คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘แรมไบ โยเซฟ’ยิวผู้ทรงอิทธิพล
พรุ่งนี้วันที่ 10 กันยายน “สนธิ ลิ้มทองกุล” นัดรวมพลหน้าสถานทูตอิสราเอล ย่านสุขุมวิท เขตวัฒนา กรุงเทพฯ เวลา 9.30 น. เพื่อร่วมแสดงจุดยืนและยื่นหนังสือถึงนางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย เกี่ยวกับปัญหา“ยิวเทา”ในประเทศไทยที่ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย และสร้างปัญหาเดือดร้อนต่อประชาชนไทยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศในขณะนี้
ปัญหาที่ใหญ่สุดในตอนนี้ ก็คือ เรื่อง“สุสานยิว”ที่มีการฝังศพชาวยิวอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งสุสานเหล่านี้ขออนุญาตดำเนินการโดยชาวยิวอิสราเอลที่ได้รับ“สัญชาติไทย” แต่ใบอนุญาตขาดอายุหมดแล้ว และเรื่องนี้คงหวังที่จะให้สถานทูตอิสราเอล หรือนางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ มาสะสางปัญหา ย่อมไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะทางฝ่ายอิสราเอลมักจะปกป้องคนของตนเองตลอดมา
ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมา นางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ ก็เพิ่งจะเข้าพบนาย นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่กระทรวงการต่างประเทศ หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 เนรเทศ“นายยาคอฟ โอฮะยอน” (MR. YAACOV OHAYON) สัญชาติอิสราเอล ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ออกจากประเทศไทย
การพบกันครั้งนี้ระหว่างเอกอัครราชทูตอิสราเอลประจำประเทศไทย กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทย ไม่มีรายละเอียดในเชิงลึก เพียงแต่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ได้เปิดเผยว่า การพูดคุยกับนางอะโลนา ฟิชเชอร์-คัมม์ เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา โดยได้หยิบยกประเด็นที่สร้างความกังวลและความไม่สบายใจให้กับประชาชนชาวไทย รวมถึงพฤติกรรมและเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับชาวอิสราเอลซึ่งเดินทางเข้ามาพำนัก ท่องเที่ยว และทำงานในประเทศไทย
พร้อมกันนี้ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว ยังได้กล่าวย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการดูแลความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับอิสราเอล แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยทุกคนต้องปฏิบัติตามกฎหมายไทยอย่างเคร่งครัด หากพบชาวต่างชาติกระทำความผิด เจ้าหน้าที่จะดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าบุคคลเหล่านั้นจะเป็นผู้มีสัญชาติใดก็ตาม
แต่ที่น่าจับตามากกว่าคือ การประกาศของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือ“มท.2” เกี่ยวกับการตรวจสอบ“สุสานชาวยิวอิสราเอล”ในประเทศไทย จากการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 8 กันยายนวานนี้ว่า ได้สั่งการให้ตรวจสอบสุสานทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่สุสานชาวยิวเท่านั้น ทั้งนี้ นายพลพีร์เปิดเผยว่า จากรายงานที่ได้รับ พบว่าสุสานและที่ฌาปนกิจศพทั้งหมดในประเทศไทยมีประมาณ 1,200 แห่ง อยู่ระหว่างการขอรายละเอียดจากแต่ละแห่งว่าใบอนุญาตหมดอายุหรือไม่ และใครเป็นผู้ขออนุญาต พร้อมทั้งให้แยกแยะว่าเป็นของศาสนาใดบ้าง
