คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ภัยเงียบข้างบ้าน?
อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์กำลังเป็นที่สนใจ โดยในประเทศไทยดาต้าเซ็นเตอร์มีการยื่นขอส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) แล้วถึง 28 โครงการ คิดเป็นเม็ดเงินลงทุนสูงกว่า 8 แสนล้านบาท แต่ขณะเดียวกันเริ่มมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความคุ้มค่าของการเป็นฐานลงทุน เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์เป็นอุตสาหกรรมที่มีการใช้ไฟฟ้าตลอด 24 ชั่วโมงและใช้น้ำจำนวนมากสำหรับหล่อเย็น ลดความร้อนของเซิร์ฟเวอร์
เฉพาะ กทม. มีดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว 31 แห่ง ล่าสุด เกิดความกังวลขึ้นแล้วว่า การแห่ตั้ง Data Center กลางกรุงเทพมหานคร กำลังกลายเป็น “ภัยเงียบข้างบ้าน” โดยเฉพาะกรณีล่าสุดใน ซอยรามคำแหง 28 เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร ที่มีการซุกซ่อนพลังงานสำรองเป็นน้ำมันดีเซลปริมาณมหาศาลสูงถึง 429,000 ลิตร ซึ่งเทียบเท่ากับปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3-4 ปั๊มมารวมกันอยู่ในอาคารเดียว
1) นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน และ นายนิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ที่ออกมาตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย และวิพากษ์วิจารณ์ถึงฝ่ายบริหารของกรุงเทพมหานคร(กทม.) ซึ่งนำโดย นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ว่า ไม่ได้มีการตรวจสอบในเรื่องนี้
2) นายศุภณัฐ ระบุว่า ... “รู้หรือไม่ ที่ data center สร้างกระจายทั่วกทม. และในหลายๆ จังหวัดแบบไร้การควบคุม ส่วนหนึ่งก็เพราะยังไม่มีการนิยามว่า data center เป็นอาคารประเภทใด ทั้งนิยามตามกฎหมายควบคุมอาคาร และนิยามตามกฎหมายผังเมือง นี่จึงทำให้มีการสร้าง data center มั่วไปหมด โดยอ้างว่าเป็นอาคารประเภทเดียวกับ คลังสินค้าบ้าง, สำนักงานบ้างหรืออาคารพาณิชย์บ้าง ประเด็นที่น่ากลัวกว่านั้น คือ Data Center จะมีการตุนน้ำมันดีเซลไว้ เพื่อเป็นพลังงานสำรองให้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า อย่าง data center แห่งหนึ่งในซอย รามคำแหง 28 เขตบางกะปิ ก็มีการเก็บน้ำมันดีเซลไว้สูงถึง 429,000 ลิตร เทียบเท่าปั๊มน้ำมันขนาดใหญ่ 3-4 ปั๊ม แต่เอามายัดไว้ในอาคารเดียว ซึ่งถ้าเกิดเหตุร้ายอะไรขึ้น คงไม่กล้าคิดว่ามันจะร้ายแรงขนาดไหน กับคนที่อาศัยอยู่แถวนั้นที่จะโดนลูกหลงไปด้วย แต่นี่คือ ภัยเงียบที่ซ่อนตัวอยู่ข้างบ้านของเราทุกคน โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯ
2) นายศุภณัฐ ระบุว่า ตั้งแต่ปี’67 ได้นำเรื่องเข้า กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ และเรียกร้องให้ กรมโยธาธิการ เร่งกำหนดนิยาม data center รวมถึงให้ กทม.เร่งกำกับ data center ผ่านร่างผังเมืองใหม่ที่กำลังจะแก้ไข แต่สุดท้าย ผ่านมา 2 ปี ก็ไร้ความคืบหน้า ทั้งกรมโยธาฯ ที่ไม่ทำอะไรเลย และ กทม.เอง ที่แม้จะเอาผังเมืองไปดองไว้นานกว่า 2 ปี แต่สุดท้ายร่างผังเมืองใหม่ ของ กทม. ก็ปล่อยให้เอกชน ยังคงสามารถสร้าง data center ได้โดยขาดการกำกับควบคุม
“นี่คือความเสี่ยงต่อชีวิตของประชาชน ที่แทบไม่รู้ได้เลยว่า อาจมีคลังน้ำมันขนาดย่อม ตั้งอยู่ข้างบ้านตัวเอง”
นายศุภณัฐ ยังแนบภาพเอกสาร เพื่อชี้ให้เห็นว่า มีการตอบกลับจากฝ่ายที่เกี่ยวข้องว่า
