คอลัมน์ : เส้นใต้บรรทัด

พยานประหลาด : เอกราช ช่างเหลา
นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น กลายเป็นประเด็นร้อนหลังถูกเปิดเผยว่าเป็น “พยานรหัส 16”
ในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้วสว.) ซึ่งเขาได้ยื่นหนังสือขอกลับคำให้การทั้งหมด ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะมีมติลงมติในคดีนี้
รายละเอียดและเบื้องหลังของการกลับคำให้การ มีดังนี้
คำให้การเดิม (ครั้งแรก): นายเอกราชเคยให้ปากคำในเชิงปฏิปักษ์ต่อพรรคภูมิใจไทย (พรรคเก่าของเขา)
โดยพาดพิงถึง สส. รัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมถึงนายเนวิน ชิดชอบ ว่ามีการจัดประชุมที่เชื่อมโยงและเข้าข่ายกระทำความผิดเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว.
การกลับคำให้การ: ต่อมาเขาได้ส่งหนังสือขอแก้ไขและกลับคำให้การทั้งหมด โดยอ้างเหตุผลว่าถูกชายไม่ทราบชื่อกดดัน ข่มขู่ และล่อลวง ให้พาดพิงใส่ร้ายแกนนำระดับสูงของพรรคภูมิใจไทย
ผลกระทบต่อคดี: จากการกลับคำให้การดังกล่าว ประกอบกับความเห็นของเลขาธิการ กกต. และอนุกรรมการไต่สวนฯ ที่มองว่าคำให้การของพยานรายนี้ “ไม่น่าเชื่อถือ” เนื่องจากเป็นการกลับไปกลับมา ส่งผลให้กกต. มีมติยกคำร้องในส่วนของฝ่ายการเมืองและกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด โดยไม่มีรายชื่อนักการเมืองระดับสูงถูกสั่งฟ้องในสำนวนนี้
ความเสี่ยงทางกฎหมาย: ทางแหล่งข่าวจาก กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ระบุว่า พฤติการณ์การกลับคำไปมาในลักษณะนี้ อาจทำให้นายเอกราชถูกดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมในข้อหา ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงานขณะที่ตัวของนายเอกราช ช่างเหลา ได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนสั้นๆ เพียงว่า “ไม่มีอะไรจะตอบโต้” เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว
จากข้อมูลสำนวนการสอบสวนในคดี “ฮั้วสว.” (คดีพิเศษที่ 24/2568) ที่องค์กรสื่อและเครือข่ายภาคประชาชนอย่าง iLaw ได้นำมาเปิดเผย คำให้การเดิมโดยละเอียดของ นายเอกราช ช่างเหลา (พยานรหัส 16/26) ก่อนที่เขาจะยื่นหนังสือกลับคำให้การ มีเนื้อหาสำคัญที่พาดพิงถึงฝ่ายการเมือง แกนนำพรรคภูมิใจไทย และขบวนการจัดตั้ง สว. ดังนี้
1. จุดเริ่มต้นและขบวนการวางแผน (เมษายน 2567) นายเอกราชให้การว่า ขบวนการนี้เริ่มตั้งไข่ช่วงประมาณเดือนเมษายน 2567 ก่อนการเลือกตั้ง สว. โดยมีการประชุมของกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยเพื่อวางแผนจัดระบบให้ได้มาซึ่ง สว.
ผู้เสนอแผน: มีการอ้างชื่อ นายภราดร ปริศนานันทกุล ว่าเป็นหนึ่งในผู้ริเริ่มนำเสนอแผนงานดังกล่าว
เป้าหมาย: จัดเตรียมหาตัวบุคคลลงสมัครจัดทำ “โพย” และวางระบบคะแนน
2. การประชุมลับที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทย (16-26 มิถุนายน 2567) คำให้การระบุว่า ในช่วงหลังจาก
เสร็จสิ้นการเลือกสว. ระดับจังหวัด ได้มีการนัดประชุมใหญ่เพื่อเตรียมตัวเข้าสู่ระดับประเทศ
สถานที่: จัดขึ้นที่สำนักงานพรรคภูมิใจไทยผู้ร่วมประชุม นายเอกราชยืนยันในคำให้การเดิมว่า ตนเองพบเห็น สส., กรรมการบริหารพรรค รวมถึง นายเนวิน ชิดชอบ เข้าร่วมการประชุมเพื่อซักซ้อมกระบวนการเลือกสว. ในครั้งนี้ด้วย
3. การรวมตัวที่โรงแรมย่านรางน้ำ (21 กรกฎาคม 2567)เป็นเหตุการณ์ช่วงหลังจากการเลือกตั้งสว.
