คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

มหากาพย์‘คดีฮั้ว สว.’
วันที่ 14 กันยายนวันนี้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ 7 คน จะมีการประชุมเพื่อลงมติว่า จะส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 229 คนใน“คดี ฮั้ว สว.”ให้ไปจบที่ศาลฎีกาหรือไม่ หรือว่าจะส่งฟ้องเฉพาะบางคนที่มีหลักฐานชัดเจน ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต. ว่าจะมีมติเป็นอย่างไร ไม่ใช่ชี้ขาดเพราะแรงกดดันใดๆ
แรงกดดันที่เรียกร้องให้ กกต.ส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ประกอบด้วย สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน, รัฐมนตรี และ สส. รวมทั้งกรรมการบริหารพรรค พรรคภูมิใจไทย21 คน, เครือข่ายพรรคภูมิใจไทย 20 คน และ สว.สำรองกับผู้สมัคร สว. 50 คน ซึ่งเป็นผลสืบสวนและไต่สวนของ“คณะไต่สวนชุดที่ 26” นั้น หัวหอกสำคัญ ก็คือ พรรคประชาชน กับ“ไอลอว์” หรือองค์กร“เอ็นจีโอ”ที่รับเงินสนับสนุนจากต่างชาติ ชื่อเต็มๆ ว่า“โครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน” และผสมโรงด้วยพรรคประชาธิปัตย์ โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ออกตัวแรงที่สุด
ขณะที่ฝ่ายกลางๆ ซึ่งเห็นว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามดุลพินิจของ กกต. ก็มีอยู่จำนวนหนึ่ง เช่น นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ อดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ได้เสนอบทความ“มองคดีฮั้ว สว.”ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมาในรูปแบบ“ถาม-ตอบ” และอีกคนหนึ่งคือ นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ นักกฎหมายอิสระ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
ฝ่ายกดดันที่นำโดยพรรคประชาชน กับ“ไอลอว์”นั้น ได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และเมื่อวันที่ 13 กันยายนวานนี้ก็เพิ่งจะมีการลงถนนกดดัน กกต. ภายใต้แคมเปญ“ประชาชนปล่อยของ สั่งฟ้อง 229” ซึ่งนำขบวนโดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ หรือ“เป๋า iLaw” ในฐานะ“ผู้อำนวยการฯไอลอว์” และมี สส.พร้อมทั้งนักการเมืองจากพรรรคประชาชนเข้าร่วม อาทิ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน, นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน และรองหัวหน้าพรรคประชาชนอีกสองคน คือนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล โดยเคลื่อนขบวนเดินเท้าจากหน้าออฟฟิศ “iLaw ลาดพร้าว 25” ไปจบที่“หอศิลปกรุงเทพฯ”
ความเห็นของฝ่ายนี้ คนแรกคือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ซึ่งนอกจากจะเป็น สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคพรรคประชาชน ก็ยัง“สวมหมวกประธานวิปฝ่ายค้าน”เห็นว่า กกต.ควรลงมติส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คนให้ศาลฎีกาตัดสิน โดยนายพริษฐ์ให้เหตุผลว่า แม้ว่าผลสืบสวนและไต่สวนของ“คณะไต่สวนชุดที่ 26” ไม่ได้เป็นการฟันธงว่า ทั้ง 229 คนกระทำความผิด แต่เห็นว่า กกต. ควรสั่งฟ้องไปที่ศาลฯและให้ศาลฯพิสูจน์ให้หายข้อสงสัย ว่ามีใครบ้างที่กระทำความผิดเข้าข่าย“การโกง สว.”
ขณะที่“ไอลอว์” โดยนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ แสดงความเห็นว่า กกต.จะต้องสั่งฟ้องผู้ต้องหาทั้ง 229 คน
ซึ่งหลักฐานแวดล้อมมีเพียงพอแล้วที่จะสั่งฟ้องได้ ทั้งนี้ นายยิ่งชีพอ้างว่า “คนของพรรคภูมิใจไทย” และ สว.ที่ได้รับเลือกรู้จักและเกี่ยวข้องกัน เช่น ภาพถ่ายไปงานเลี้ยง ภาพถ่ายเป็นเพื่อนกัน ภาพพายเรือให้กันนั่ง ประวัติการเคยร่วมงานในตำแหน่งต่างๆ และ เมื่อสว. ชุดนี้เข้าสู่อำนาจก็ได้แต่งตั้งผู้ช่วยมากมาย ซึ่งผู้ช่วย สว. หลายคนก็มีภาพปรากฏในกิจกรรมของพรรคภูมิใจไทย และไปช่วยงาน สส. ของพรรคภูมิใจไทยหรือครอบครัวอย่างต่อเนื่อง
