คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

ไม่ปิดกั้นลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ วางกติกาสมดุล ชะลอโครงการใหม่ชั่วคราว
อย่างที่เคยย้ำว่า ประเทศไทยต้องรับมือกับการลงทุน Data Center ในประเทศของเราให้ดี
ไม่ใช่ขับไล่ไสส่ง ไม่ใช่ปิดประตูใส่หน้า แต่ต้องวางกรอบ เงื่อนไข กำกับ ดูแล ตรวจสอบ
แม้กิจการดาต้าเซ็นเตอร์ มีผลกระทบต่อชุมชน ต่อการใช้น้ำ ใช้ไฟฟ้า จริงๆ
แต่การลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ก็ไม่ใช่การลงทุนเหลือเดน แบบที่บางกลุ่มพยายามด้อยค่าเกินจริง
ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) นัดแรก เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 มีข้อสรุปแนวทางที่น่าสนใจ
1. การประชุมนัดประเดิม คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 มีมติสำคัญในการสั่งชะลอการก่อสร้างและการอนุมัติโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ทั่วประเทศเป็นการชั่วคราว เพื่อเร่งจัดระเบียบและวางมาตรการควบคุม เนื่องจากมีความต้องการใช้ไฟฟ้าและน้ำสูงจนเสี่ยงกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานและสิ่งแวดล้อม แต่ไม่ได้ปิดประตูสำหรับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์
สรุปสาระสำคัญ ดังนี้
(1) มาตรการเร่งด่วนระยะสั้น
ให้ชะลอการอนุมัติและการก่อสร้างโครงการ Data Center ที่อยู่ระหว่างดำเนินการและรอพิจารณาทั้งหมด เพื่อรอเกณฑ์กำกับดูแลใหม่ ยกเว้นโครงการที่ได้รับอนุญาตถูกต้องไปก่อนหน้านี้แล้ว
สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งข้อมูลปริมาณไฟฟ้า น้ำ และการขอใบอนุญาตทั้งหมด มารวมศูนย์ไว้ที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ภายใน 1 สัปดาห์
ตั้งเป้าหมายจัดทำระเบียบและแนวทางปฏิบัติในการควบคุมการจัดสรรน้ำ ไฟฟ้า และผังเมือง ภายใน 1 เดือน
(2) ตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ชุด เพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์
ที่ประชุมได้แต่งตั้งคณะทำงาน 4 ชุด เพื่อประเมินและวางเกณฑ์ครอบคลุมทุกมิติ ได้แก่
ชุดเศรษฐกิจ ประเมินมาตรฐาน และยุทธศาสตร์ชาติ วางตำแหน่งการลงทุนและผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจภาพรวม
ชุดโครงสร้างพื้นฐาน ดูแลเรื่องการจัดสรรกระแสไฟฟ้า น้ำ และระบบดิจิทัล
ชุดที่ดินและผังเมือง ควบคุมสถานที่ตั้งและการใช้อาคาร (เช่น ในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ผ่านมามักเลี่ยงไปขออนุญาตในประเภท “คลังสินค้า” เนื่องจากกฎหมายเดิมตามไม่ทัน)
ชุดสิ่งแวดล้อม ดูแลเรื่องการปล่อยความร้อน มลพิษ และผลกระทบต่อชุมชน
(3) แนวทางการกำกับดูแลและข้อกังวลหลัก
มีการพิจารณาการขยายขอบเขตการกำกับดูแลให้ครอบคลุม Data Center ขนาดตั้งแต่ 2 MW ขึ้นไป ทั้งประเภทเชิงพาณิชย์และสร้างขึ้นเพื่อใช้เอง
มีการรายงานว่าปริมาณไฟฟ้าสำรองของประเทศอาจลดลงเหลือเพียง 1,800 เมกะวัตต์ในปี 2571 ขณะที่มีผู้ประกอบการยื่นขอจองกำลังไฟฟ้าล่วงหน้ารวมกันสูงถึง 20,000–29,000 เมกะวัตต์ ซึ่งชนเพดานที่ประเทศจะรับไหว
มีการพิจารณาบังคับใช้พลังงานสะอาด (Green Push) โดยรัฐบาลจะเน้นให้โครงการใหม่ๆ ต้องใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์เซลล์ หรือพลังงานลม และลดการพึ่งพาไฟฟ้าจากฟอสซิลรวมถึงการใช้เครื่องปั่นไฟดีเซล เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ฯลฯ
