คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

อัยการอย่าเงียบ...คดีรุกป่าตระกูลจึงฯ
สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรากฏข่าวคราวความคืบหน้า คดีที่เกี่ยวข้องกับตระกูลดัง
ก่อนหน้านี้ สังคมคาใจว่า คดีไปถึงไหนแล้ว? อัยการสั่งฟ้องหรือสั่งไม่ฟ้องใครบ้าง? อย่างไร? แต่ไม่เคยมีคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นั่นคือ คดีตระกูลจึงฯ ถูกสอบสวนและดำเนินคดีฐานบุกรุกป่าราชบุรี
1. นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ประธานคณะกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม วุฒิสภา ได้แถลงตอบโต้กรณีถูกกล่าวหาโจมตีโดยแนวร่วมการเมืองพรรคส้ม
สว.ชีวะภาพ ระบุว่า “ถูกดิสเครดิต เพราะเบื้องหลังคดีใหญ่หรือไม่ !”
เปิดเผยเป็นครั้งแรกว่า ปัจจุบัน ตนกำลังเป็นพยานศาลคดีที่ดิน 3,000 ไร่ของแม่ผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม
“...สาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ถูกจ้องเล่นงาน ปัจจุบัน ผมยังต้องเดินทางไปขึ้นศาล และปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ “พยานศาล” ในคดีสำคัญ นั่นคือคดีบุกรุกพื้นที่ป่าไม้และที่ดินรัฐเนื้อที่กว่า 3,000 ไร่ ในอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นคดีของมารดาผู้นำจิตวิญญาณพรรคส้ม (พรรคประชาชน) ลองไปสืบดูได้ว่าคดีนี้อยู่ในขั้นตอนไหน และใครคือผู้เสียประโยชน์จากการที่ผมเข้าไปทำหน้าที่ตรงนี้อย่างตรงไปตรงมา และอยากให้สื่อมวลชนตามต่อ ปัจจุบันถูกแอบสั่งไม่ฟ้องไปแล้ว 3,000 ไร่!
อีกทั้ง ก่อนหน้านี้ เคยได้รับการติดต่อและทาบทามจากอดีตผู้สมัคร สส.สอบตกของพรรคส้มในจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อชวนให้ผมไปลงสมัครในตำแหน่งนายก อบจ.สิงห์บุรี ในนามของพรรคส้ม แต่ผมได้ปฏิเสธข้อเสนอนั้นไปอย่างชัดเจน และสาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมปฏิเสธ ก็คือเรื่องการทำคดีที่ดิน 3,000 ไร่นี้แหละครับ!
เมื่อผมปฏิเสธที่จะไปร่วมงานทางการเมือง และยังคงทำหน้าที่เป็นพยานในคดีที่ดิน 3,000 ไร่ โดยไม่เว้นหน้าใคร จึงไม่แปลกที่ต่อมาจะมีความพยายามนำข้อมูลเท็จเรื่องส่วนตัว เรื่องหมาพันธุ์ไทยหลังอาน หรือแม้กระทั่งเรื่องมือปืนข่มขู่พยานมาโหมกระแสบนเวทีเสวนา เพื่อลดทอนความน่าเชื่อถือของตัวผม...
ผมทำหน้าที่ตรงไปตรงมาบนฐานข้อเท็จจริง คดีป่าไม้ 3,000 ไร่ที่ราชบุรีผมก็ทำตามกฎหมายในฐานะข้าราชการที่ปกป้องผืนป่า ไม่ว่าใครจะพยายามใช้เกมการเมืองดิสเครดิต หรือใส่ร้ายผมอย่างไร... ผมไม่เคยกลัว และพร้อมพิสูจน์ความจริงในชั้นศาลครับ!...” - สว.ชีวะภาพกล่าว
อนึ่ง สว.ชีวะภาพ เป็นอดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ ผู้รวบรวมหลักฐานดำเนินคดีในขณะรับราชการ
2. 8 ต.ค. 2569 สว.ชีวะภาพขึ้นศาล เป็นพยานคดีรุกป่าราชบุรี
นับเป็นข้อมูลใหม่... วันที่ 8 ตุลาคม 2569 นายชีวะภาพ ชีวะธรรม สมาชิกวุฒิสภา และอดีตรองอธิบดีกรมป่าไม้ เตรียมเดินทางไปศาลจังหวัดราชบุรี เพื่อเบิกความในฐานะพยานคดีที่ดินของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
ยืนยันว่า คดีนี้ ไปถึงศาลแล้ว
แต่เฉพาะในส่วนของคดีแม่สมพร ?