1. data center นี้ ไม่เข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ.ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะมีต่ำกว่า 500,000 ลิตร
2.ไม่ต้องทำ EIA เพราะตามประกาศแนบท้าย ลำดับ 2 และ 3 เป็นเรื่องของการพัฒนาปิโตรเลียม และการขนส่งปิโตรเลียม
2) ขณะเดียวกัน “ติวเตอร์หมู” หรือ นายนิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย ก็ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ให้ข้อมูลในลักษณะเดียวกันว่า กำลังจะมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ตั้งอยู่ในซอยรามคำแหง 28 กรุงเทพฯ และทราบว่าภายในโครงการมีการสำรองน้ำมันดีเซลสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า 429,000 ลิตร
จึงอยากให้มีการเปิดเอกสารที่มี รายละเอียดเกี่ยวกับชนิดของน้ำมัน, ปริมาณที่ได้รับอนุญาต, สถานที่จัดเก็บ และมาตรการความปลอดภัย รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีใครบ้าง
“ติวเตอร์หมู” ระบุ รู้ว่าดีเซลมีจุดวาบไฟสูงกว่าน้ำมันเบนซิน จึงไม่ติดไฟได้ง่าย แต่แม้ดีเซลไม่ติดไฟง่ายก็จริง แต่ถ้าเกิดเพลิงไหม้ ไอ้น้ำมันดีเซลเยอะขนาดนี้ เป็นเชื้อเพลิงให้ไฟลุกไหม้ขนาดใหญ่ จะเกิดความร้อนมหาศาล จะมีควันมากมาย สารจากการเผาไหม้จะเข้าจมูกเข้าปอดคนแถวรามคำแหง หากเกิดการรั่วไหล กระทบดินแน่นอน ระบบระบายน้ำและสิ่งแวดล้อมโดยรอบก็จะโดนกระทบด้วย
เคยทราบว่า การเก็บน้ำมันชนิดไวไฟน้อย ในปริมาณเกิน15,000 ลิตร แต่ไม่เกิน 500,000 ลิตร เข้าข่ายสถานที่เก็บรักษาน้ำมันลักษณะที่ 3 และต้องได้รับอนุญาต อยากถามว่าตอนนี้ได้รับอนุญาตหรือยัง
นอกจากนั้นแล้ว น้ำมันมากถึง 429,000 ลิตร ทำให้อยากรู้ว่า 1.อยู่ภายใต้ใบอนุญาตประเภทใด 2.หน่วยงานใดเป็นผู้อนุญาตและตรวจสอบ 3.มีการตรวจล่าสุดเมื่อใด 4.ถังเก็บและระบบท่อมีมาตรการป้องกันการรั่วไหลอย่างไร 5.ระบบดับเพลิงและแผนฉุกเฉินรองรับเหตุในระดับใด 6.มีการประเมินผลกระทบต่อพื้นที่โดยรอบหรือไม่
คนชาวรามคำแหงและชาวกรุงเทพฯ ต้องได้รับข้อมูลที่ชัดเจน ไม่ใช่เดา
3) “ติวเตอร์หมู” ยังตั้งคำถามอีกว่า “การสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ที่มีผลกระทบต่อประชาชนมากมายมหาศาลขนาดนี้ ก่อนที่จะมีการอนุญาต รัฐบาลภูมิใจไทยของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล บังคับให้มีการทำ EIA หรือเปล่า”
“นี่มันอยู่กลางกรุงเทพมหานครนะครับ อยู่กลางเมืองหลวงของประเทศนะโว้ย มันต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม มันต้องศึกษาผลกระทบที่โครงการอาจมีต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ทั้งเสียง อากาศ น้ำ การจราจร สุขภาพ และความปลอดภัย
“ดาต้าเซ็นเตอร์ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง มีอุปกรณ์ระบบทำความเย็น พัดลม ปั๊ม หม้อแปลง และเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ไอ้พวกนี้มันทำให้เกิดเสียงต่อเนื่อง ในต่างประเทศมีการฟ้องร้องกันมากมาย เสียงจากโครงการจะส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อการได้ยิน หูพังแน่นอน
“บ้านที่อยู่ใกล้ดาต้าเซ็นเตอร์ จะซวย กลางคืนจะนอนไม่หลับต้องนอนพลิกไป พลิกมา เอาหมอนปิดหัวปิดหูทั้งคืน”
พร้อมทั้งยังตั้งคำถามกับกทม.ด้วยว่า “ซอยรามคำแหง 28 และถนนรามคำแหง อยู่ในเขตบางกะปิ ซึ่งอยู่ในที่ของกรุงเทพมหานคร ผมไม่พอใจที่เห็นคนสองคนนี้เงียบเป็นเป่าสากในเรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ คือ
