คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘โลกป่วน’เพราะ‘ทรัมป์บ้า’
โลกใบนี้เวลานี้คนบ้ากำลังมีอำนาจ เช่น“โดนัลด์ ทรัมป์” ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ประเภทกินยาผิดขวด แล้วเกิดอาการสามวันดีสี่วันไข้ คือเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้ายเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ ตรงตามฉายา“Crazy Trump”
เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา “ทรัมป์” ได้ออกมาพูดเพ้อเจ้ออีกครั้ง โดยเสนอเปลี่ยนชื่อ“ช่องแคบฮอร์มุซ”เป็น“ช่องแคบทรัมป์” ด้วยข้ออ้างว่า เส้นทางเดินเรือสำคัญบริเวณนี้ ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของสหรัฐฯเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“ทรัมป์”ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียว่า “ตอนนี้เมื่อเราควบคุมมันได้แล้ว เราควรเปลี่ยนชื่อ Strait of Hormuz เป็น Trump Strait หรือไม่?”
สำนักข่าวต่างประเทศรายงานงานว่า ความเคลื่อนไหวดังกล่าวของ“ทรัมป์”เกิดขึ้นไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังจากสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายหลายแห่งในอิหร่าน โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมถึงเด็กเล็ก 1 คน จากเหตุโจมตีในเมืองคูเฮสตัก เขตซีริก จังหวัดฮอร์มุซกัน ทางตอนใต้ของอิหร่าน
ทั้งนี้ทั้งนั้น ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านรอบใหม่ หลังจากมีการหยุดยิงเมื่อช่วงปลายเดือนกรกฎาคมก่อนหน้านี้ เริ่มเปิดฉากกันตั้งแต่ช่วงค่ำวันอาทิตย์ที่ 30 สิงหาคมที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น โดยสหรัฐฯได้เปิดปฎิบัติการโจมตีเป้าหมายทางทหารของอิหร่านบนเกาะลารัค 2 จุด คือการทำลายแท่นยิงจรวดของอิหร่าน เพื่อสกัดกั้นไม่ให้อิหร่านนำทุ่นระเบิดไปวางในเส้นทางเดินเรือบริเวณ“ช่องแคบฮอร์มุซ” แต่ทางฝ่ายอิหร่านก็ตอบโต้กลับด้วยการยิงขีปนาวุธ และส่งโดรนโจมตีเป้าหมายทางทหารของกองกำลังสหรัฐฯ ในจอร์แดนและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)
หลังจากนั้นถัดมาอีกสองวัน โดยเมื่อวันที่ 1 กันยายนที่ผ่านมา สหรัฐฯ ก็เอาคืนต่อด้วยการปฏิบัติการทางอากาศยิงขีปนาวุธถล่มพื้นที่ทางตอนใต้ของอิหร่านที่เมืองคูเฮสตัก ซึ่งสะเก็ดระเบิดได้พุ่งเข้าใส่บ้านพักแห่งหนึ่งที่เป็นเป้าหมายพลเรือน ขณะจัดงานเฉลิมฉลองการแต่งงาน ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย รวมถึงเด็กเล็ก 1 คน และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 50 คน
จะอย่างไรก็ตามแต่ การสู้รบระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านรอบนี้ ส่งผลให้สถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางกลับมาทวีความรุนแรงขึ้นอีก และสร้างความกังวลต่อเสถียรภาพของตลาดน้ำมันโลก เนื่องจาก“ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็นหนึ่งในเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดของโลก โดยได้ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นไปอีก 4 เปอร์เซ็นต์
จากการแถลงของนายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะโฆษกกระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ระบุว่า ก่อนการสู้รบครั้งใหม่ ราคาน้ำมันดิบเบรนด์ (Brent) ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับตลาดยุโรปและเอเชีย มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 88.13 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 94.65 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือเพิ่มขึ้น 7.4 เปอร์เซ็นต์
ส่วนน้ำมันดิบ“WTI” ซึ่งเป็นมาตรฐานสำหรับซีกโลกตะวันตก ที่ผลิตจากแหล่งน้ำมันในสหรัฐฯนั้น นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู เปิดเผยว่า มีการปรับเพิ่มขึ้นจาก 83.38 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 90.22 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 8.2 และน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) เพิ่มขึ้นจาก 82.70 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 88.75 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 7.32 เปอร์เซ็นต์
ถ้าจะว่าไปแล้ว สำหรับความบ้าของ“โดนัลด์ ทรัมป์”ที่พูดจาเพ้อเจ้อคิดจะเปลี่ยนชื่อ“ช่องแคบฮอร์มุซ” เป็น“ช่อแคบทรัมป์”นั้น ก็อีหรอบเดียวกับที่เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่ง“ทรัมป์”ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อ“ทะเลสาบออนแทรีโอ” เป็น “ทะเลสาบอเมริกา” และบริษัท“Google”ก็บ้าจี้ตามไปด้วย โดยได้มีการเปลี่ยนชื่อใน“Google Maps”สำหรับผู้ใช้ในสหรัฐฯ เป็น“ทะเลสาบอเมริกา” ด้วยข้ออ้างว่าเพื่อให้สอดคล้องกับคำสั่งบริหารของ“ทรัมป์”
สำหรับ“ทะเลสาบออนแทรีโอ” ถือว่าเป็นกลุ่มทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่หนึ่งในห้าของ“ทะเลสาบเกรต เลกส์” (Great Lakes) ตั้งอยู่ระหว่างรัฐนิวยอร์กของสหรัฐฯ กับรัฐออนแทรีโอของแคนาดา โดยคำสั่งเปลี่ยนชื่อทะเลสาบของ“ทรัมป์”ครั้งนี้ เ ท่ากับเป็นการยกระดับความขัดแย้งระลอกใหม่ระหว่างสหรัฐฯกับแคนาดา หลังจากการเจรจาทางการค้าของสองประเทศล้มเหลว จนนำไปสู่การตอบโต้ด้วยการจัดเก็บภาษีนำเข้ามูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์
และคำสั่งของ“ทรัมป์”ในการเปลี่ยนชื่อทะเลสาบนั้น จะว่าแล้วก็มีผลเฉพาะหน่วยงานของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ และระบบข้อมูลชื่อทางภูมิศาสตร์ของสหรัฐฯ (GNIS) ซึ่งกำหนดมาตรฐานสำหรับแผนที่ทางการของสหรัฐฯ แต่ไม่มีผลกระทบหรือมีผลผูกพันทางกฎหมายในการบังคับใช้กับประเทศแคนาดา รวมทั้งองค์กรระหว่างประเทศ และประเทศต่างๆ
ดังจะเห็นได้ว่า หลังจาก“ทรัมป์”ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเปลี่ยนชื่อ“ทะเลสาบออนแทรีโอ” เป็น “ทะเลสาบอเมริกา” ทางฝ่ายฝ่ายแคนาดา โดย“ดั๊ก ฟอร์ด” (Douglas Robert Ford Jr.) มุขมนตรีรัฐออนแทรีโอของแคนาดา ก็ได้แสดงปฏิกิริยาตอบโต้อย่างทันทีทันควัน โดยได้ทำพิธีเปิดตัวป้ายขนาดใหญ่ริม“ทะเลสาบออนแทรีโอ” เพื่อยืนยันว่าทะเลสาบแห่งนี้จะยังคงใช้ชื่อเดิมต่อไปและตลอดไป พร้อมยืนยันเด็ดขาดว่าจะไม่มีวันถอยให้“คนพาล”อย่าง“ทรัมป์”แน่นอน
บรรทัดนี้ก็ต้องบอกว่า ถ้าคนบ้าที่ชื่อ“โดนัลด์ ทรัมป์”มีอำนาจอยู่ต่อไป โลกก็มีแต่ความปั่นป่วนไม่สิ้นสุด !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

