คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

รับมือผลกระทบลงทุน Data Center ในไทย (2)
เมื่อวาน พูดถึงแนวทางการรับมือกับการลงทุน Data Center ประเทศ
ทิ้งท้ายไว้ว่า มันมีบางส่วนที่เริ่มก่อสร้างแล้ว ในเขตเมือง โดยเฉพาะ กทม. จึงต้องมีการกำกับดูแลเพิ่มเติมที่มีประสิทธิภาพ ทั้งด้านการใช้พลังงานไฟฟ้า น้ำ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ
1. ขอย้ำว่า Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับโลกและเศรษฐกิจยุคดิจิทัล ทำหน้าที่ในการจัดเก็บ จัดการ และประมวลผลข้อมูลเบื้องหลังบริการดิจิทัลทั้งหลายที่เราใช้งานกันอยู่ทุกวัน ตลอด 24 ชั่วโมง
ไม่ว่าจะค้าขายออนไลน์ แอปฯโอนเงิน ดูหนังผ่านสตรีมมิ่ง ใช้เอไอประมวลข้อมูล ฯลฯ
ประการสำคัญ ตัวอาคาร Data Center จ้างงานไม่กี่คนก็จริง แต่มันเอื้อให้กิจการที่เกี่ยวข้องที่มีการผลิต การจ้างงาน การค้าขาย ขยายตัวไปอีกมาก
ปัจจุบัน มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วโลกมากกว่า 12,002 แห่ง โดยเกือบครึ่งหนึ่งกระจุกตัวอยู่ในสหรัฐฯ ที่เป็นศูนย์รวมของผู้ให้บริการคลาวด์ชั้นนำระดับโลก โดยมีดาต้าเซ็นเตอร์ถึง 5,427 แห่ง รองลงมาได้แก่ประเทศต่างๆ ในทวีปยุโรป อย่าง เยอรมนี (529 แห่ง) สหราชอาณาจักร (523 แห่ง) ในขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกกระจุกตัวอยู่ในประเทศจีน (449 แห่ง) ออสเตรเลีย (314 แห่ง) และญี่ปุ่น (222 แห่ง)
ในภูมิภาคอาเซียน มีดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งหมด 377 แห่ง กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ โดยเฉพาะสิงคโปร์ (99 แห่ง) อินโดนีเซีย (88 แห่ง) และมาเลเซีย (62 แห่ง) ขณะที่ไทย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม กำลังเร่งพัฒนาอุตสาหกรรมนี้
ถ้าเราปฏิเสธทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุน Data Center สุดท้าย เราก็จะต้องใช้ทุนของรัฐลงทุนเองอยู่ดี
สิ่งที่ถูกต้อง คือ การวางแนวทางรับมือผลกระทบการลงทุน Data Center ในไทย
2. ปัญหาในส่วนของ Data Center ที่เริ่มก่อสร้างแล้วกลางเมือง กทม.
ยกตัวอย่าง
การสร้าง Data Center ย่านพระราม 9 ใกล้โรงพยาบาลพระราม 9 ใกล้แหล่งชุมชน จะใช้กำลังไฟฟ้ารวม 20 เมกะวัตต์ และใช้น้ำปริมาณมหาศาล หากเกิดปัญหาไฟตกหรือแรงดันน้ำประปาลด ก็อาจกระทบต่อชุมชน และโรงพยาบาล ยังไม่นับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จะมีปัญหาคลื่นความร้อนแค่ไหน จากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง
ปรากฏว่า โครงการ Data Center ดังกล่าว แจ้งขอก่อสร้างในรูปแบบอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษ เพื่อใช้เป็นคลังสินค้า ศูนย์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ และสำนักงาน ซึ่งอาคารดังกล่าว จึงไม่เข้าข่ายต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ตามประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ Data Center ที่อยู่ย่านรามคำแหง มีรายงานว่า มีแผนกักตุนน้ำมันไว้ 429,000 ลิตร ไม่เข้าเกณฑ์ตาม พ.ร.บ. ควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกำหนดเพดานไว้ที่ 500,000 ลิตรขึ้นไป จึงผ่านเกณฑ์ควบคุมความปลอดภัยในระดับเข้มข้น
นี่คือตัวอย่าง โครงการที่เริ่มก่อสร้างแล้ว ที่ภาครัฐต้องเข้าไปกำกับดูแลโดยทันที
3. ในต่างประเทศรับมือกับการลงทุน Data Center อย่างไร?

