คอลัมน์ : Change with คิด&ทำ

เสียงสะท้อนแห่งสังขาร: เกิด แก่ เจ็บ ตาย ในสายตาของคนที่ยังอยู่ 1
ภาคที่ ๑: ปฐมบทแห่งสังขาร —เกิด แก่ เจ็บ
๑. ตอนเกิด: เสียงยินดีที่ต่างความหมาย
1. ลุงบุญ (ชาวบ้าน):
ลืมตาดูโลกบนเรือนไม้ไผ่ริมคลอง ท่ามกลางกลิ่นควันไฟและเสียงสายฝนโปรยปราย
ยายข้างบ้านช่วยตัดสายสะดือ
ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเดินถือสายสิญจน์มาผูกข้อมือรับขวัญ
เสียงลุงป้าน้าอายิ้มแย้มพากันพูดว่า:
“เจ้าตัวน้อยเอ๋ย เติบโตมาเป็นเรี่ยวแรงให้ผืนดิน เป็นพี่น้องร่วมทุกข์ร่วมสุขของพวกเรานะ”
คำพูดของคนรอบข้างคือความยินดีในฐานะเพื่อนมนุษย์ร่วมชุมชนที่บริสุทธิ์ใจ
2. เจ้าสัวพิพัฒน์ (คนรวยมีฐานะ):
กำเนิดขึ้นในห้องสูติกรรมพิเศษของโรงพยาบาลชั้นนำ
ดอกไม้ช่อโตและการ์ดแสดงความยินดีจากตระกูลใหญ่และนักธุรกิจระดับประเทศส่งมาล้นห้อง ข่าว
กรอบเล็กในหน้าหนังสือพิมพ์ลงประกาศทายาทรุ่นใหม่ เสียงคนแวดล้อมเอ่ยปากชื่นชม:
“เด็กคนนี้คาบช้อนเงินช้อนทองมาเกิด บารมีพ่อแม่ปูทางไว้ให้เสวยสุขทั้งชาติ อนาคตตระกูลนี้ยิ่งใหญ่ไร้
ผู้เทียมทานแน่”
คำยินดีที่แฝงไปด้วยความคาดหวังในอำนาจและผลประโยชน์ในวันข้างหน้า
๒. ตอนแก่: ริ้วรอยบนเรือนร่างและสายตาผู้คน
1. ลุงบุญ:
หลังค่อมและมือหยาบกร้านจากการทำสวนพรวนดิน
ตะวันบ่ายคล้อย ลุงมักนั่งใต้ถุนบ้าน มีน้ำใจแบ่งปันฟักแฟงแตงกวาให้เพื่อนบ้าน
ยามเดินผ่านหัวสะพาน เด็กๆ วิ่งเข้ามาไหว้ ชาวบ้านทักทายด้วยรอยยิ้ม:
“ลุงบุญ แกเป็นคนเฒ่าคนแก่ที่ใจเย็นเหลือเกิน มีเรื่องร้อนใจอะไรไปคุยกับแก
แกก็มีแต่คำปลอบประโลมและรอยยิ้มให้เสมอ”
2. เจ้าสัวพิพัฒน์:
ผมขาวโพลนในชุดสูทสั่งตัด นั่งอยู่บนยอดตึกสูงเสียดฟ้าพร้อมเอกสารนับร้อยฉบับ
ดวงตาคมกริบแต่เปี่ยมด้วยความระแวดระวัง
บริวารเดินก้มหน้าล้อมหน้าล้อมหลังด้วยความเกรงกลัว คนในวงสังคมซุบซิบ:
“เจ้าสัวยิ่งแก่ยิ่งเขี้ยวลากดิน ใครทำธุรกิจด้วยอย่าได้เผลอเชียว
ที่ดินผืนไหนแกชี้ ต้องตกเป็นของแกทั้งหมด ไม่มีคำว่าปรานี”
๓. ตอนเจ็บ: ยามสังขารร่วงโรย
1. ลุงบุญ:
ล้มป่วยด้วยโรคชรา นอนพักในตึกผู้ป่วยรวมของโรงพยาบาลชุมชน
แม้เตียงจะแคบและพัดลมหมุนเอื่อย แต่ข้างเตียงไม่เคยว่างเว้น
เพื่อนบ้านสลับกันหิ้วปิ่นโต เอาต้มฟัก ผลไม้ มานั่งป้อน นั่งคุยและลูบมือให้กำลังใจ:
“หายไวๆ นะลุงบุญ หมู่บ้านเราขาดรอยยิ้มของลุงไป มันเงียบเหงาพิกล”
2. เจ้าสัวพิพัฒน์:
พักรักษาตัวในห้องสูท VIP หรูหราระดับห้าดาว
ทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญรุมล้อมดูแล
ทว่า บรรยากาศภายนอกห้องหน้าประตูกระจกกลับเต็มไปด้วยความตึงเครียด
หุ้นส่วนและลูกหลานเดินเข้าออกด้วยแววตาครุ่นคิด
ซุบซิบถึงเอกสารมอบอำนาจและโครงสร้างบริษัท:
“ถ้าเจ้าสัวไม่ฟื้นขึ้นมาเซ็นเอกสารรอบนี้ หุ้นบริษัทเราจะดิ่งลงแค่ไหน แล้วเรื่องพินัยกรรมแกจัดการเรียบร้อยหรือยัง?”
