คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

BLUE SEPTEMBER เมื่อ 4 ปัจจัยปะทะกันในจุดระเบิดทางการเมืองไทย
เดือนกันยายน 2569 กำลังจะกลายเป็น “เดือนแห่งการตัดสินชะตากรรมทางการเมืองไทย” เมื่อปัจจัยเสถียรภาพ รัฐธรรมนูญ และกระบวนการยุติธรรมวิ่งเข้าหาจุดตัดเดียวกันโดย(มิ)ได้นัดหมาย
กรอบเวลาดังกล่าวไม่เพียงแต่ถูกล็อกไว้ด้วยภารกิจสำคัญของแผ่นดิน เช่น
● การผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 จากสภาผู้แทนราษฎรในช่วงต้นเดือน 7-9 กันยายน แต่ยังต้องส่งเข้าพิจารณาในวุฒิสภา และการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูง เป็นที่เรียบร้อยลงตัว?
● พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจมาตรา 151 ต้นเดือนกันยายน
● ดาบอาญาสิทธิ์จากองค์กรอิสระอย่าง กกต. ที่เตรียมยื่นศาลฎีกาฟ้องปมทุจริตฮั้วเลือก สว. ในวันที่
14 กันยายน
● ศาลรัฐธรรมนูญ จะมีคำวินิจฉัยในวันที่ 28 กันยายน เกี่ยวกับการทำเครื่องหมายด้วย QR Code และบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง ทำให้การลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ไม่เป็นไปโดยวิธีลับ
สถานการณ์การเมืองไทย : จะกวาดบ้านได้หรือไม่?
ฉากทัศน์ที่ 1 : การชิงยุบสภาล่วงหน้า และ “สงครามความเร็ว” ชนิดวินาทีต่อวินาที
หากรัฐบาลอนุทินประเมินว่า การถูกเปิดซักฟอกด้วยญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาจะสร้างความ
เสียหายต่อภาพลักษณ์ผ่านการกระจายข้อมูลทุจริตอย่างกว้างขวาง รัฐบาลอาจเลือก “ชิงยุบสภา” ก่อน
● ยุทธวิธีเบรกเกมซักฟอก : ตามมาตรา 151 วรรคสอง กำหนดชัดว่า เมื่อมีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกฯ จะยุบสภาไม่ได้ ดังนั้น นายกรัฐมนตรี ต้องตราพระราชกฤษฎีกายุบสภา ก่อนหนังสือของฝ่ายค้านจะถึงมือประธานสภาฯ
● ข้อจำกัดทางกฎหมายต่อคดีศาลรัฐธรรมนูญ : แม้รัฐบาลจะชิงยุบสภาสำเร็จเพื่อหนีซักฟอก แต่องค์คณะศาลรัฐธรรมนูญ ไม่จำเป็นต้องจำหน่ายคดี เนื่องจากประเด็นเรื่อง “ความลับในการลงคะแนน (บาร์โค้ด/QR Code)” เป็นปัญหาข้อกฎหมายมหาชนที่มีผลต่อการจัดเลือกตั้งใหม่ การยุบสภาจึงไม่สามารถตัดตอนศาลได้โดยอัตโนมัติ
ฉากทัศน์ที่ 2 : ฝ่ายค้านล็อกตัวสำเร็จ รัฐบาลเข้าสู่ “แดนประหารทางการเมือง”
หากฝ่ายค้านยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจได้ทันท่วงที ประตูล็อกการยุบสภาจะทำงานทันที รัฐบาลอนุทินจะถูกบังคับให้เดินเข้าสู่สภาเพื่อรับศึก 3 ด้านพร้อมกัน :
1.ศึกซักฟอกในสภา : ฝ่ายค้านดึงเอาประเด็นความเชื่อมโยงเรื่องการทุจริต สว. ที่ กกต.ส่งหรือ
ส่งศาล มาถล่มกลางสภา การล้มเหลวของการบริหารเศรษฐกิจและสังคมในยามวิกฤต เพื่อตรวจสอบ
เปิดเผย การทุจริต ความอ่อนหัดของการบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งทำลายความชอบธรรม
2.ศึกงบประมาณและข้าราชการ : แม้ พ.ร.บ.งบประมาณฯ ปี 2570 จะผ่านสภาและการแต่งตั้ง
ข้าราชการจะเสร็จสิ้น แต่ข้าราชการประจำจะเริ่ม “เกียร์ว่าง” เพื่อประเมินทิศทางเปลี่ยนผ่านอำนาจ
3.ศึกดาบสุดท้ายจากศาลรัฐธรรมนูญ : อภิปรายเสร็จต้นเดือน แล้วไปรอลุ้นคำตัดสินการเลือกตั้งโมฆะในวันที่ 28 กันยายน
ฉากทัศน์ที่ 3 : ระเบิดลูกใหญ่จาก กกต. -วิกฤต สว. สัมพันธ์ และคดีจริยธรรมสั่นคลอน ครม.
นอกจากศึกในสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อีกหนึ่งชนวนที่สามารถสร้างความอัมพาตให้กับระบบนิติบัญญัติ
และฝ่ายบริหารโดยตรง คือการที่ กกต. มีมติส่งสำนวนกรณี การทุจริต บล็อกโหวต และการจัดตั้งฮั้วเลือก สว. ไปยังศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง
● วิกฤตสภาสูงง่อยรับประทาน (สว. สุญญากาศ) : หากศาลฎีกาฯ มีคำสั่งรับฟ้อง และมีคำสั่งให้ สว.