สภาพัฒน์ นำเสนอรายงาน “การรับมือกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในต่างประเทศ”
บางส่วน ให้ข้อมูลน่าสนใจ เช่น
ประเทศไอร์แลนด์ ในปี 2566 เผชิญปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์สูบไฟฟ้าไปถึง 21% ของทั้งประเทศ จนไฟในเมืองดับลินไม่พอใช้ รัฐบาลจึงสั่งระงับการอนุมัติโครงการใหม่ยาวไปจนถึงปี 2571
เนเธอร์แลนด์ โครงการของ Microsoft แย่งน้ำในพื้นที่เกษตรกรรมไปถึง 84 ล้านลิตรในช่วงภัยแล้ง
สหภาพยุโรป (EU) บังคับให้ทุกแห่งต้องส่งข้อมูลการใช้พลังงานและน้ำเข้าสู่ “ฐานข้อมูลกลาง” และกำลังทำระบบจัดเกรด (Rating Scheme) เพื่อแสดงระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
สหรัฐอเมริกา สำนักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐฯ บังคับใช้เกณฑ์จำกัดการเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า เพื่อการทดสอบไม่เกิน 100 ชั่วโมงต่อปี เพื่อป้องกันการปล่อยมลพิษในชุมชนรอบข้าง และกำหนดให้ต้องผ่านมาตรฐานไอเสียที่เข้มงวดมาก
สิงคโปร์ ก็เคยลงทุนไปก่อน แล้วพบปัญหา จากนั้นงดเปิด Data Center ใหม่ชั่วคราว เพื่อทบทวนผลกระทบด้านพลังงาน น้ำ และการใช้ที่ดิน แล้วกลับมาเปิดรับการลงทุนอีกครั้ง โดยกำหนดให้โครงการใหม่มีค่า Power Usage Effectiveness (PUE)14 ไม่เกิน 1.3 พร้อมผลักดันให้ใช้พลังงานหมุนเวียน หรือเสนอแผนการใช้เทคโนโลยีใหม่ เพื่อลดการปล่อยคาร์บอน
มาเลเซีย รัฐสลังงอร์ กำหนดให้ Data Center ใช้สินค้าและบริการภายในประเทศไม่น้อยกว่า 30% ครอบคลุมงานออกแบบวงจรรวม ระบบทำความเย็น งานวิศวกรรม และบริการที่เกี่ยวข้อง เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและแรงงานในประเทศ ได้รับประโยชน์จากการลงทุน
ฯลฯ
4. โอกาสและความท้าทายดาต้าเซ็นเตอร์ไทยในอาเซียน
วิจัยกรุงศรีฯ ได้ฉายภาพรวมและแนวโน้มอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์
ระบุว่า ...เศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียนในปี 2568 มีมูลค่าการซื้อขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลสูงถึง 185 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะเติบโตสูงถึง 14.2% ต่อปีแบบทบต้น จนมีมูลค่า 359 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐในปี 2573 ซึ่งธุรกรรมดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะผ่านแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ บริการคลาวด์ และแอปพลิเคชันออนไลน์ต่างๆ นี้ ล้วนต้องอาศัยการจัดเก็บและประมวลผลข้อมูลขนาดใหญ่ ทำให้ความต้องการโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ในภูมิภาคนี้เพิ่มขึ้น
ในอดีต สิงคโปร์เคยเป็นศูนย์กลางดาต้าเซ็นเตอร์หลักของภูมิภาค เนื่องจากมีระบบโครงสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะระบบไฟฟ้าและโทรคมนาคมที่มีเสถียรภาพสูง รวมถึงมีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มีข้อจำกัดด้านทรัพยากร เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์ต้องการการใช้พลังงานไฟฟ้าและน้ำในปริมาณสูงมาก รัฐบาลสิงคโปร์จึงออกมาตรการเพื่อบริหารจัดการทรัพยากร ส่งผลให้นักลงทุนส่วนหนึ่งหันไปพิจารณาทางเลือกในประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เป็นที่มาของการกระจายตัวของอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และไทย ประเทศเหล่านี้ มีข้อได้เปรียบในหลายมิติ ทั้งมีต้นทุนที่ดินและพลังงานที่ต่ำกว่า มีนโยบายสนับสนุนจากภาครัฐ อีกทั้ง ตลาดดิจิทัลภายในประเทศกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด
เมื่อพิจารณาจำนวนประชากรต่อกำลังไฟฟ้าดาต้าเซ็นเตอร์แบบโคโลเคชัน 1 เมกะวัตต์ (Population per Colo Megawatt) ซึ่งเป็นเครื่องชี้สะท้อนระดับความเพียงพอของโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์เมื่อเทียบกับขนาดประชากร พบว่าประเทศในกลุ่มอาเซียน ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ ยังอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และต่ำกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ
สะท้อนว่า โครงสร้างพื้นฐานด้านดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศเหล่านี้ ยังไม่อิ่มตัวและยังไม่เข้าสู่ภาวะอุปทานล้น (Oversupply) แม้ในปี 2573 ซึ่งคาดว่าจะมีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ตัวเลขดังกล่าวจะยังอยู่ในระดับสูง
บ่งชี้ว่า การเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลในอาเซียนยังขยายตัวเร็วกว่าโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ ทำให้ยังมีช่องว่างสำหรับการลงทุนเพิ่มเติมในระยะกลางถึงระยะยาว...
วิจัยกรุงศรี มองว่า อุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทยมีจุดแข็งที่สำคัญจากความเสถียรของระบบไฟฟ้าควบคู่กับโครงข่ายดิจิทัลภายในประเทศที่เข้มแข็ง ขณะที่ต้นทุนรวมทั้งค่าไฟฟ้า การก่อสร้าง และค่าจ้างแรงงานยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้
อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดสำคัญด้านสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนที่ยังต่ำ ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อการดึงดูดนักลงทุนที่มีเป้าหมาย Net Zero นอกจากนี้จำนวนสายเคเบิลใต้น้ำที่ยังจำกัด และความท้าทายด้านคุณภาพแรงงานทักษะสูง ยังเป็นปัจจัยที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว…
ข้อมูลข้างต้นจากวิจัยกรุงศรี ทำให้มองได้ว่า ประเทศไทยเรา ยังสามารถกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพื่อกำกับควบคุมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศมากที่สุด และลดผลกระทบต่อทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และชุมชนให้น้อยที่สุด
สารส้ม