2. ในการประชุมประเดิมครั้งประวัติศาสตร์ ผู้นำรัฐบาล นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เข้าร่วมเป็นประธานกล่าวเปิดการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ครั้งที่ 1/2569
นายกฯ ปักเข็มทิศ ยืนยันหลักการชัดเจน ระบุว่า
“เป้าหมายของประเทศไทย ไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือการดึงดูดการลงทุนเพื่อให้เราเป็นเพียงสถานที่ตั้งของดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่การลงทุนนี้ ต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ”
นายกฯ ย้ำว่า ไทยต้องดึงดูดอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมการถ่ายทอดเทคโนโลยี พัฒนาบุคลากรไทย สร้างระบบนิเวศดิจิทัล และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ขอให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญอย่างรอบด้าน เชื่อมั่นว่า หากเรากำหนดทิศทางได้อย่างเหมาะสม ประเทศไทยจะสามารถใช้ประโยชน์จากโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเต็มศักยภาพก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางดิจิทัลและนวัตกรรมของภูมิภาค ควบคู่กับการพัฒนาอย่างมั่นคงและยั่งยืน
3. มุมมองผู้บริหารโครงการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทย
นายจิรเดช จาตุรวิทย์ หัวหน้าฝ่ายกิจการภาครัฐและนโยบายสาธารณะ กูเกิล คลาวด์ ประเทศไทย ชี้ประเด็นที่น่าคิด น่าสนใจ ระบุว่า
Google มองว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่ ช่วยให้ธุรกิจ นักพัฒนา และหน่วยงานรัฐเข้าถึงกำลังประมวลผลในประเทศ รองรับบริการดิจิทัลและ AI
การมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลอยู่ในประเทศ จะช่วยให้ธุรกิจและหน่วยงานรัฐสามารถพัฒนาและให้บริการดิจิทัลได้รวดเร็วขึ้น รวมถึงเป็นปัจจัยสนับสนุนการทำดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชันและการนำ AI ไปใช้งาน
กูเกิลประเมินว่า ดาต้าเซนเตอร์แห่งแรกในไทย จะสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศราว 4,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 130,000–140,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 และสนับสนุนการจ้างงานทางตรงและทางอ้อมเฉลี่ย 14,000 ตำแหน่งต่อปี ในช่วงปี 2568–2572
โครงการที่ตัดสินใจลงทุน หลักการสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การจัดหาพลังงานสะอาดให้ครอบคลุม 100% ของไฟฟ้าที่ใช้ การรับผิดชอบค่าใช้จ่ายสำหรับ Substations และ Transmission Lines ที่จำเป็นต่อการเชื่อมต่อดาต้าเซ็นเตอร์ และการนำพลังงานสะอาดใหม่เข้าสู่ระบบ Grid ยืนยันว่า Google ไม่ต้องการให้การดำเนินงานสร้างภาระต่อประชาชน ให้ความสำคัญกับพลังงานสะอาด และ Direct PPA รองรับการขยายตัวในอนาคต
นอกจากนี้ ยังชี้ว่า การขยายตัวของ “ดาต้าเซ็นเตอร์” ในไทยกำลังเข้าสู่โจทย์ที่ใหญ่กว่าการเพิ่มพื้นที่จัดเก็บข้อมูล เมื่อการใช้งานคลาวด์และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องจึงต้องรองรับทั้งกำลังประมวลผล ระบบไฟฟ้า พลังงานสะอาด น้ำ รวมถึงบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทาง


4. นายสันติธาร เสถียรไทย ผช.รมว.คลัง ได้วิเคราะห์แยกแยะประเด็นการลงทุน Data Center
โดยมองอย่างรอบด้าน ระบุว่า
“...ด้านหนึ่ง เราเห็นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกเข้ามาลงทุนด้วยเม็ดเงินมหาศาล และมีความหวังว่าไทยจะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ของภูมิภาค
