน และต้องไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือปิดกั้นความคิดเห็นที่แตกต่าง
แต่ในอีกด้านหนึ่ง เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นก็ไม่ควรถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้กับการจงใจสร้างความเท็จ
สังคมประชาธิปไตยต้องเปิดพื้นที่ให้คนคิดต่าง
แต่สังคมประชาธิปไตยก็ต้องมีพื้นที่ให้“ความจริง” ยืนอยู่ได้ด้วย
เราสามารถเกลียดรัฐบาลได้ เราสามารถไม่ชอบนักการเมืองได้
เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์พรรคการเมืองได้อย่างเต็มที่
แต่เราไม่ควรสร้างเรื่องที่ไม่จริงเพื่อทำลายฝ่ายที่เราไม่ชอบ
เพราะเมื่อวันหนึ่งความปลอมกลายเป็นเรื่องปกติไม่มีใครจะเป็นผู้ชนะ
แม้แต่คนที่เคยได้ประโยชน์จากมันก็อาจกลายเป็นเหยื่อของความปลอมที่ตัวเองช่วยกันสร้างขึ้นมาในที่สุด
สังคมไทยจึงต้องหยุดวงจร “เห็นแล้วแชร์ เชื่อแล้วส่งต่อ” และกลับมาให้คุณค่ากับข้อเท็จจริงอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐก็ต้องเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เสมอภาค และตรวจสอบได้
เพื่อไม่ให้พื้นที่ออนไลน์กลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับคนที่จงใจสร้างความเท็จเพื่อปั่นสังคม
เพราะการปล่อยข่าวปลอมไม่ใช่เรื่องเล็ก
และการปล่อยให้ความปลอมเกลื่อนเมือง โดยไม่มีใครรับผิดชอบ อาจเป็นอันตรายต่อสังคมมากกว่าที่เราคิด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