• ภาคที่ ๒: ปัจฉิมบทแห่งความจริง — ตอนตาย
ความตายไม่เคยเลือกฐานันดร ทว่า สิ่งที่หลงเหลืออยู่หลังลมหายใจสุดท้ายหยุดลง คือ
“ถ้อยคำและความทรงจำ”
ที่คนข้างหลังมีต่อผู้ล่วงลับ ซึ่งสะท้อนตัวตนที่แท้จริงยิ่งกว่าสิ่งใด
๑. งานศพของลุงบุญ: น้ำตาที่มาจากใจและรอยยิ้มแห่งความอาลัย
ศาลาไม้หลังเก่าของวัดประจำหมู่บ้านถูกจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย
ไม่มีพวงหรีดราคาแพงระยับ มีเพียงดอกไม้ป่าที่ชาวบ้านช่วยกันตัดมาประดับรอบโลงไม้ธรรมดา กลิ่นควันธูปอบอวลผสมกลิ่นแกงส้มและข้าวต้มที่เพื่อนบ้านร่วมแรงร่วมใจกันตั้งเตา
ทำเลี้ยงแขกอยู่หลังศาลา
ผู้คนหลั่งไหลกันมาแน่นขนัด ไม่ใช่เพราะหน้าที่หรือผลประโยชน์ แต่เพราะหัวใจที่อยากมาส่ง
เสียงพูดคุยในหมู่ชาวบ้าน:
“ใจหายจริงๆ นะ... ต่อไปนี้ใครจะคอยซ่อมสะพานไม้ข้ามคลองให้ลูกหลานเดินไปโรงเรียน
แกซ่อมของแกเงียบๆ ไม่เคยทวงบุญคุณใครเลย” —
ลุงสมชาย เพื่อนบ้านรุ่นราวคราวเดียวกัน ปาดน้ำตาที่ขอบตา
“จำปีที่น้ำท่วมใหญ่ได้ไหม?
บ้านลุงบุญน้ำท่วมมิดเข่า ข้าวสารแกมีเหลืออยู่ถังเดียว
แกยังแบ่งใส่ถุงพายเรือเอามาแขวนหน้าบ้านฉัน
บอกว่าเห็นเด็กๆ อยู่กันหลายคน...
คนจนอย่างแก แต่ใจแกประเสริฐกว่าเศรษฐีที่ไหนๆ” -
ป้ามาลี เล่าให้ลูกสาวฟังพร้อมเสียงสะอื้น
“แกไม่เคยพูดร้ายใส่ใครเลยสักครั้ง
ยามคนในหมู่บ้านทะเลาะกัน ลุงบุญนี่แหละที่เป็นคนเดินเข้าไปไกล่เกลี่ยด้วยความเมตตา...
คนดีๆ แบบนี้ ทำไมสวรรค์รีบเอาตัวไปนัก” -
ผู้ใหญ่บ้านกล่าวกับชาวบ้านที่มาร่วมจุดธูป
ผู้คนในงานไม่ได้พูดถึงทรัพย์สินเงินทองของลุงบุญ
เพราะแกล่วงลับไปโดยไม่มีเงินเก็บในธนาคารสักบาท
ไม่มีที่ดินผืนใหญ่ทิ้งไว้ให้ใคร
ทว่า สิ่งที่ผู้คนกล่าวขานซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ “ความดี น้ำใจและความอบอุ่น”
ที่ลุงบุญได้หว่านไว้ในใจของทุกคนตลอดเจ็ดสิบปีที่ผ่านมา
ทุกคำพูดเต็มไปด้วยความรัก ความเคารพจากส่วนลึก และความอาลัยที่แท้จริง
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย

