คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

‘กระทรวงพระพุทธศาสนาเลยเวลานานแล้ว’
(อยากให้คุณอนุทินรู้)
สังคมที่ระส่ำระสายมากมายปัญหา ไม่ว่าจะกี่ร้อยกี่พันปัญหาก็ล้วนแต่เกิดจากคนเช่นเดียวสิ่งที่ดีมีประโยชน์มีคุณค่าก็เกิดจากคนเช่นเดียวกัน แต่ผู้คนและสังคมไทยทุกวันนี้มีปัญหามากขึ้นจนสิ่งที่ดีมีประโยชน์มีคุณค่าตามไม่ทันนั่นบอกถึงคุณภาพของคน
คนที่ไม่ได้รับการอบรมศึกษาและไม่ยอมพัฒนาตัวเอง แต่มีชีวิตหาสิ่งเสพสุขไปวันๆ และพยายามจะมีให้มากขึ้น เมื่อไม่ได้อย่างใจก็ก่นโทษคนอื่นสิ่งอื่นโทษเศรษฐกิจ โทษการเมืองการปกครอง โทษไปถึงพระมหากษัตริย์ ว่าเป็นปัญหาที่ทำให้เขาไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ
ทั้งหมดเกิดจากคนเห็นแก่ตัว เอาแต่ได้ไม่เคยเสียสละ ไม่มีสติปัญญา คนแบบนี้แหละที่ทำให้สังคมต่ำทรามมากมายปัญหา การศึกษาในปัจจุบันก็ช่วยได้ไม่มาก เพราะกระแสสังคมแบบบริโภคนิยมทำให้คนมุ่งหาสิ่งบำรุงบำเรอตนและโอ้อวดแข่งขันกัน
วิธีแก้ปัญหาหรืออย่างน้อยก็ชะลอปัญหาให้สังคมได้ตั้งหลักมีสติบ้างก็คือ “การศึกษาอย่างถึงราก”
นั่นเป็นเหตุให้ผมยกเอา “ความปรารภ” และ “ข้อเสนอ” ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์องค์ปัจจุบันที่สนับสนุนให้จัดตั้ง “กระทรวงพระพุทธศาสนา” มาเขียนเป็นบทความนี้
ท่านปรารภว่าการจะจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนานั้นประชุมกันมาแล้ว จนวันนี้ก็ไม่เป็นผลอะไร เงียบหายไปด้วยซ้ำ ท่านว่าเพราะ “ความใจกว้าง” ของผู้ประชุมในเรื่องนี้
ความใจกว้างที่ว่าก็คือ เมื่อมีการประชุมเรื่องนี้ก็เอาแต่ถกกันว่าจะกระทบกระเทือนถึงศาสนาอื่นหรือไม่ หรือศาสนาอื่นจะเห็นด้วยหรือไม่ พูดแบบผมก็คือไม่ต้องการให้มีปัญหากับศาสนาอื่นและกลัวศาสนาอื่น แล้วเรียกว่าความใจกว้าง
ท่านกล่าวว่า “เอาแต่พูดกันเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องหลัก” ส่วนเรื่องหลักคือการจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนากลับไม่พูดกัน
ผมก็สงสัยว่าเมื่อจัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาแล้วศาสนาอื่นจะมีปัญหาตรงไหน? เรื่องอะไร? เพราะศาสนาของใครก็ทำกิจของศาสนาของตนไป ไม่ก้าวก่ายกัน ต่างให้เสรีภาพแก่กันบนผืนแผ่นดินไทย
ท่านเสนอให้จัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนา ด้วยเหตุผลว่า “ในเมืองไทยมีวัดถึง 3-4 หมื่นวัด มีพระถึง 3-4 แสนรูป”ซึ่งประพฤติผิดพระธรรมวินัย ซ้ำสร้างปัญหามากมาย เช่น มั่วสุมเสพยาบ้า กินเหล้าเล่นการพนัน พวกเกจิทั้งหลายสอนนอกพระธรรมวินัย วัดจึงกลายเป็นแหล่งซ่องสุมของพวกมิจฉาชีพและคนที่หวังประโยชน์จากวัด ซึ่งฝ่ายปกครองคณะสงฆ์นั้นมีกำลังไม่พอและไม่มีอำนาจที่จะจัดการได้หมด
ถ้าตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาแล้ว คนเหล่านี้ (พระ 3-4 แสนรูป) ก็จะเป็น“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” ซึ่งจะเป็นกระทรวงที่ใหญ่มากใหญ่กว่ากระทรวงมหาดไทยด้วยซ้ำแล้วบริหารจัดการอย่างเดียวกับกระทรวงอื่นๆ
แต่เป้าหมายหลักคือ “การศึกษาพระธรรมวินัยให้ถูกต้อง”
นอกจากนี้ วัดยังอยู่ในชุมชน สัมพันธ์กับชุมชน พระจึงต้องให้ความรู้เรื่อง “ความเป็นชาวพุทธที่ถูกต้อง” วัดจึงเป็นสถานศึกษาที่สำคัญและมีคุณประโยชน์แก่บุคคลและสังคม ช่วยพัฒนาคนและสังคมด้านจิตใจ
เมื่อคนมีจิตใจสูงขึ้น สังคมก็ย่อมสูงตาม ปัญหาต่างๆ ทั้งในตัวบุคคลและสังคมก็จะเบาลง และจะส่งผลต่อประเทศชาติให้มีปัญหาน้อยลง
เป็นการสร้างคนให้มีคุณภาพ หรือสร้าง “สังคมอุดมปัญญา” ดังที่พูดกันมาไม่ต่ำกว่า 30 ปีแล้ว
เป็นการ “สร้างรากฐานของการศึกษา” ของกระทรวงศึกษาธิการให้สมบูรณ์ขึ้น เพราะกระทรวงศึกษาธิการนั้นมุ่งสอนเรื่อง “การประกอบวิชาชีพ”เป็นหลัก จนละเลยเรื่อง “คุณภาพชีวิตด้านสติปัญญา” ที่ไม่ใช่ข้อมูลและความรู้ จึงมีส่วนทำให้ผู้เรียนสร้างปัญหาในสังคม อย่างที่พูดกันมานานแล้วว่า “การศึกษาล้มเหลว” และเสียงนี้ก็ดังมากขึ้นทุกวัน
ผมจึงเชียร์รัฐบาลนี้ให้จัดตั้งกระทรวงพระพุทธศาสนาโดยไว
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

