คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เลิกแขวนรางวัลบนยอดไม้ ชำแหละมายาคติการพัฒนาคนแบบฉาบฉวย
ความสำเร็จบนเวทีระดับโลกของเด็กไทย ตั้งแต่ความเจิดจรัสของ “ลิซ่า” ลลิษา มโนบาล บนหมุดหมายดนตรีระดับสากล เสียงสายกีตาร์ของ “เนเน่ รอยัล” รัตติกานต์ อำลอย บนเวที America’s Got Talent
เหรียญทองของเด็กไทยในการแข่งขันคณิตศาสตร์-วิทยาศาสตร์โอลิมปิก เช่น ศุภกิจกร ลิมปนชัยพรกุล หรือตัวแทนเยาวชนไทยหลายรุ่น ที่ความสำเร็จส่วนใหญ่เกิดจากความอัจฉริยะส่วนบุคคล การกวดวิชา และการผลักดันของโรงเรียนเฉพาะกลุ่ม ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานการศึกษาในภาพรวม
ไปจนถึงการกีฬาที่ “โปรเม” เอรียา จุฑานุกาล (กอล์ฟ) และ “เทนนิส” พาณิภัค วงศ์พัฒนกิจ (เทควันโด) ที่ในช่วงแรก ครอบครัวต้องเสียสละทรัพย์สินและเวลาเพื่อเป็นระบบสนับสนุนหลัก ตลอดจนการฝ่าฟันของนักมวยและนักกีฬาทีมชาติจำนวนมากเหล่านี้ มักถูกรัฐบาลและสังคมฉวยโอกาสนำมาแอบอ้างเป็น “ความภาคภูมิใจของชาติ” อยู่เสมอ
ทว่า ในความเป็นจริง ความสำเร็จเหล่านั้นแทบไม่ได้มีรอยเท้าของระบบบริหารจัดการจากรัฐบาลเลยแม้แต่น้อยมันคือผลลัพธ์จากเลือด หยาดเหงื่อ ทุนทรัพย์ และการสละชีวิตของตัวเด็กเองและครอบครัวที่ต้องดิ้นรนฟันฝ่ากันตามยถากรรม
สิ่งที่รัฐบาลในนามของประชาชนทำมาโดยตลอด มีเพียงการตั้งโพเดี้ยม กางป้ายผ้า ร่างคำประกาศเกียรติคุณยาวสามหน้ากระดาษ และเสนอ “อัดฉีดเงินรางวัล” ในปลายน้ำ
นโยบายพัฒนาคนของไทย คือการเอารางวัลไปแขวนไว้บนยอดไม้ แล้วตะโกนบอกให้ทุกคนหาทางปีนขึ้นไปเอาเอง ใครปีนถึง รัฐก็ฉายไฟจับภาพร่วมยินดี ใครพลัดตกลงมาแขนขาหัก รัฐก็แค่มองผ่าน
แนวทางฉาบฉวยที่เอารางวัลมาล่อเช่นนี้ไม่ใช่ “ยุทธศาสตร์การพัฒนา” แต่เป็น“ความเกียจคร้านเชิงโครงสร้าง” ที่ผลักภาระความเสี่ยงทั้งหมดไปให้ประชาชน
บทเรียนจาก “วอลเลย์บอลหญิง”: ระบบที่ชนะสัญชาตญาณ

หากจะหาตัวอย่างที่พิสูจน์ว่า “ระบบย่อมชนะตัวบุคคล” คงไม่มีกรณีศึกษาใดชัดเจนไปกว่า วอลเลย์บอลหญิงทีมชาติไทย
วอลเลย์บอลหญิงไม่ได้เริ่มต้นจากปาฏิหาริย์หรือพรสวรรค์เฉพาะตัวของใครคนใดคนหนึ่ง แต่เกิดจากการนั่งวางยุทธศาสตร์ตั้งแต่ต้นน้ำ:
l วางเป้าหมายวิเคราะห์จุดอ่อน-จุดแข็ง: ยอมรับข้อจำกัดเรื่องรูปร่าง แล้วสร้างโมเดลการเล่นแบบ “สปีดวอลเลย์” เพื่อทลายข้อจำกัดเชิงกายภาพ
l สร้างโครงสร้างพื้นฐานและเครือข่าย: สร้างระบบการแข่งขันตั้งแต่ระดับเยาวชน (เช่น รายการ PEA และวิทยุการบินฯ) เพื่อเฟ้นหาและเจียระไนช้างเผือกทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
l ลงทุนในวิทยาศาสตร์การกีฬาและบุคลากร: ไม่ใช่แค่รอแจกเงินเมื่อชนะ แต่ลงทุนกับสวัสดิการ โภชนาการ และการเก็บตัวระยะยาว
ผลลัพธ์คือ วอลเลย์บอลหญิงไทยไม่ได้โตแบบ “วูบวาบ” ตามอายุของนักกีฬาคนใดคนหนึ่ง แต่สามารถผลิดอกออกผลและส่งต่อไม้ต่อจากรุ่นสู่รุ่นได้อย่างยั่งยืน
ถึงเวลาทลายมายาคติ “เงินอัดฉีด”
การพัฒนาประเทศที่แท้จริง ไม่ใช่นโยบายตั้งกองทุนอัดฉีดเพื่อรอถ่ายรูปกับฮีโร่ แต่คือการ “สร้างนั่งร้าน” ให้คนธรรมดาที่มีฝันสามารถเติบโตไปสู่ระดับโลกได้ หากรัฐบาลจริงใจต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ จะต้องรื้อถอนระบบล่อรางวัล แล้วแทนที่ด้วยยุทธศาสตร์ 3 ข้อนี้ทันที:
1. เปลี่ยนงบฉลองชัย เป็นงบโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Over Cash Prizes) : เลิกเอาเงินหลักล้านไปแจกปลายน้ำ แต่เอาน้ำหนักงบประมาณไปสร้างศูนย์ฝึก อุปกรณ์ห้องปฏิบัติการ ทุนการศึกษา และระบบสวัสดิการตั้งแต่ระดับฐานราก
2. สร้างเส้นทางอาชีพรองรับ (Career Path Ecosystem): รัฐต้องร่วมมือกับเอกชนสร้างระบบลีก ระบบอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และสถาบันวิจัยภายในประเทศ เพื่อให้กลุ่มเด็กที่เก่งวิชาการ ศิลปะ หรือกีฬา เห็นอนาคตที่มั่นคงโดยไม่ต้องเสี่ยงดวงหนีไปเติบโตในต่างแดน
3. ระบบค้นหาความสามารถอย่างเป็นธรรม (Systematic Talent Identification): กระจายโอกาสในการค้นพบผู้มีความสามารถพิเศษไปยังโรงเรียนท้องถิ่นไกลปืนเที่ยง ไม่ใช่ปล่อยให้โอกาสเป็นของคนที่ครอบครัวมีฐานะพร้อมสนับสนุนเท่านั้น
ประเทศไทยต้องเลิกโชคดีเพราะ “บังเอิญมีคนเก่ง” แต่ต้องกลายเป็นประเทศที่ “มีระบบอันทรงพลังในการผลิตคนเก่ง” ถึงเวลาที่ภาครัฐต้องเลิกทำตัวเป็นผู้คอยเก็บเกี่ยวผลประโยชน์บนความยากลำบากของประชาชน แล้วหันมาร่วมลงแรงสร้างนั่งร้านเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังเสียที
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