1.นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร 2.นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานครคนที่ 1 “ผมกำลังเตรียมไม้เรียวไว้ฟาดก้นไอ้เบอร์ 2 ส่วนเบอร์ 1 เก็บไว้ให้คนกรุงเทพฯ ฟาด” ทั้งนี้ นายเนติภูมิ มิ่งรุจิราลัย รองประธานสภากรุงเทพมหานคร คนที่ 1 ที่ “ติวเตอร์หมู” กล่าวถึงนั้น ก็คือ บุตรชายของเขานั่นเอง
3) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลได้ออกระเบียบจัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ และปรับแนวทางการพิจารณาสิทธิประโยชน์ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไฟฟ้าและผลกระทบในด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่ง รศ.ดร.สุรศักดิ์ บุญเรือง อาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เห็นว่า ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการชุดนี้ที่เพิ่งมีประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2569 ที่ผ่านมา จำเป็นต้องเร่งออกกรอบนโยบาย มาตรฐาน และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนโดยเร็ว
รศ.ดร.สุรศักดิ์กล่าวว่า ไทยยังขาดแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์เป็นการเฉพาะ ส่งผลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) BOI ฯลฯ ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายเดิมที่มีอยู่ ซึ่งควบคุมได้เพียงระดับหนึ่งและยังมีข้อจำกัดจากความคลุมเครือของกฎระเบียบในบางจุด
นอกจากนี้ ยังมีข้อจำกัดเรื่องที่ “กิจการดาต้าเซ็นเตอร์อาจไม่เข้าข่ายเป็นโรงงานที่อยู่ภายใต้การควบคุมตาม พ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2562” เนื่องจากกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ยังไม่ได้ถูกประกาศกำหนดให้เป็นโรงงานจำพวกใดจำพวกหนึ่งตามกฎหมายโดยเฉพาะ รวมถึงยังมีเรื่องการขาดความชัดเจนเกี่ยวกับเกณฑ์ขออนุญาตใช้น้ำสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์แต่ละขนาด โดยเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ต้องใช้น้ำปริมาณมากในระบบหล่อเย็นเพื่อระบายความร้อน ยังอาจไม่อยู่ในเงื่อนไขที่บังคับให้ต้องขออนุญาตใช้น้ำเพื่อการอุตสาหกรรมโดยตรง เนื่องจากขาดความชัดเจนว่าเข้าข่ายเป็นโรงงานตามกฎหมายโรงงานจำพวกที่ต้องขออนุญาตใช้น้ำหรือไม่
การขาดนโยบายที่ชัดเจนอาจส่งผลให้เกิดการกระจุกตัวของดาต้าเซ็นเตอร์ เช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ที่มีหลายแหล่งข่าวประเมินว่ามีดาต้าเซ็นเตอร์ไม่น้อยกว่า 30 แห่ง โดยกิจการประเภทนี้มีการดึงไฟฟ้าไปใช้สูงมากในบางช่วงเวลา จึงจำเป็นต้องมีการกำหนดเกณฑ์ที่ชัดเจน ทั้งเรื่องจำนวนศูนย์ที่อนุญาตในแต่ละพื้นที่ ปริมาณการใช้พลังงาน และระบบการจ่ายไฟ
“น่ากังวลว่าการขับเคลื่อนเชิงนโยบายในการออกมาตรฐานและแนวทางกำกับจะมีความล่าช้าหรือไม่ ตลอดจนกังวลว่ารัฐบาลอาจมุ่งเน้นการขับเคลื่อนไปที่การส่งเสริมการลงทุน จนอาจมองข้ามความสำคัญของการกำกับดูแลและควบคุมผลกระทบ ซึ่งหากปล่อยให้แนวทางกำกับดูแลล่าช้า จะกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อทั้งระบบพลังงานและความเชื่อมั่นของประเทศ” รศ. ดร.สุรศักดิ์ กล่าว
สรุป : เรื่องนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้อง “ตื่นตัว” และเร่งรีบออกมาตรการป้องกันและควบคุม ก่อนที่ปัญหาทั้งหลายจะเกิดขึ้นและกระทบกับประชาชนอย่างรุนแรง !!
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