แล้วผู้ที่เคยแจ้งข้อหาดำเนินคดีคนอื่นล่ะ?
ไม่ว่าจะเป็น นายธนาธร และนางสาวชนาพรรณ คดีไปถึงไหน? อัยการสั่งไม่ฟ้องใครบ้าง? อย่างไร?
เหตุใด อัยการจึงไม่มีการชี้แจงต่อสังคมอย่างกระจ่างชัด
3. คดีรุกป่าของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดาของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ) เป็นคดีความเกี่ยวกับการถือครองเอกสารสิทธิที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ
คดีนี้ เริ่มจากการตรวจสอบของกรมป่าไม้และกรมที่ดิน พบว่า ที่ดินบริเวณ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่อยู่ในความครอบครองของนางสมพร น.ส.ชนาพรรณ และนายธนาธร รวมเนื้อที่กว่า 2,111 ไร่ ทับซ้อนอยู่ใน เขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และเขตป่าไม้ถาวร

ต่อมา กรมที่ดินได้มีคำสั่งอย่างเป็นทางการให้ เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) รวมทั้งหมด 59 ฉบับ ของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ เนื่องจากเป็นการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบด้วยกฎหมายและทับพื้นที่ป่า
ในส่วนของคดีอาญา ฐานบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ เพิ่งปรากฏนี่เองว่า คดีของนางสมพรได้เข้าสู่การพิจารณาของศาลยุติธรรมแล้ว โดยนายชีวะภาพ ชีวะธรรม ในฐานะอดีตผู้อำนวยการสำนักป้องกันรักษาป่าและควบคุมไฟป่า กรมป่าไม้ อดีตข้าราชการผู้แกะรอยและกางหลักฐานนำมาสู่การดำเนินคดี จะขึ้นเบิกความต่อศาล ในวันที่ 8 ตุลาคม 2569 นี้
4. “นางสมพร” ยืนยันความบริสุทธิ์
นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้เคยออกมาชี้แจงต่อสังคม พร้อมสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม
ยืนยันว่า ซื้อที่ดินมาอย่างถูกต้อง ไม่ทราบว่าเป็นที่ป่า ไม่เคยมีปัญหากับหน่วยงานรัฐ จนกระทั่งลูกชาย (นายธนาธร) เข้าสู่แวดวงการเมือง จึงถูกโยงเป็นประเด็นการเมือง
พร้อมทั้งระบุว่า ยินดีคืนหากผิดจริง แต่อย่าตราหน้าว่าโกง
5. ในความเป็นจริง เมื่อครั้งที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าตรวจสอบที่ดินป่าราชบุรีดังกล่าว เคยมีการแถลงแจกแจงยืนยันว่าไม่ได้มีการกลั่นแกล้งทางการเมือง ดำเนินการตามพยานหลักฐาน
ตอนนั้น แจ้งดำเนินคดีกับนายธนาธร นางสาวชนาพรรณ และแม่สมพรจึงรุ่งเรืองกิจ ฐานรุกป่าราชบุรี
ที่ผ่านมา มีรายงานว่า อัยการส่งสำนวนคดีคืนกลับมาให้พนักงานสอบสวน ปทส. ให้สอบสวนเพิ่มเติม และอาจสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางราย
การตรวจสอบของกรมป่าไม้ก่อนหน้านี้ พบหลักฐานยืนยันชัดเจนว่านางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ถือครอง น.ส.3 ก ออกโดยมิชอบ ครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี จ.ราชบุรี จำนวน 2,154-3-82 ไร่
ที่ดิน 2 พันไร่ ไม่ใช่น้อยๆ เลย
ปรากฏว่า กรณีของนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ มีบันทึกถ้อยคำที่ผู้ซื้อที่ดินกับผู้ขายที่ดิน รับทราบต่อหน้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ทำนองว่า น.ส.3 ก. อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ อาจถูกเพิกถอนได้ภายหลัง แต่ยืนยันจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน
อาจถูกมองได้ว่าเป็นการยืนยันเจตนาที่จะครอบครองพื้นป่าหรือไม่? รู้หรือควรรู้ หรือไม่?
ส่วนที่ดินในครอบครองนายธนาธร (อยู่ติดๆ กัน ในบริเวณต่อเนื่องใกล้กัน) ศาลปกครองก็พิพากษายืนยันแล้วว่าอยู่ในเขตป่าจริงๆ
ถึงวันนี้ อัยการ ควรชี้แจงต่อสังคมให้ชัดเจนว่า คดีของนายธนาธร และนางสาวชนาพรรณ ไปถึงศาลหรือไม่? ด้วยเหตุผลกลใด?