แต่อีกด้านหนึ่ง ก็มีคำถามว่า Data Center ใช้ไฟ ใช้น้ำมากแค่ไหน กระทบชุมชนหรือไม่ สร้างงานให้คนไทยจริงเท่าไร และสุดท้ายประเทศไทยได้อะไรกลับมา
ความเห็นจึงเริ่มแบ่งเป็นสองขั้ว ฝั่งหนึ่งมองว่านี่คือการลงทุนแห่งอนาคต ต้องดึงเข้ามาให้มากที่สุด อีกฝั่งมองว่าใช้ทรัพยากรมากแต่สร้างงานไม่มาก แล้วเราจะเอาไปทำไม
จริงๆ แล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องที่ไทยถกเถียงอยู่ประเทศเดียว หลายประเทศที่ Data Center เติบโตเร็วกำลังเจอคำถามคล้ายกัน
วันก่อน ผมมีโอกาสเข้าร่วมการประชุม คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นครั้งแรก ซึ่งเป็นกลไกใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อดูเรื่องนี้อย่างเป็นระบบมากขึ้น จึงขอแชร์บางข้อคิดส่วนตัวที่ได้เผื่อจะเป็นประโยชน์ครับ
สำหรับผม สิ่งแรกที่สำคัญ คือ ต้อง ‘เปิดแผล’ ด้วยการ ‘เก็บดาต้า’ เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์ให้ครบเสียก่อน
วันนี้ ข้อมูล Data Center ของไทยยังกระจัดกระจาย ไม่มีฐานข้อมูลชุดเดียวที่ทำให้เราเห็นภาพครบจริงๆว่า มีอยู่เท่าไร อยู่ตรงไหน และจะสร้างความต้องการไฟ น้ำ และทรัพยากรอื่นในอนาคตเพียงใด
เรื่อง “ประเภท” ก็สำคัญ เพราะ Data Center ไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด ตั้งแต่ แบบทั่วไป,
Hyperscaler ไปจนถึง AI Data Center แต่ละแบบใช้ทรัพยากรต่างกัน และสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้ประเทศในรูปแบบและระดับที่ต่างกัน
บางปัญหาอาจสะสมมานาน บางเรื่องเพิ่งเกิดจากการเติบโตอย่างรวดเร็ว และบางเรื่องอาจยังไม่เป็นปัญหาวันนี้ แต่จะกลายเป็นปัญหาได้ถ้าเราไม่เตรียมตัว
ถ้าเราไม่เห็นปัญหาตามจริง ก็แก้ให้ตรงจุดไม่ได้
และเมื่อเห็นข้อมูลแล้ว อาจจะมามอง Data Center ผ่านอย่างน้อย 3 เลนส์
เลนส์ที่ 1: มอง “เสมือนโรงงาน”
แม้สิ่งที่ Data Center ผลิตจะอยู่ในโลกดิจิทัล แต่ทรัพยากรที่ใช้และผลกระทบอยู่ในโลกจริง ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก บางระบบใช้น้ำในการระบายความร้อน ต้องเชื่อมต่อระบบสายส่ง และอาจมีผลต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน
หลายประเทศที่ไปก่อนจึงเริ่มปรับกติกา อย่างไอร์แลนด์ ซึ่ง Data Center ใช้ไฟถึงประมาณหนึ่งในห้าของทั้งประเทศ ก็เริ่มกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมสำหรับโครงการใหม่ ขณะที่สิงคโปร์เลือกเปิดรับ Data Center โดยมีเงื่อนไขด้านประสิทธิภาพพลังงานและพลังงานสะอาดที่เข้มขึ้น
บทเรียนคือ กิจกรรมที่ใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ต้องมีกติกาที่สะท้อนต้นทุนและผลกระทบของมัน
การกำกับไม่ใช่แค่เรื่องอนุญาตหรือไม่อนุญาต แต่ต้องมีมาตรฐานขั้นต่ำที่เหมาะสม ทั้งความปลอดภัย ประสิทธิภาพการใช้ไฟและน้ำ ที่ตั้ง สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อชุมชน รวมถึงทำให้ต้นทุนที่เกิดขึ้นไม่ถูกผลักไปให้ผู้ใช้รายอื่นอย่างไม่เหมาะสม
หลักคือ เทคโนโลยีใหม่ไม่ควรหมายถึงพื้นที่ปลอดกติกา แต่ขณะเดียวกันกติกาก็ต้องมีความยืดหยุ่นเพื่อปรับตัวให้ทันเทค0โนโลยี
ผู้เล่นที่ทำผิดกฎหมายต้องจัดการอย่างเด็ดขาด แต่ต้องแยกให้ออกระหว่าง “ผู้เล่นที่ไม่ดี” กับ “อุตสาหกรรมที่ไม่ดี” เพราะทุกอุตสาหกรรมก็มีผู้เล่นที่ดีและไม่ดี
เลนส์ที่ 2: มองเป็น “โครงสร้างพื้นฐาน”
คำถามหนึ่งที่ได้ยินบ่อยคือ ลงทุน Data Center เป็นหมื่นเป็นแสนล้านบาท แต่สร้างงานประจำไม่มาก แล้วคุ้มหรือ?