เสร็จสิ้นลงแล้ว และกำลังจะเข้าสู่กระบวนการปฏิญาณตน หรือเลือกประธาน สว.
สถานที่: โรงแรมคิงเพาเวอร์ โนโวเทล (ซอยรางน้ำ) นายเอกราชให้การว่าพบเห็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล
หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และ สส. ของพรรคเดินทางมาที่โรงแรมแห่งนี้ และระบุว่า พบนายเนวิน ชิดชอบ อยู่ภายในห้องประชุมใหญ่ ของกลุ่ม สว. ด้วย
4. พยานแวดล้อมและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่สอดคล้องในสำนวนการสอบสวนเดิมของอนุกรรมการชุดไต่สวน (คณะที่ 26) ปรากฏข้อมูลที่เข้ามาสนับสนุนคำให้การของนายเอกราชเพิ่มเติม จนทำให้คำให้การเดิมมีน้ำหนักในตอนแรก คือ
ความเชื่อมโยงกับผู้สมัคร: นายเอกราชเกี่ยวข้องกับการนำเครือข่ายเข้าสู่การสมัคร สว. ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งบางรายได้เป็นสว. และมีชื่ออยู่ในโพยคะแนนร่วมกับกลุ่มสว. สายสีน้ำเงิน
หลักฐานสัญญาณโทรศัพท์: มีพยานแวดล้อมให้การว่า พบนายเอกราชนั่งอยู่ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่นและต่อสายโทรศัพท์หาแกนนำพรรค ซึ่งเมื่อมีการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ พบว่า มีสัญญาณการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ (Log) ระหว่างนายเอกราช กับ นายเนวิน ชิดชอบ จริง ตามช่วงเวลาดังกล่าว
สรุปน้ำหนักทางคดี: คำให้การเดิมนี้ ถือเป็น “สารตั้งต้น” สำคัญที่ระบุความผิดตาม มาตรา 76 วรรคแรก ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. (ห้ามผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง/พรรคการเมืองแทรกแซง) ซึ่งเป็นเหตุผลที่คณะไต่สวนชุดที่ 26 เสนอให้ฟ้องกลุ่มนักการเมืองรวม 229 ราย
แต่เมื่อนายเอกราชส่งเอกสารกลับคำให้การทั้งหมดโดยอ้างว่าถูกชายนิรนามข่มขู่ กกต.ชุดใหญ่ (คณะที่ 36) จึงใช้เหตุผลเรื่อง “ความไม่น่าเชื่อถือของพยานที่กลับไปกลับมา” มาสั่งยกคำร้องในส่วนของพรรคภูมิใจไทยทั้งหมด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้นำทีมกฎหมายตั้งโต๊ะแถลงข่าวตั้งข้อสังเกตและวิพากษ์วิจารณ์กรณีมติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. เพียง 77 คน จากทั้งหมด 229 คน อย่างดุเดือด โดยพุ่งเป้าไปที่กรณีการกลับคำให้การของ นายเอกราช ช่างเหลา และพฤติการณ์ของ กกต. ใน 3 ประเด็นหลักดังนี้ :
1. มองว่าเป็น “ข้อพิรุธ” และถามหาชายนิรนาม - นายอภิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในการกลับคำให้การของนายเอกราช ที่อ้างว่าถูก “ชายนิรนาม” บังคับข่มขู่ จนต้องยอมใส่ร้ายแกนนำพรรคภูมิใจไทยในตอนแรก โดยนายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า “ทำไม กกต. จึงยอมเชื่อเอกสารนี้ง่ายๆ โดยไม่เสาะแสวงหาข้อเท็จจริงต่อว่า ชายนิรนามที่ไม่มีชื่อและรายละเอียดใดๆ ในสำนวนคนนั้นคือใคร?” และ “สิ่งนี้ถือเป็นข้อพิรุธอย่างมากว่าเป็นการจงใจใช้เป็นช่องว่างเพื่อ “ตัดจบคดี” ในส่วนของแกนนำฝ่ายการเมืองหรือไม่”
2. สถานะพยานสิ้นสุด ต้องถูกฟ้อง “ให้การเท็จ” -นายอภิสิทธิ์ ชี้ในแง่กฎหมายว่า เดิมทีนายเอกราชเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา แต่ได้รับการ “กันตัวเป็นพยาน” แต่เมื่อนายเอกราชเลือกที่จะยื่นจดหมายกลับคำให้การทั้งหมดในโค้งสุดท้าย สถานะพยานของนายเอกราชย่อมสิ้นสุดลง และต้องกลับไปเป็น “ผู้ถูกกล่าวหา” ในคดีฮั้ว สว. ตามเดิม