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่า กกต. ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิดหรือถูก แต่มีหน้าที่ตามมาตรา 62 ของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการได้มาซึ่งได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 ที่ระบุชัดเจนว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใด กระทำการทุจริตหรือรู้เห็น ทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ไม่ใช่เพียงแค่ใช้ดุลพินิจว่าจะยื่นหรือไม่ยื่น
นอกจากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังชี้ว่า ข้อเท็จจริงใน“คดีฮั้ว สว.” มีความหนักหนาสาหัสและเป็นขบวนการใหญ่โตกว่าคดีที่ กกต. เคยยึดแนวทางโดยการเสนอให้ศาลฎีกาตัดสินมาแล้วทั้งสิ้น และถ้าหาก กกต.ไม่ยึดตามบรรทัดฐานเดิมที่เคยใช้ คือเคยยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาตัดสิน จะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ “2 มาตรฐาน” โดยเข้าข่ายการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
พร้อมกันนี้หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ยังประกาศว่า “หาก กกต. มีคำวินิจฉัยที่ไม่เป็นไปตามกฎหมาย เรื่องจะไม่จบลงเพียงแค่นั้น พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมเข้าช่วยเหลือสนับสนุนข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงให้กับผู้เสียหาย (กลุ่ม สว. สำรอง) เพื่อนำคดีขึ้นสู่ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบเพื่อฟ้องเอาผิดองค์กรอิสระต่อไป”
ตามไปดูฝ่ายกลางๆ ที่ไม่ได้ออกตัวว่า “กกต. 7 คน” จะต้องสั่งฟ้องทั้ง 229 คน เช่น“ฝ่ายกดดัน”ที่“มีได้มีเสีย”ทางการเมืองโดยตรง คนแรกคือ นายแก้วสรร อติโพธิ ซึ่งได้แสดงความเห็นในรูปแบบ“ถาม-ตอบ” โดยยกมาสองย่อหน้าถัดจากนี้ :-
“ถาม-ในสภาพอย่างนี้ อาจารย์ว่ามันจะมี ‘หลักฐานอันควรเชื่อ’ ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตเที่ยงธรรมได้อย่างไรล่ะครับ”,“ตอบ-ในทางข้อเท็จจริง การกล่าวหาในคดีนี้ต้องเอาภาพย่อยมาต่อเป็นภาพรวม ว่า ไอ้ที่คลำดูในความมืด พบว่าแหลมๆ งอนๆ นั้น แท้จริงก็คือ ‘งา’ ส่วนที่ยาวๆ ม้วนหยิบโน่นหยิบนี่ได้นั้นไม่ใช่หาง แต่นั่นคือ ‘งวง’ เมื่อคลำตรงนั้นตรงนี้ให้ครบ จนเอามารวมต่อกันแล้ว มันเชื่อได้หรือไม่ในที่สุดว่า นี่คือ ‘ช้าง’ ภาพต่ออย่างนี้นี่เองแหละครับ ที่ กกต.ต้องอธิบายว่าเอาหลักฐานตรงนั้นตรงนี้มารวมต่อกันจนดูแล้วมันน่าเชื่อว่าการเลือก สว.ชุดนี้ ถูกครอบงำอย่างเป็นขบวนการ ถ้าเชื่อไม่ได้ ฟังไม่ได้ ก็ได้แต่ตัดสินเป็นเฉพาะกรณีเป็นรายๆ เป็นแต่ละข้อหาไป”
“ถาม-หลายคนบอกว่า งานนี้ กกต.ไม่ใช่ศาล มีหลักฐานพอเป็นเค้ามูลก็ร้องศาลได้แล้ว จริงเท็จอย่างไร
เค้าก็ให้เขาไปต่อสู้ในศาล กกต.จง หยุดสะดิ้งได้แล้ว”, “ตอบ-อย่าไปว่าเขาสะดิ้งเลยครับ กกต.ร้องศาลเมื่อใด ศาลก็ต้องรับเมื่อนั้น ตัว สว.ที่อยู่ในข้อกล่าวหา ก็ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ไปทันทีเลยนะครับ ในสภาพอย่างนี้ กกต.จะมั่วไม่ได้ ต้องมีหลักฐานในมือให้เชื่อได้อย่างนั้นจริงๆ ว่า มันคือช้าง”
อีกคนหนึ่ง ในฐานะนักกฎหมายอิสระ และอดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ คือ นายสุโรจน์ จันทรพิทักษ์ เห็นว่า กกต.ต้องเคร่งครัดในการทำหน้าที่ หากพิจารณาเห็นว่ามีพยานหลักฐานบ่งชี้ได้ว่า“เป็นการฮั้ว” กกต.ก็ต้องสั่งโดยส่งคำร้องต่อยังไปศาลฎีกา แต่ถ้าสำนวนใด หรือหลักฐานในสำนวนไม่พอฟังได้ว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ก็ยกคำร้องไป
อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ กล่าวว่า “การทำหน้าที่ของ กกต.ก็มีกฎหมายที่เกี่ยวข้องคือ
พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 มาตรา 21 กฎหมายบัญญัติไว้เลยว่าการใช้อำนาจของ กกต.ต้องเป็นประโยชน์ เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจหาก กกต.เบี่ยงเบนจากข้อกฎหมายตัวนี้ไปเมื่อใดก็จะเป็นความผิดตามมาตรา 157 ประมวลกฎหมายอาญาทันที”
สุดท้ายแล้ว ก็ต้องรอดูว่า“กกต. 7 คน”จะหาทางออกอย่างไรที่อยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย !
ร่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

