คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

อ้างมารยาทร่วมรัฐบาล เลือก ‘พวกพ้อง’ เหนือ ‘ชาติ’
การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่สภาวะตกต่ำทางจริยธรรมครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่ง เมื่อโครงสร้างการอำนวยความยุติธรรมและการตรวจสอบอำนาจรัฐถูกกัดกร่อนจากฐานราก
บทเรียนจากการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เต็มไปด้วยข้อกังขาเรื่องการบล็อกโหวต การฮั้ว และการจัดตั้งสายสัมพันธ์ทางการเมือง ได้ส่งผลสะเทือนต่อเนื่องเป็นโดมิโน ภาพของภาคการเมืองบางกลุ่มที่แผ่อิทธิพลเข้ายึดพื้นที่วุฒิสภา เพื่อใช้เป็นนั่งร้านในการส่งคนของตนเองเข้าสืบทอดตำแหน่งใน “องค์กรอิสระ” คือการทำลายระบบคานอำนาจ (Checks and Balances) โดยสิ้นเชิง
เมื่อองค์กรอิสระถูกแทรกซึม กลไกตรวจสอบกลายเป็นเพียงเสือกระดาษ หรือร้ายกว่านั้นคือกลายเป็นเครื่องมือรับรองความถูกต้องให้ผู้มีอำนาจ การจับมือกันระหว่างกลุ่มทุนสามานย์ พรรคการเมือง และวุฒิสภาสายสั่งได้ จึงไม่ต่างจากการก่อร่างสร้าง “เผด็จการรัฐสภา” ในคราบประชาธิปไตยที่เบ็ดเสร็จและอันตรายยิ่งกว่ายุคใดๆ
แต่สิ่งที่น่าสลดใจยิ่งกว่าวิกฤตโครงสร้าง คือ “ความเงียบงัน” ของผู้นำประเทศ ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีในรัฐบาล ไม่มีใครแสดงความห่วงใย ไม่มีใครเสนอทางออก หรือแม้แต่จะยอมรับว่าบ้านเมืองกำลังมีปัญหาใหญ่ และเมื่อ สส.ฝ่ายรัฐบาลบางคนอย่าง นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว พยายามจะข้ามสายไปร่วมเวทีถกเถียงหาทางออกให้บ้านเมือง สิ่งที่ได้รับกลับมาจากผู้นำรัฐบาลอย่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล กลับไม่ใช่การสนับสนุนให้พูดความจริง แต่เป็นการเตือนสติเรื่อง “กติกามารยาทในการร่วมรัฐบาล”
คำถามที่ตบหน้าสังคมไทยในเวลานี้คือ นักการเมืองไทยกำลังให้ความสำคัญกับอะไรกันแน่?
ลำดับศักดิ์แห่งความสำคัญ: อะไรคือสิ่งที่ต้องมาก่อน?
ในอารยประเทศ การปกครองและการทำงานทางการเมืองมีลำดับความสำคัญที่ชัดเจนและเรียงสับเปลี่ยนไม่ได้:
1. ผลประโยชน์ของประเทศส่วนรวม(National Interest): คือความถูกต้อง ยุติธรรม และความอยู่รอดของชาติ นี่คือ “เป้าหมายสูงสุด” ที่นักการเมืองทุกคนใช้อาจเอื้อนย่อมนามตนเองเข้ามาสภา

2.สัญญาประชาคมและนโยบายหาเสียง (Social Contract): คือความซื่อสัตย์ต่อประชาชนผู้มอบอำนาจให้ เป็นเกียรติยศและฐานความชอบธรรมในการบริหาร
3.กติกามารยาทในการร่วมรัฐบาล (Coalition Etiquette): เป็นเพียง “เครื่องมือเชิงเทคนิค” เพื่อให้การบริหารงานราบรื่น เป็นเรื่องของเกรงใจกันระหว่างนักการเมืองด้วยกันเอง
ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในปัจจุบันกลับเป็นการ“กลับหัวกลับหาง” ลำดับความสำคัญ นักการเมืองไทยชู “มารยาททางการเมือง” ขึ้นเป็นใหญ่เหนือสิ่งอื่นใด
มารยาทกลายเป็นข้ออ้างในการปิดปากพวกเดียวกัน มารยาทกลายเป็นตั๋วช้างให้หลับตาข้างเดียวต่อการทุจริตเชิงโครงสร้าง และมารยาทกลายเป็นอาภรณ์ปกปิดการเสพสุขในอำนาจ โดยปล่อยให้ผลประโยชน์ของชาติและสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชนถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า
หมุดหมายแห่งการตื่นรู้: สังคมต้องมีปฏิกิริยาอย่างไร?
