บทบรรณาธิการ : 14 กันยายน 2569

14กันยาฯวันชี้ชะตากกต.
การเมืองคงต้องกลั้นหายใจไปสักชั่วขณะเพื่อลุ้นว่า 14 กันยายนวันนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จะพิจารณาลงมติในสำนวนคดีฮั้ว สว.กันอย่างไร เนื่องจากผลที่จะออกมานั้นถูกประเมินว่าจะสร้างแรงดีดสะท้อนทางการเมืองอย่างแน่นอน ส่วนจะรุนแรงถึงระดับไหน คำตอบตรงนี้ขึ้นอยู่กับว่าผลลัพธ์ที่จะออกมาเป็นอย่างไร
คดีนี้ยืดเยื้อมากว่า 2 ปีแล้ว เริ่มมาจากความเห็นขัดแย้งกันเองในการสอบสวนของกกต. โดยชุดแรกคือ มติของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง ชุดที่ 26 แต่งตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ซึ่งมีฝ่ายดีเอสไอร่วมทำงานด้วย เห็นควรให้ส่งฟ้องเอาผิดผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด แบ่งเป็นรัฐมนตรี-สส.-เครือข่ายพรรคภูมิใจไทยรวม 41 คน กับสว.ชุดปัจจุบันอีก 138 คน
แต่เมื่อคณะกรรมฯชุดที่ 26 ส่งมติไปให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 หรือที่เรียกว่า อนุฯ ชุดที่ 36 แต่กลับมีมติเสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ยกคำร้องต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน เมื่อ 12 มีนาคม 2569 เนื่องจากเห็นว่าหลักฐานยังไม่เพียงพอ จนเกิดกระแสกดดันและมีการปลุกม็อบลงถนนจากฝ่ายค้านและเครือข่ายเพื่อกดดันให้ส่งฟ้องทั้ง 229 คน
มีการคาดเดาไปในหลายแนวทางถึงความเป็นไปได้สำหรับมติที่จะออกมา แต่แนวทางที่ถูกให้น้ำหนักมากที่สุดตอนนี้คือ กกต.อาจจะส่งฟ้องศาลมากกว่า 100 คน ถึง 150 ราย จาก 229 คน แต่ไม่มีนักการเมืองรวมอยู่ในนั้นด้วย ส่วนแนวโน้มที่ว่า กกต.จะส่งฟ้องทั้งหมด 229 รายชื่อที่ถูกกล่าวหานั้น มีน้ำหนักเบาที่สุด
ประเด็นนี้ ถูกวิเคราะห์ออกมาว่า สมมุติถ้า กกต.ส่งฟ้องไม่ว่าจะแค่หลักสิบคนหรือ มากกว่า 100 คนก็ตาม แบบมีรายชื่อนักการเมืองคนสำคัญติดพ่วงไปด้วย กับไม่มีเลยแม้แต่คนเดียวนั้น ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานการณ์และการสันดาปทางการเมืองรุนแรงแตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะสถานการณ์ในวันนี้ถูกปลุกเพื่อบีบให้กกต.มีคำตอบต้องส่งฟ้องทั้ง 229 คน สถานเดียวเท่านั้น
ด้วยคดีที่ยืดเยื้อมานาน บวกกับความเห็นยกฟ้องทั้งหมดแบบทะลุเพดานของ อนุฯชุดที่ 36 ซึ่ง กกต.เป็นผู้แต่งตั้งขึ้นมาพิจารณาสำนวนคดีนี้เป็นการเฉพาะ และยังถูกผสมโรงจากเกมในสภาและนอกสภาของพรรคฝ่ายค้านในการกระชับพื้นที่รุกไล่ต่อเนื่อง จนทำให้ดูเหมือนว่าสถานการณ์ขณะนี้ กกต.กำลังถูกต้อน
เข้าสู่มุมอับ
ถามว่า แรงกดดันคดีนี้ใน กกต.หนักหนาสาหัสขนาดไหน ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันว่าการหลุดออกมาของสำนวนในคดีก่อนที่จะมีการลงมตินั้น ย่อมบ่งบอกสถานการณ์เป็นอย่างดีว่า เมื่อข้อสอบรั่วต่อสายตาสาธารณะแบบนี้แล้ว คำตอบที่จะออกมาในภายหลัง ย่อมไม่สามารถบิดเป็นอื่นได้ ยกเว้นมีการแก้ไขกระดาษคำตอบ ซึ่งนั่นเท่ากับจะยิ่งท้าทายแรงกระแทกจากสังคม
สภาพของ กกต.ในวันนี้ มีชะตากรรมไม่ต่างจากถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย หลายฝ่ายเองก็ออกมาแสดงความเป็นห่วงว่า การลงมติคดีฮั้วสว.หากไม่เป็นไปตามที่สังคมคาดหวัง จะยิ่งส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองไปจนถึงภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นของประเทศ โดยเฉพาะวิกฤตศรัทธาต่อ กกต.จะหนักหน่วงแค่ไหน รอฟังคำตอบไปพร้อมๆ กัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