ที่ถูกกล่าวหา “หยุดปฏิบัติหน้าที่” เป็นจำนวนมากพร้อมกัน อาจส่งผลให้จำนวน สว. ที่เหลืออยู่ไม่ครบ
องค์ประชุม (หรือลดลงจนไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน สว. ทั้งหมด) ส่งผลให้วุฒิสภาไม่สามารถเปิดประชุมเพื่อพิจารณากฎหมาย ให้ความเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ หรือกลั่นกรอง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ได้เลย ประเทศจะเผชิญภาวะ “นิติบัญญัติขาเดียว” ทันที
● ดาบสองเล่นงานฝ่ายบริหาร (นายกฯ / รัฐมนตรี อาจต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่) : หากการสืบสวนและหลักฐานของ กกต. เชื่อมโยงไปถึงคีย์แมนในรัฐบาล นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีคนใด ว่าเป็น “ผู้บงการ/ผู้จัดการ” ในกระบวนการฮั้วเลือก สว. เรื่องนี้จะไม่ได้หยุดแค่คดีเลือกตั้ง แต่จะถูกส่งต่อไปยัง ป.ป.ช. ในข้อหา “ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง”
● ผลทางกฎหมาย : เมื่อ ป.ป.ช. ชี้มูลและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลฎีกา ศาลมีอำนาจสั่งให้ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีผู้นั้น “หยุดปฏิบัติหน้าที่” ทันที จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งจะทำให้ ครม. ทั้งคณะต้องตกอยู่ในภาวะระส่ำระสายและไร้ผู้นำสูงสุดในการบริหารราชการแผ่นดิน
ฉากทัศน์ที่ 4 (Worst-Case Scenario) : ศาลสั่งโมฆะ วิกฤต “รัฐบาลเถื่อน” และภาวะสุญญากาศทางนิติบัญญัติ
นี่คือฉากทัศน์ที่เลวร้ายและซับซ้อนที่สุดในทางกฎหมายมหาชน หากในวันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า “การเลือกตั้ง สส. ขัดต่อหลักการลงคะแนนโดยวิธีลับ และสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะทั้งประเทศ”
การลงคะแนนไม่เป็นวิธีลับ → ศาลรัฐธรรมนูญสั่ง “เลือกตั้งโมฆะ”
สภาผู้แทนราษฎร & สส. สิ้นสภาพทันที (ไม่มีอำนาจนิติบัญญัติ)
เกิดข้อถกเถียงเรื่องตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี & ครม.”
1. วิกฤตความชอบธรรม : “รัฐบาลอนุทิน” จะกลายเป็นรัฐบาลเถื่อนหรือไม่?
● ฝ่ายเห็นว่าเป็นโมฆะทั้งหมด (Void ab initio) : การที่การเลือกตั้งเป็นโมฆะ แปลว่าสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริงตามกฎหมาย การลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี (อนุทิน ชาญวีรกูล) รวมถึงการแต่งตั้ง ครม. จึงไร้ผลตามไปด้วย ในทางความรู้สึกทางสังคม รัฐบาลจะถูกตีตราทันทีว่าเป็น “รัฐบาลเถื่อนที่ไร้ฐานอำนาจประชาชน”
● ความเสี่ยงของคำสั่งรักษาการ : หากรัฐบาลอนุทินยังคงทำหน้าที่รักษาการต่อไป จะถูกมวลชนและฝ่ายค้านคัดค้านอย่างหนัก เนื่องจากตราบใดที่ที่มาไม่ชอบธรรม การรักษาการย่อมไม่ได้รับความไว้วางใจ
2. ทางออกและปมปัญหาเรื่อง “ครม.รักษาการ”
เพื่อป้องกันไม่ให้ประเทศเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง (State Vacuum) การตีความทางกฎหมายจะแยกออกเป็น 2 ทางเลือกหลัก :
● แนวทางที่ 1 : ถอยกลับไปใช้ “คณะรัฐมนตรีก่อนหน้า” (อนุทิน 1 หรือ ครม.ชุดเดิม) หากถือว่า
กระบวนการเลือกตั้งครั้งล่าสุดโมฆะ รัฐบาลที่แต่งตั้งโดยสภาชุดนั้นย่อมไม่มีอยู่จริง จึงต้องย้อนเวลากลับไปให้ ครม.ชุดก่อนหน้า (ซึ่งได้รับการแต่งตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมายก่อนการเลือกตั้งครั้งที่เป็นโมฆะ) เข้ามารับหน้าที่เป็น “คณะรัฐมนตรีรักษาการ” เพื่อปฏิบัติหน้าที่เท่าที่จำเป็น และกำกับดูแล กกต. ในการจัดเลือกตั้งใหม่
● แนวทางที่ 2 : ให้รัฐบาลปัจจุบันรักษาการตามมาตรา 169 จนกว่าจะมี ครม. ใหม่ ศาลรัฐธรรมนูญ
อาจวางบรรทัดฐานคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ (Doctrine of Necessity) โดยให้ ครม. ปัจจุบัน ทำหน้าที่รักษาการไปก่อนเพื่อไม่ให้การบริหารราชการแผ่นดินสะดุด แต่จะถูกจำกัดอำนาจอย่างเข้มงวดตามมาตรา 169 (ห้ามอนุมัติโครงการใหม่ ห้ามแต่งตั้งข้าราชการ และห้ามใช้วงเงินสำรองฉุกเฉิน)
บทสรุปของการประชันอำนาจ
เดือนกันยายน 2569 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซักฟอกหรือการผ่านงบประมาณ แต่เป็น “บททดสอบความแข็งแกร่งของระบบนิติบัญญัติและตุลาการไทย”
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