ข้อเรียกร้องต่อ กกต. - นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่าในเมื่อ กกต. และเลขาธิการ กกต. มองว่าคำให้การของนายเอกราชกลับไปกลับมาจนไม่น่าเชื่อถือ แต่ทำไม กกต. ถึงไม่ดำเนินคดีอาญากับนายเอกราชในข้อหา “ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน” หรือแจ้งความเท็จ การนิ่งเฉยของ กกต. จึงเป็นเรื่องที่น่ากังขา
3. ตอกย้ำเรื่องข้ออ้างพรรคขัดแย้ง “ไม่ตรงกับความจริง” - กรณีที่มีการอ้างเหตุผลประกอบว่า คำให้การเดิมของนายเอกราชเกิดขึ้นในช่วงที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคกล้าธรรม (ซึ่งนายเอกราชย้ายไปสังกัดในภายหลัง) มีความขัดแย้งกันนั้น นายอภิสิทธิ์ตอกกลับว่าข้ออ้างนี้ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เพราะในความเป็นจริง ณ ปัจจุบัน ทั้งสองพรรคไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมืองใดๆ ต่อกันเลย
นายอภิสิทธิ์จึงระบุว่า มติของกกต. ครั้งนี้สะท้อนชัดว่า เป็นการ “มองข้ามพฤติการณ์ที่เป็นขบวนการใหญ่” แล้วเลือกฟ้องสอยเฉพาะรายบุคคลที่เป็นสมาชิกระดับล่าง พรรคประชาธิปัตย์จึงได้ขยับขับเคลื่อนต่อด้วยการเรียกร้องให้ กกต. ทั้ง 7 คน เปิดเผยบันทึกคำวินิจฉัยส่วนตัวโดยละเอียด เพื่อให้สังคมตรวจสอบเหตุผลรองรับ และเตรียมทีมกฎหมายของพรรคปชป. พร้อมช่วยเหลืออดีตผู้สมัครสว. และ สว.สำรอง ที่เป็นผู้เสียหายโดยตรง เพื่อยื่นฟ้องเอาผิด กกต.ชุดใหญ่ต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ (มาตรา 157) อย่างถึงที่สุด
ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตั้งคำถามว่า การส่งหนังสือกลับคำให้การในโค้งสุดท้ายก่อนลงมติเพียงไม่กี่วันเป็นพฤติกรรมที่จงใจปูทางเพื่อให้ กกต. ใช้เป็นช่องว่างทางกฎหมายในการตีตกสำนวนในส่วนของแกนนำพรรคการเมือง 22 คนใช่หรือไม่
ส่วน “แหล่งข่าว” จากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และนักกฎหมายหลายฝ่ายระบุว่า กกต. และ DSI ต้องไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ เนื่องจากการกลับคำไปมาในคดีระดับชาติเข้าข่ายความผิด ฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งต้องมีการสอบสวนว่า คำให้การครั้งแรกหรือครั้งหลังที่เป็นเท็จ และมีใครอยู่เบื้องหลังการจูงใจพยานหรือไม่
ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจประการสุดท้ายในเรื่องนี้คือ น.ส.คุ้มเกล้า ส่งสมบูรณ์ (กลุ่มผู้ร้องเรียนภาคประชาชน) ได้เดินทางไปยื่นเรื่องต่อ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ กกต. โดยระบุว่า กกต.จงใจละเลยหลักฐานสำคัญทางนิติวิทยาศาสตร์และเส้นทางการเงินที่ DSI ส่งมอบให้ แต่กลับให้น้ำหนักกับจดหมายกลับคำให้การที่ไม่มีที่มาที่ไปอย่างผิดสังเกต ซึ่งอาจเข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามมาตรา 157
ส่วนพรรคประชาชนและ iLaw รีบอ้างกรณีนี้ ว่า เป็นข้อพิสูจน์ถึงความล้มเหลวขององค์กรอิสระที่ยึดโยงกับ สว.ชุดเดิม โดยมีการเรียกร้องให้ประชาชนร่วมกันลงชื่อเสนอร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน เพื่อจัดตั้ง ส.ส.ร. ที่มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด เพื่อตัดวงจรอำนาจของ “สว.สีน้ำเงิน” ในการเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระอย่าง กกต. ในอนาคต
มติส่งฟ้องศาล 77 คนของ กกต. ที่รอคอยกันมายาวนานถึง 2 ปี จึงไม่ใช่ที่ยุติของเรื่องนี้ หากเป็น “บทเริ่มต้นใหม่” ของการตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้งโดยศาล และมีการตรวจสอบเอาผิด กกต. ร่วมด้วย...ในเวลาเดียวกัน!
จิตกร บุษบา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