6. อย่าลืมว่า เคยมีบทเรียนอุทาหรณ์ประเด็นเกี่ยวกับอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีรุกป่า คดีรุกป่ากว่า 6 พันไร่ของบริษัทในเครือเปรมชัย
ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า คดีคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงในคดีคำสั่งเด็ดขาดไม่ฟ้อง ที่มี นายศักดา ช่วงรังษี รองอัยการสูงสุด เป็นหัวหน้าคณะทำงาน เสนอต่อนายอำนาจ เจตน์เจริญรักษ์ อัยการสูงสุด ว่า การสั่งไม่ฟ้องในคดีดังกล่าวเป็นไปโดยไม่ชอบ ไม่ได้พิจารณาหลักฐานอย่างรอบคอบ ไม่เป็นไปตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด ได้สร้างความเสียหายร้ายแรงกับราชการและทรัพยากรธรรมชาติ พร้อมเสนอให้ดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างร้ายแรงกับอัยการระดับสูงที่เกี่ยวข้องกับการสั่งไม่ฟ้องดังกล่าว
ระบุว่า “...มีลักษณะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบของทางราชการ และไม่ได้รับการคุ้มครองดุลพินิจ อันเป็นผลให้บรรดาผู้ต้องหายังคงบุกรุกยึดถือทรัพยากรธรรมชาติป่าไม้ของชาติ จำนวน 6,000 ไร่เศษ อันเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการอย่างร้ายแรง และยังสร้างบรรทัดฐานที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย และไม่มีเหตุผลประกอบอันสมควร ก่อให้เกิดผลร้ายแรงแก่ประโยชน์สาธารณะในที่ดินของรัฐ เป็นการทำลายจารีตปฏิบัติขององค์กรอัยการที่ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน และทำลายความน่าเชื่อถือศรัทธาและด้อยค่าคำชี้ขาดความเห็นแย้งของอัยการสูงสุดอันกระทบต่อภาพพจน์ขององค์กรอัยการในสายตาขององค์กรหน่วยราชการอื่นๆ สถาบันการศึกษาทางกฎหมายและทางวิชาการ...”
และ “...สำนวนคดีนี้ เป็นสำนวนคดีสำคัญตามหนังสือเวียนของสำนักงานอัยการสูงสุด มีพื้นที่ป่าไม้ที่ดินของรัฐที่ถูกบุกรุกเป็น จำนวน 6,000 ไร่เศษเป็นคดีที่รัฐมีนโยบายปราบปรามเป็นพิเศษแต่กลับปล่อยปละละเลย ไม่ควบคุมให้มีการรายงานคดีสำคัญตามระเบียบ อีกทั้งเพิกเฉยไม่แก้ไขทบทวนคำสั่งไม่ฟ้องของผู้ใต้บังคับบัญชา ทั้งๆ ที่อยู่ในวิสัยและเวลาที่ยังแก้ไขได้ เท่ากับว่างดเว้นไม่ป้องกันผลร้ายแห่งการกระทำของผู้รักษาราชการแทน เท่ากับเห็นชอบกับความเห็นและคำสั่งเกี่ยวกับสำนวนคดีนี้ของผู้ใต้บังคับบัญชาที่ได้ลงมือกระทำไปแล้วด้วยโดยปริยาย...”
ทั้งนี้ “....คณะทำงานฯ มีข้อสังเกตประกอบการพิจารณาด้วยว่าการกระทำของอัยการระดับสูงเหล่านี้ อาจมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดอาญา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต และฐานเป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบเพื่อจะช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157, 200 ...”
ดังนั้น กรณีคดีรุกป่าของตระกูลจึงรุ่งเรืองกิจ ที่มีข่าวว่าอัยการสั่งไม่ฟ้องผู้ต้องหาบางคนนั้น ถูกสังคมจับตามอง ด้วยความคลางแคลงใจอย่างยิ่ง ทั้งที่ภาครัฐดำเนินการเพิกถอนเอกสารสิทธิของกรมที่ดินไปแล้ว หลังตรวจสอบพบว่าออกทับพื้นที่ป่าชัดเจน
อัยการ อย่าลอยตัว... โปรดชี้แจงให้กระจ่างชัด เพื่อรักษาความเชื่อมั่นของสังคมต่อ “ทนายของแผ่นดิน”
สารส้ม