ส่วนสุสานชาวยิวที่ตำบลเสม็ดใต้ อำเภอบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งกำลังเป็นข่าวอยู่ในเวลานี้นั้น นายพลพีร์ สุวรรณฉวี กล่าวว่า วันที่ 10 กันยายนนี้ จะลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อติดตามความคืบหน้าในการตรวจสอบสุสานดังกล่าว โดยที่ความคืบหน้าล่าสุด นางสาวฉัตรประอร นิยม ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้ลงนามในคำสั่งลงวันที่ 7 กันยายน 2569 สั่งให้มีการย้ายสุสานออกจากพื้นที่ภายใน 7 วัน
ในเบื้องต้นตามคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ทางบริษัทผู้ดำเนินการสุสานจะต้องย้ายศพชาวยิวที่มีอยู่ทั้งหมด 4 ศพ ออกก่อนทันที 3 ศพ ส่วนอีก 1 ศพ ต้องรอให้มีการพิสูจน์ว่า ศพถูกฝังในช่วงที่ใบอนุญาตสุสานแห่งนี้หมดอายุหรือไม่ หากเป็นการฝังภายหลังปี 2566 ซึ่งใบอนุญาตหมดอายุเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2566 ก็ต้องย้ายออกไปด้วย
สรุปก็คือ สุสานแห่งนี้ หรือ“JEWISH CEMETRY THAILAND” ที่ขอใบอนุญาตและดำเนินการโดย "บริษัท กาน ชาบาด จำกัด” (GAN CHABAD CO., LTD.) ไม่สามารถใช้พื้นที่บริเวณนี้เป็นสุสานได้อีกต่อไป เนื่องจากสถานที่ตั้งของสุสานบนพื้นที่ 6 ไร่ 20 ตารางวา ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เกี่ยวกับเงื่อนไขระยะห่างจากแหล่งน้ำ 400 เมตร และถนนหรือทางสาธารณะที่ประชาชนใช้สัญจรอย่างน้อย 50 เมตร โดยพบว่าสุสานแห่งที่มิได้ดำเนินการถูกต้องตามหลักเกณฑ์และข้อบังคับ
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น “บริษัท กาน ชาบาด จำกัด”ที่ดำเนินการสุสานแห่งนี้ เป็นบริษัทที่มีทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ประกอบกิจการหลายประเภท รวมถึงการจัดตั้งสุสานและฌาปนสถาน ถือหุ้นและก่อตั้งโดยชาวยิวอิสราเอล 3 คนที่ได้รับสัญชาติไทยทั้งหมด ซึ่ง 1 ในนี้จำนวนนี้ก็คือ “แรบไบ โยเซฟ” หรือ““แรบไบ โยเซฟ ไชม์ แคนเทอร์” ผู้นำศาสนายิวสาย“Chabad-Lubavitch”
“แรมไบ โยเซฟ”ผู้นี้ ถือว่าเป็น“ผู้ทรงอิทธิพล”ที่สุดของชุมชนชาวยิวในประเทศไทย ในฐานะหัวขบวน“เครือข่ายชาบัด”ที่กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ อันเป็นแหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทย ที่ดำเนินกิจกรรมศาสนาควบคู่ไปกับ“ธุรกิจหลากหลาย” ทั้งร้านอาหาร โรงแรมและที่พัก ศูนย์ชุมชน กิจกรรมท่องเที่ยว การจัดเทศกาล รวมทั้งการรับบริจาค ที่ประเมินกันว่ามีวงเงินหมุนเวียนมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท
โดยล่าสุดเมื่อเร็วๆ นี้ “แรมไบ โยเซฟ”ก็เพิ่งจะไปจัดงานกาลาดินเนอร์ ระดมทุนข้ามชาติ ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้เงินมามากกว่า 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1 พันล้านบาท เพื่อนำมาก่อสร้างโบสถ์ยิวขนาดใหญ่ ใจกลางกรุงเทพฯ หรือที่เรียกันว่า “ศูนย์กลางชาบาด” (Synagogue) ในซอยสุขุมวิท 22 กรุงเทพมหานคร
ดังนั้น จากการให้สัมภาษณ์ของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี เมื่อวันที่ 8 กันยายนเมื่อวานนี้ โดยเปิดเผยว่า “บริษัท กาน ชาบาด” ที่เป็นเจ้าของสุสานยิวในจังหวัดฉะเชิงเทรา รวมถึง“ชาบาด”ที่จังหวัดภูเก็ต และการสร้าง“ซาบาดขนาดใหญ่”ใจกลางกรุงเทพฯ ด้วยนั้น หากตรวจพบว่าดำเนินการไม่ถูกต้อง ก็จะดำเนินคดีตามกฎหมายทันที และในกรณีที่เลวร้ายมาก แม้ว่าผู้ถือหุ้นในบริษัทจะมีสัญชาติไทย ก็สามาร“ถอนสัญชาติ”และ“เนรเทศ”ได้เช่นกัน
ต้องดูกันต่อไปว่า “แรมไบ โยเซฟ”จะพ้นเงื้อมมือกฎหมายไทยหรือไม่ ?!
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