คำถามนี้มีส่วนที่ถูก Data Center ไม่ใช่อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก
แต่ถ้าวัดด้วยจำนวนพนักงานอย่างเดียว ก็เหมือนถามว่า “การมีถนนหนึ่งเส้นสร้างงานประจำกี่ตำแหน่ง?”
คุณค่าของถนนไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนทำงานบนถนน แต่อยู่ที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มันรองรับ
Data Center ก็คล้ายกัน เพราะเป็นโครงสร้างพื้นฐานรองรับ Cloud, AI ระบบการเงินดิจิทัล โรงงานอัจฉริยะ บริการสุขภาพ และบริการอีกมากในอนาคต
แต่การเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ได้แปลว่ายิ่งเยอะยิ่งดี
ถ้าจะสร้างถนน เราต้องพอรู้ว่าจะมีรถเท่าไร ไปทางไหน จึงจะรู้ว่าต้องสร้างสี่เลนหรือหกเลน
Data Center ก็เช่นเดียวกัน
วันนี้มีโครงการจำนวนมากทั้งที่เปิดดำเนินการแล้ว อยู่ระหว่างก่อสร้าง และกำลังอยู่ในกระบวนการพิจารณา ขณะที่ไฟฟ้า น้ำ และโครงสร้างพื้นฐานของประเทศก็มีข้อจำกัด และต้องรองรับประชาชนและกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นด้วย
เราอาจยังทำนายไม่ได้แม่นว่า AI ในอีก 5–10 ปีจะต้องใช้กำลังประมวลผลเท่าไร แต่เราก็ไม่ควรสร้างโดยไม่มีเข็มทิศ จึงต้องเชื่อมกับ ยุทธศาสตร์ AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ ว่าเราต้องการ
Data Center แบบไหน เท่าไร เพื่อรองรับเศรษฐกิจแบบไหน
และเราจะใช้ “ถนน” ของเราดึงดูดการลงทุนด้านดิจิทัลและเอไออื่นๆ ที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประเทศได้ไหม อย่างไร
เพราะการมี Data Center จำนวนมาก ไม่ได้ทำให้เราเป็นเศรษฐกิจ AI โดยอัตโนมัติ ต้องมียุทธศาสตร์อื่นประกอบด้วย
เลนส์ที่ 3: มองเป็น “การลงทุนร่วมกัน”
เวลาบริษัทต่างชาติประกาศลงทุน เรามักพูดว่า “เขาเอาเงินมาลงทุนกับเรา” ซึ่งก็จริง
แต่มีอีกด้านหนึ่ง คือ ประเทศไทยเองก็กำลังลงทุนกับเขาเช่นกัน ทั้งผ่านสิทธิประโยชน์ทางภาษี การจัดสรรไฟ น้ำ ที่ดิน รวมถึงการลงทุนในระบบสายส่งและโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ
ทรัพยากรเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนและค่าเสียโอกาส จึงต้องตั้งคำถามว่า
“ประเทศไทยได้อะไรกลับมา และคุ้มกับทรัพยากรที่เราใส่ลงไปหรือไม่?”
