บุคคลแนวหน้า : 5 กันยายน 2569 (คชสีห์)

nn แนวหน้า หนังสือพิมพ์คุณภาพ ทุกบรรทัดคือสาระและข้อเท็จจริง
...nnสุดสัปดาห์นี้ คำว่า “ดาต้าเซ็นเตอร์” กลายเป็นคำที่ “กระตุกความคิด”ของผู้คนในสังคม ว่าเอาเข้าจริงๆ แล้ว มันมี “คุณ” หรือ “โทษ” กันแน่ หรือมีทั้งคุณทั้งโทษในตัวเอง
...nn ข้อมูลทั้งหมดต่อไปนี้สำหรับคนที่ยังไม่รู้ โดย “ทีมข่าวแนวหน้า” ได้รวบรวมที่มาที่ไปของ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ดังนี้
...nn ดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) หรือศูนย์ข้อมูล คือสถานที่หรืออาคารสำหรับรวบรวมคอมพิวเตอร์เซิร์ฟเวอร์และระบบเครือข่ายจำนวนมาก เพื่อใช้จัดเก็บ ประมวลผล และกระจายข้อมูลดิจิทัลขององค์กรหรือบริการคลาวด์ต่างๆ เพื่อทำแอปฯหรือเว็บไซต์ต่างๆ ดำเนินการต่อไปได้อย่างราบรื่นและรวดเร็ว จึงนำพาข้อดีและประโยชน์ได้ 6 อย่างดังนี้
...nn 1.ระบบเสถียร ใช้งานได้ตลอดเวลา ดาต้าเซ็นเตอร์ ช่วยรับประกันว่าระบบจะไม่ล่มง่ายๆ เพราะมีทั้งระบบไฟสำรองและเครื่องปั่นไฟขนาดใหญ่ ต่อให้ไฟตกหรือไฟดับเซิร์ฟเวอร์ก็ยังทำงานต่อได้ไม่มีสะดุด แถมยังมีระบบแอร์ควบคุมอุณหภูมิให้เย็นฉ่ำตลอดเวลา ช่วยยืดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ต่างๆ ได้ดีเยี่ยม
...nn 2.ข้อมูลปลอดภัยขั้นสุด ข้อมูลถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในยุคนี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ จึงมีระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนามากทั้งพนักงาน รปภ. กล้องวงจรปิด ระบบสแกนนิ้ว/ใบหน้าเข้า-ออก รวมถึง
ระบบดับเพลิงอัตโนมัติ นอกจากนี้ ยังมีระบบป้องกันแฮกเกอร์ที่คอยสกัดกั้นการโจมตีทางไซเบอร์ เพื่อปกป้องข้อมูลสำคัญของบริษัทไม่ให้รั่วไหล
...nn 3.ประหยัดงบ ไม่ต้องลงทุนก้อนโต องค์กรไม่ต้องควักเงินก้อนใหญ่ไปสร้างห้องเซิร์ฟเวอร์หรือเดินสายไฟเอง แต่เปลี่ยนมาจ่ายแค่ค่าเช่าตามการใช้งานจริง ทำให้ควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือนได้ง่ายขึ้น แถมยังลดภาระที่ไม่ต้องจ้างทีมช่างไอทีมานั่งเฝ้าระบบเองตลอด 24 ชั่วโมงด้วย
...nn 4.ปรับเปลี่ยนและขยายธุรกิจได้ทันใจ ถ้าธุรกิจโตขึ้นหรือต้องการพื้นที่เก็บข้อมูลเพิ่ม ก็สามารถเช่าพื้นที่หรือเพิ่มตู้เซิร์ฟเวอร์ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอสร้างห้องใหม่ นอกจากนี้ ยังให้อิสระในการเลือกใช้เครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงจากหลายๆ ค่ายได้ตามต้องการ
...nn5.แอปโหลดไว ประสบการณ์ใช้งานลื่นไหล ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในไทย คือเบื้องหลังที่ทำให้เราใช้แอปต่างๆ ได้แบบลื่นๆ ไม่หน่วง การที่เซิร์ฟเวอร์อยู่ใกล้ทำให้แอปโหลดไว และยังช่วยรับมือกับคนจำนวนมากที่เข้ามาใช้งานพร้อมกันได้สบายๆ เช่น เวลากดสั่งของช่วง หรือโอนเงินช่วงวันเงินเดือนออก แอปก็ไม่ล่ม และ 6.พร้อมรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต โครงสร้างของ ดาต้าเซ็นเตอร์ ถูกออกแบบมาให้มีพลังประมวลผลสูง จึงพร้อมรองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่าง AI หรือการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ช่วยให้ธุรกิจเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้แม่นยำขึ้น และก้าวทันการแข่งขันในโลกยุคดิจิทัลได้อย่างมั่นใจ
...nn อย่างไรก็ตาม มีการประเมินกันด้วยว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากประเทศไทย “ไม่มี” ดาต้าเซ็นเตอร์? หากเราปฏิเสธการสร้างศูนย์ข้อมูลประเทศไทยจะต้องสูญเสียผลประโยชน์ที่สำคัญใน 5 ด้าน ได้แก่ พลาดเงินลงทุนนับแสนล้านบริษัทระดับโลกอย่าง Google หรือ Microsoft จะหันไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านแทน ทำให้เราเสียโอกาสสร้างรายได้และกระตุ้นเศรษฐกิจ คนทำธุรกิจต้องแบกต้นทุนสูงขึ้น บริษัทของคนไทยจะต้องจ่ายเงินแพงขึ้นเพื่อไปเช่าศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศ ทำให้เสียเปรียบในการแข่งขันทางการค้า