เมื่อนายกรัฐมนตรีสะท้อนวิธีคิดที่เน้น“การรักษามารยาทพรรคร่วม” เหนือความถูกต้องของบ้านเมือง ผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายในสังคมจะเงียบเฉยต่อไปไม่ได้:
l รัฐมนตรี, สส.และ สว.ผู้ยังมียางอาย: ต้องเลิกใช้คำว่า “มติพรรค” หรือ “มารยาทการร่วมรัฐบาล” เป็นเกราะบดบังความกลัว หากรู้ว่าระบบกำลังพังและองค์กรอิสระถูกกินรวบ การโหวตสวน การกล้าพูดความจริง หรือแม้แต่การลาออกจากตำแหน่งเพื่อไม่เป็นส่วนหนึ่งของระบบโกง คือสิ่งเดียวที่จะรักษาเกียรติของนักการเมืองไว้ได้ การเงียบคือการสมรู้ร่วมคิด
l สื่อมวลชน: ต้องเลิกทำหน้าที่เป็นเพียง “ไมโครโฟน” ที่คอยส่งผ่านคำแก้ตัวเรื่อยเปื่อยของนักการเมือง สื่อต้องตั้งคำถามที่แหลมคม จี้จุดทุจริตเชิงโครงสร้าง ขุดลึกถึงที่มาของอำนาจ สว. และการแทรกซึมองค์กรอิสระอย่างไม่ลดละ ไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปกับกระแสข่าวรายวัน
l ประชาชน: ต้องไม่ยอมรับนิยายเรื่อง “นักการเมืองถ้อยทีถ้อยอาศัย” ประชาชนต้องลงโทษนักการเมืองและพรรคการเมืองที่เห็น “มารยาทการร่วมรัฐบาล” สำคัญกว่า “หัวอกประชาชน” ผ่านการตรวจสอบ การส่งเสียงบนทุกพื้นที่สื่อ และการลงมติในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
l รัฐบาลและหน่วยงานของรัฐต้องหยุดการใช้อำนาจและกระบวนการทางกฎหมายดำเนินคดีกับพลเมืองรวมถึงภาคประชาสังคมที่นำข้อมูลการทุจริตเลือก สว. มาเปิดโปง
l การกระทำในลักษณะ “ฆ่าคนส่งข่าว” (Shoot the Messenger) เพื่อลดแรงกดดันต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไม่เพียงแต่ทำลายการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ยังตอกย้ำข้อสงสัยของสังคมว่าผู้มีอำนาจในรัฐบาลอาจมีส่วนรู้เห็นหรือได้รับประโยชน์จากกระบวนการทุจริตดังกล่าว
บ้านเมืองไม่ได้พังเพราะมีคนโกงเพียงอย่างเดียว แต่พังเพราะคนที่รู้ว่าโกงกลับเลือกที่จะ “รักษามารยาท” แล้วปล่อยให้ประเทศชาตินาวาอับปางลงต่อหน้าต่อตา ถึงเวลาแล้วที่นักการเมืองไทยต้องเลิกเล่นละครมารยาท แล้วหันมาทำหน้าที่รับใช้ประชาชนและแผ่นดินอย่างแท้จริง ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