ผลตอบแทนต่อประเทศจึงไม่ควรดูเพียงมูลค่าเงินลงทุน แต่ต้องดูว่าเกิดห่วงโซ่อุปทานในประเทศหรือไม่ ผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SME ได้เข้าไปมีส่วนร่วมแค่ไหน คนไทยได้ทักษะและงานคุณภาพเพิ่มขึ้นหรือไม่ เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี และช่วยสร้างระบบนิเวศ AI ในประเทศไทยมากขึ้นหรือไม่ รวมถึงความต้องการพลังงานจำนวนมากของ Data Center จะสามารถช่วยเร่งให้เกิด พลังงานสะอาดใหม่ ในประเทศไทยได้หรือไม่
ซึ่งหลายเรื่องเหล่านี้ก็อยู่ในแนวทางที่กำลังพิจารณา
แน่นอน Data Center แห่งหนึ่งคงทำทุกอย่างไม่ได้ บางอย่างต้องออกแบบ บางอย่างต้องกำหนดเป็นเงื่อนไข และบางอย่างต้องเจรจาแลกมา ให้ผู้เล่นแข่งกันว่าใครสร้างประโยชน์ในประเทศ
ได้มากกว่ากัน
เพราะถ้าประเทศไทยลงทุนทรัพยากรของเราไปพร้อมกับนักลงทุน เราก็ควรคิดถึง “ผลตอบแทนต่อประเทศ” เช่นเดียวกับที่นักลงทุนคิดถึงผลตอบแทนของเขา
ไม่ต้องเลือกระหว่าง “เอา” กับ “ไม่เอา”
สุดท้าย Data Center ก็เหมือนหลายอุตสาหกรรม มีผู้เล่นหลายประเภท และแต่ละโครงการสร้างคุณค่าให้ประเทศไม่เท่ากัน เราจึงต้องระวังสองขั้ว
กลัวจนปิดประตู - จนพลาดโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุค AI
กับอยากได้จนเปิดประตูหมด - เห็นตัวเลขเงินลงทุนแล้วรับทุกโครงการ โดยไม่คิดให้ครบถึงต้นทุนและผลกระทบที่ตามมา
สำหรับผม 3 เลนส์นี้ทำให้เห็นว่า สิ่งที่เราต้องทำต่อจากนี้ค่อนข้างชัด
เราต้องเริ่มจาก “เปิดแผล” เปิดข้อมูลให้เห็นภาพจริง ว่าวันนี้เราอยู่ตรงไหน มีช่องโหว่อะไรและกำลังจะเจอกับอะไร จากนั้นต้อง “จัดระเบียบ” วางกติกาและมาตรฐานขั้นต่ำให้ชัด เพื่อให้การลงทุนเดินหน้าโดยไม่สร้างความเดือดร้อนหรือผลักต้นทุนไปให้ประชาชน
ต้อง “หาความพอดี” ว่าประเทศไทยต้องการ Data Center แบบไหน เท่าไร และเมื่อไรให้สอดคล้องกับโครงสร้างพื้นฐานที่เรามี และเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI ที่เราต้องการสร้าง
และสุดท้ายต้อง “สร้างความคุ้มค่า” ทำให้ทรัพยากรทุกหน่วยที่ประเทศใส่ลงไป สร้างประโยชน์กลับมาให้เศรษฐกิจ ธุรกิจ และคนไทยให้มากที่สุด
แน่นอนว่ายังมีการบ้านอีกมาก และนี่เป็นเทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็วมาก กติกาและยุทธศาสตร์จึงต้องพร้อมปรับตามข้อมูลและสถานการณ์อยู่เสมอ
แต่อย่างน้อย ผมคิดว่า 3 เลนส์นี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ช่วยให้เราถกเถียงเรื่อง Data Center ได้ครบขึ้น
เพื่อให้เรา จัดระเบียบได้ มีให้พอดีกับอนาคต และสร้างความคุ้มค่าให้กับประเทศไทย”
5. สรุป จากภาพรวมของการติดตามเรื่องนี้ มองว่า รัฐบาลดำเนินการมาถูกทางแล้ว
ไม่ปิดกั้นการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ แต่ไม่ปล่อยตามอำเภอใจ ไม่มองแค่ตัวเลขเงินลงทุน แต่วางกติกา สร้างสมดุล และกำหนดเงื่อนไขที่ทำให้ประเทศได้ประโยชน์ด้วย
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