...nn อินเทอร์เน็ตช้า แอปพลิเคชันล่มบ่อย ข้อมูลต้องเดินทางไกลไป-กลับระหว่างประเทศ ทำให้การโอนเงิน เล่นเกม หรือดูวิดีโอ เกิดความล่าช้าและระบบล่มได้ง่าย
...nn ล้าหลังด้านเทคโนโลยี เราจะไม่มีเครื่องมือแรงๆ ไว้พัฒนาเทคโนโลยีของเราเอง และคนเก่งๆ ด้านคอมพิวเตอร์ก็ต้องย้ายไปหางานทำในต่างประเทศ
...nn ข้อมูลสำคัญของประเทศไม่ปลอดภัย ข้อมูลส่วนตัวของประชาชนและข้อมูลความมั่นคงของรัฐ จะต้องไปฝากไว้ที่ประเทศอื่น หากเกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ อาจถูกบล็อกหรือขโมยข้อมูลได้ตลอดเวลา
...nn ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีความสำคัญอย่างมาก แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดของไทยในขณะนี้คือ “กฎหมายที่ยังตามไม่ทัน” ที่ผ่านมา ภาครัฐยังไม่เคยจัดหมวดหมู่ธุรกิจศูนย์ข้อมูลให้ชัดเจน ผู้สร้างจึงมักเลี่ยงไปขออนุญาตในรูปแบบ“คลังสินค้า” หรือ “อาคารสำนักงาน” เพื่อให้สามารถเข้าไปสร้างในเขตชุมชนได้ โดยไม่ต้องทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) อย่างละเอียด ทำให้เกิดความกังวลต่อชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งเรื่องเสียง ความร้อน และการใช้ทรัพยากร!!
...nn ที่ผ่านมา ในประเทศไทยเองมีการสร้าง “ดาต้าเซ็นเตอร์” ขึ้นมาหลายแห่ง แต่ไม่ได้เป็นข่าวใหญ่โต แต่กลับมาร้อนแรงขึ้นหลังจากมีการเปิดเผยว่า มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง บริเวณย่านพระราม 9 กินเนื้อที่ประมาณ 19,000 ตารางเมตร และใช้กำลังไฟรวม 20 เมกะวัตต์ โดยแบ่งออกเป็น 2 อาคาร และเตรียมตัวเปิดเฟสแรกในปีนี้
...nn ในโลกออนไลน์ มีการระบุว่า ผลตอบรับของโครงการนี้ไม่สู้ดีนัก เพราะสร้างอยู่ใกล้โรงพยาบาลพระรามเก้า ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แถมยังอยู่ใกล้กับแหล่งชุมชน ทำให้ชาวบ้านรู้สึกกังวลว่าจะเกิดการแย่งใช้ทรัพยากรร่วมกัน อีกทั้งดาต้าเซ็นเตอร์จะต้องใช้ไฟฟ้าและน้ำปริมาณมหาศาล หากเกิดปัญหาไฟตกหรือแรงดันน้ำประปาลด ก็อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน และความปลอดภัยของผู้ป่วยในโรงพยาบาล และนี่ก็ยังไม่นับรวมปัญหาคลื่นความร้อน จากการทำงานตลอด 24 ชั่วโมง แม้จะมีการระบายความร้อนออกมาตลอดเวลา แต่ชาวบ้านมองว่า ไม่ว่ายังไงก็กระทบกับคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่แน่นอน
...nn “ชัชชาติ สิทธิพันธุ์” ผู้ว่าฯกทม.ชี้แจงว่า ตั้งแต่ปี 2564-2565 มีผู้ประกอบการยื่นขออนุญาตก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ ในกรุงเทพฯ 6 แห่ง ซึ่ง กทม. อนุญาตไปแล้ว 3 แห่ง ส่วนอีก 3 แห่งสั่งชะลอการพิจารณา
...nn ส่วนด้าต้าเซ็นเตอร์ย่านพระราม 9 ที่มีรายงานว่าจัดเก็บน้ำมันกว่า 400,000 ลิตรนั้น ตรวจสอบแล้วพบว่าโครงการดังกล่าวได้รับอนุญาตให้จัดเก็บ 200,000 ลิตร หากตรวจพบการจัดเก็บเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท...nn ไฮไลต์สำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยภายหลังนั่งหัวโต๊ะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เมื่อวันศุกร์ที่ 4 กันยายน ที่ผ่านมา ว่า รัฐบาลกำหนดกรอบภายใน 1 เดือน ต้องมีนโยบายและมาตรฐานขั้นต่ำในการกำกับดูแลดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งระบบให้ชัดเจน
...nn “หลักการสำคัญคือการกำหนด Minimum Requirement หรือมาตรฐานขั้นต่ำ เพื่อดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ผังเมือง อาคาร ความปลอดภัย น้ำ ไฟและความมั่นคงของระบบดิจิทัล โดยมาตรฐานนี้จะนำไปใช้กับทุกโครงการ ทั้งที่ดำเนินการแล้ว กำลังก่อสร้าง และโครงการใหม่ในอนาคต โดยไม่ใช่ว่าโครงการที่ได้รับอนุญาตไปแล้วจะไม่ต้องทำตามมาตรฐานใหม่ เพราะมาตรฐานดังกล่าวเป็นเรื่องความปลอดภัยของประชาชน โครงการที่ดำเนินการแล้วอาจต้องมีช่วงเวลาปรับตัว ส่วนโครงการที่ยังไม่เริ่มต้องรอมาตรการใหม่ให้ชัดเจนก่อน”...nn
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

