คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘อนุทิน 2’โค่นยากอยู่อีกยาว
“รัฐบาลอนุทิน 2” บริหารประเทศมาได้ 4 เดือนกว่า ฝ่ายที่คัดค้านและต่อต้านเนื่องจากถือหางนักการเมืองอีกฟากหนึ่ง บอกว่า รัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ทำอะไรเป็นโล้เป็นพาย ปล่อยให้บ้านเมืองเละเทะ เศรษฐกิจก็ฝืดเคือง และประชาชนกำลัง“ยากจนไม่ไหวแล้ว” หาใช่รวยไม่ไหวแล้วตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล พูดโฆษณาชวนเชื่อไว้เมื่อตอนหาเสียง ถึงขนาดเชื่อกันว่ารัฐบาลของนายอนุทินกำลังใกล้จะถูก
ขับไล่ให้พ้นจากอำนาจ
เมื่อได้พิจารณาดูแล้ว การที่มีเสียงบอกว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้ทำอะไรเลย หรือทำอะไรไม่เป็นโล้เป็นพายเลยนั้น จากที่เห็นและสัมผัส อย่างน้อย“โครงการไทยช่วยไทยพลัส” ก็ถือว่าเป็นเรื่องหนึ่งที่รัฐบาลชุดนี้ทำ และก็ประสบความสำเร็จอย่างมากด้วย
จากข้อมูลของกระทรวงการคลังที่มีการแถลงก่อนหน้านี้เปิดเผยว่า หลังจากดำเนิน“โครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)”มาตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงวันที่ 12 สิงหาคม 2569 มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจฐานรากถึง 111,880 ล้านบาท จากที่ภาครัฐร่วมจ่าย 64,350 ล้านบาท และประชาชนร่วมจ่าย 47,530 ล้านบาท มีประชาชนเข้าร่วมโครงการ 26,040,623 ราย และมีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จ 1,099,805 ร้านค้า
ขณะที่โดยภาพรวมจากผลการสำรวจของโพลทุกสำนัก ก็ล้วนมีข้อสรุปไปในทิศทางเดียวกัน ว่าโครงการนี้ตอบโจทย์ได้จริง ทั้งสามารถช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน รวมถึงช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง และยังกลายเป็นโครงการขวัญใจของประชาชนที่สะท้อนผ่านการสำรวจของโพลสำนักต่างๆ อีกด้วย
ตามไปดูต่อ ว่าถึงที่สุดแล้วภาพการทำงานโดยรวมของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นั้น ถึงอย่างไร
ก็ยังดีกว่า และเป็นโล้เป็นพายกว่ารัฐบาลก่อนหน้านี้ คือเมื่อเทียบกับรัฐบาลของนายเศรษฐา ทวีสิน และรัฐบาล“แพทองธาร ชินวัตร” ทั้งที่รัฐบาลสองชุดนี้มีโอกาสดีกว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ไม่ได้เผชิญกับวิกฤตด้านพลังงานจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมีดัชนีชี้วัดจากตัวเลขของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ“สภาพัฒน์” ที่ออกมาบอกว่าเศรษฐกิจไทยยังคงขับเคลื่อนไปได้ในสภาวการณ์ของโลกที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
นั่นก็คือ จากการแถลงของนายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒน์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม สองสัปดาห์ก่อน โดยระบุว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 คือระหว่างเดือนมีนาคม-พฤษภาคม 2569 ขยายตัว 1.9 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี คือระหว่างเดือนธันวาคม 2568-กุมภาพันธ์ 2569 ชะลอตัวลง จากที่ขยายตัว 2.8 เปอร์เซ็นต์ แต่ยังสูงกว่าที่ดคาดการณ์ไว้ที่ 1.7 เปอร์เซ็นต์ เมื่อปรับผลของฤดูกาลออกแล้ว ถือว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 2 ลดลง 0.2 เปอร์เซ็นต์จากไตรมาสก่อนหน้า
ต้นเหตุที่เศรษฐกิจในไตรมาสที่ 2 ของปี 2569 ชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี จากการแถลงของสภาพัฒน์นั้น ก็เนื่องมาจากไตรมาสที่ 2 เป็นช่วงเวลาที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้การอุปโภค-บริโภคภาคเอกชนชะลอตัว, การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคของรัฐบาลชะลอตัวลงอย่างมาก, การลงทุนภาครัฐกลับมาหดตัว และภาคการผลิตหลายสาขาชะลอตัวลงจากไตรมาสก่อนหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
ถึงกระนั้นก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง การลงทุนรวมก็ยังขยายตัว 9.1 เปอร์เซ็นต์ แม้ชะลอลงเล็กน้อยจาก 9.9 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสแรก โดยแรงส่งหลักมาจากภาคเอกชนที่ขยายตัว 13.4 เปอร์เซ็นต์ เร่งขึ้นจาก 10.1 เปอร์เซ็นต์ในไตรมาสก่อน และเป็นอัตราการขยายตัวสูงสุดในรอบ 54 ไตรมาส หรือนับตั้งแต่ปี 2555 โดยมีแรงสนับสนุนจากการลงทุนในหมวดเครื่องจักรและเครื่องมือ
สำหรับเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ อัตราการว่างงานอยู่ที่ 0.96 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ที่ 2.7 เปอร์เซ็นต์ และหนี้สาธารณะ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2569 อยู่ที่ 12.9 ล้านล้านบาท คิดเป็น 66.9 เปอร์เซ็นต์ของ GDP
สรุปภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2569 นี้ ซึ่งนับจากนี้ไปอีก 4 เดือนก่อนจะถึงสิ้นปี จากการคาดการณ์ของสภาพัฒน์ระบุว่า อัตราการขยายตัวจะอยู่ที่ 2.0-2.5 เปอร์เซ็นต์ โดยมีค่ากลางอยู่ที่ 2.2 เปอร์เซ็นต์ ต่อเนื่องจากการขยายตัว 2.4 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2568 ทั้งนี้ แรงสนับสนุนสำคัญมาจากการลงทุนภาคเอกชนที่คาดว่าจะขยายตัว 9.6 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 3.7 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่การบริโภคภาคเอกชนคาดว่าจะขยายตัว 2.6 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 2.4 เปอร์เซ็นต์
นอกจากนั้นภาคการส่งออก “สภาพัฒน์”คาดว่ามูลค่าการส่งออกจะขยายตัว 15.1 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 9.6 เปอร์เซ็นต์ โดยที่มูลค่าการนำเข้าคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 25.5 เปอร์เซ็นต์ จากเดิม 14.2 เปอรเซ็นต์ ทั้งนี้ ภาคการท่องเที่ยว คาดหมายว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศประมาณ 32 ล้านคนในปีนี้ ขณะที่รายได้จากนักท่องเที่ยวคาดว่าจะอยู่ที่ 1.65ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิมที่ 1.49 ล้านล้านบาท
บรรทัดนี้ก็คงต้องบอกว่า เมื่อจับภาพมาต่อกันแล้ว ไม่เชื่อว่ารัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะต้องสิ้นสภาพภายในเร็ววัน เพราะถูกประชาชนขับไล่ และถึงพรรคฝ่ายค้านจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ไม่มีทางคว่ำได้
จะมีก็แต่ฝ่ายค้านกับฝ่ายแค้นมากกว่าที่จะกระอักเลือดก่อน เพราะโค่น“อนุทิน”ไม่ลง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล

