เท้งประกาศยื่นซักฟอก ขยี้ซํ้าฮั้วสว. เล็งชงปปช.-เอาผิด157 ชี้ความเห็นเสียงข้างน้อย มัดคอขบวนการทุจริต

เท้งประกาศยื่นซักฟอก
ขยี้ซํ้าฮั้วสว.
เล็งชงปปช.-เอาผิด157
ชี้ความเห็นเสียงข้างน้อย
มัดคอขบวนการทุจริต
คนในกกต.แฉสิทธิโชติ
ชงตั้งคณะฯที่26มีพิรุธ
กกต.แย้มมีอีก 3 สำนวน ที่อนุกรรมการฯชุด 26 ต้องเดินหน้าต่อจ่อฟันกลุ่มส้ม-ก้าวหน้า-ไอลอว์ และ สว.อิสระ นัดฮั้วระดับจังหวัด-ประเทศ ชี้ช่องพิรุธจัดเลี้ยง“ห้องจูปิเตอร์”อิมแพค ด้าน“เท้ง”ยกความเห็น“สิทธิโชติ”มัดฮั้วสว.ลากโยง“ภท.”ยันยื่นป.ป.ช.ฟ้อง 157 ส่งสัญญาณถึงสส.ในสภาแต่อุบชื่อพรรค ทบทวนจุดยืนโหวต‘ซักฟอก’ให้ประชาชนตัดสินเลือกตั้งครั้งหน้า ถกรายงาน กกต.เดือด’ไอติม’ขยี้ซ้ำกกต.ไม่สั่งฟ้อง’อนุทิน-แกนนำภท.จงใจมองไม่เห็น ช้าง3ตัว ร่วมป้องระดับบิ๊กสีน้ำเงิน เจอ’ภท.’ระดมประท้วงวุ่น
เมื่อวันที่ 16 กันยายน2569 จากกรณีที่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงการลงมติผู้ถูกร้องเป็นรายบุคคลเมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา โดยมีมติเสียงข้างมากส่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย จาก 229 ราย อีกทั้งว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต.ได้ระบุว่าสำหรับผู้ถูกร้องทั้งหมดในคดีโกงเลือก สว.มี 427คน ต่อมาวันที่ 15 ก.ย.2569 นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ออกมายืนยันว่าตัวเองและนายชาย นครชัย คือ กกต.เสียงข้างน้อยที่ลงมติให้ส่งฟ้องแกนนำผู้บริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะมีหลักฐานเพียงพอว่ามีส่วนร่วมในคดีฮั้วสว.
ซัด’สิทธิโชติ’เสนอตั้งกก.สอบชุดที่26
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 14ก.ย.69 นายณรงค์ ได้กล่าวตอนหนึ่งถึงการทำงานของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 ของกกต.ซึ่งทำหน้าที่สอบสวนคดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาปี2567 ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ว่า ที่เสนอส่งฟ้อง 229 คน (ฮั้วสว. สีน้ำเงินและพรรคภูมิใจไทย) พร้อมทั้งระบุว่ายังมีอีก 3 สำนวน ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ยังดำเนินการอยู่และยังไม่เสร็จสิ้นนั้น
รายงานข่าวจากสำนักงาน กกต.เเจ้งว่า 3สำนวนดังกล่าวซึ่งคณะอนุกรรมการฯชุดที่26 ดำเนินการไต่สวนในเวลาใกล้เดึยงกับสำนวน 229คน คือ การนัดประชุมกันเพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3กลุ่ม ประกอบด้วย 1.สว.พรรคประชาชน /คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.สว.พรรคประชาชน /คณะก้าวหน้า/ไอลอว์ ระดับประเทศ 3.กลุ่ม สว.อิสระ ขณะเดียวกันยังพบว่า การเเต่งตั้งคณะฯที่ 26 นายสิทธิโชติเสนอต่อที่ประชุมกกต.ว่า ควรแต่งตั้งคณะนี้ขึ้นมาเพิ่ม ซึ่งปกติกกต.มี 25คณะ เพราะคดีมีความสำคัญและผู้ร่วมกระทำผิดมีจำนวนมาก จนมีการแต่งตั้งนายชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.เป็นประธานคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และร่วมงานกับดีเอสไอ จนได้ข้อสรุปในสำนวนจำนวน 75,722 หน้าโดยเสนอให้ส่งฟ้อง 229 คน ทำให้นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกกต.ในขณะนั้นแต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 เพื่อมาพิจารณามติของคณะอนุกรรมการฯชุดที่26อีกชั้นหนึ่ง
นำดีเอสไอเข้ามาร่วมสอบผิดปกติ
แหล่งข่าวจาก กกต.แจ้งว่า การทำงานของคณะอนุกรรมการฯชุดที่ 26 นั้น มีสิ่งผิดปกติบางประการ เช่น มีการดึงบุคลากรหลายคนของดีเอสไอมาร่วมในคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 และนำสำนวนการสืบสวนของดีเอสไอมาประกอบทันที ซึ่งมีข้อพิรุธ อาทิ การสอบพยานเป็นการสอบพยานที่อาคารกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งที่ กกต.ต้องดำเนินการในกรณีนี้เอง รวมทั้งกรณี นายอ.นักการเมืองจาก จ.ขอนแก่น ที่มาให้การเองกับดีเอสไอและอ้างว่าแกนนำพรรคภูมิใจไทยเกี่ยวข้องกับการฮั้วสว.ก็พบว่า ไม่มีการเรียก รปภ.เจ้าหน้าที่พรรคไปให้การและไม่ได้ไปตรวจสอบที่ทำการพรรคตามที่ นาย อ.อ้างว่าที่ทำการพรรคคือหนึ่งในสถานที่จัดประชุมการฮั้ว สว. เต่คณะอนุกรรมการฯที่ 26 กลับเชื่อถือข้อมูลของนาย อ.
จัดเลี้ยงที่อิมแพคเมืองทองก็ผิดแล้ว
นอกจากนี้ กรณีการร้องเรียนการจัดประขุมผู้สมัคร สว.ที่ห้องจูปิเตอร์อิมเเพค เมืองทองธานี พบว่ามีการร้องเรียนในเรื่องนี้เข้ามาในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เช่นกัน และอยู่ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับการร้องเรียนฮั้ว สว.ที่พาดพิงพรรคภูมิใจไทย การสืบสวนของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 ที่พบพิรุธตามที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังมีความล่าช้า เช่น กรณีห้องจูปิเตอร์อิมเเพค เมืองทองธานี เพราะพบข้อมูลเบื้องต้นว่า มีผู้ออกเงินการจัดประชุม จัดเลี้ยงอาหารให้ผู้ร่วมประชุม และผู้สมัคร สว.ไม่ได้ออกเงิน เเม้จะมี สว.บางคนอ้างว่าไปประชุมที่อิมเเพค เมืองทองธานีจริง แต่ชำระเงินค่าประชุมด้วยตัวเองโดยหย่อนเงินใส่กล่องหน้าห้องประชุมและซื้ออาหารกินเอง เเต่ผู้จัดงานไม่ได้ออกมาชี้แจงเรื่องนี้“เเหล่งข่าว ระบุ และว่า กรณีนี้เท่ากับว่ามีการจัดเลี้ยงเเล้วและสว.ที่ไปร่วมงานเท่ากับมีความผิดแล้วเช่นกัน ซึ่งหลังจากนี้กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่26นี้ดำเนินการต่อหรืออาจเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่
เล็งฟันกลุ่มสีส้ม-ไอลอว์-ก้าวหน้า
แหล่งข่าวจาก กกต.เปิดเผยถึงกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตุการทำงานของคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 พบพิรุธการดำเนินพิจารณา 3สำนวน โดยคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 26 เป็นไปด้วยความล่าช้าไม่คืบหน้า ทั้งที่ได้ดำเนินการไต่สวนในช่วงเวลาใกล้เคียงกับสำนวน 229คน โดยเป็นเรื่องการนัดประชุมกันระดับจังหวัด-ประเทศ เพื่อเตรียมการเลือก สว.ของ 3กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับจังหวัด 2.กลุ่ม สว.พรรคประชาชน คณะก้าวหน้า ไอลอว์ ระดับประเทศและ3.กลุ่ม สว.อิสระนั้น
แหล่งข่าวจาก กกต.ยืนยันว่า ไม่ได้มีอะไรมีพิรุธ แต่เนื่องจากเห็นว่า ต้องทำคดีที่ใหญ่ให้เสร็จสิ้นก่อน แล้วจึงมาดำเนินการในส่วนอื่นตามมา ซึ่งต้องมีการเรียงลำดับคำร้องที่มีเข้ามา และทำตามหน้าที่อำนาจที่ได้รับมอบหมาย หลังจากนี้กกต.ก็จะมีการพิจารณาว่าจะให้ชุดที่26นี้ดำเนินการต่อหรืออาจจะเปลี่ยนชุดอนุกรรมการไต่สวนใหม่ เนื่องจาก ร.ต.อ. ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต.ทำหน้าที่ประธานอนุไต่สวนชุดที่26 จะเกษียณอายุราชการสิ้นเดือนก.ย.นี้
‘เท้ง’จี้กกต.ทำหน้าที่ตรงไปตรงมา
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.)และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์งกรณี นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ออกมาแสดงความคิดเห็นว่า ไม่เห็นด้วยต่อการแถลงข่าวของประธาน กกต.ว่า ตอนนี้สิ่งที่พวกเราต้องการ คือการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาขององค์กรอิสระและการที่มี กกต. เสียงข้างน้อยออกมาแสดงความเห็นนั้น ตนเองชื่นชมในแง่การแสดงจุดยืนของตนเอง และตามที่ได้แถลงไปก่อนหน้านี้ พรรคประชาชนเตรียมคำร้องยื่นต่อ กกต. ที่ปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ แต่เนื่องจากมีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นมาใหม่ อย่างการให้ความเห็นของกกต. เสียงข้างน้อย เราก็พร้อมนำข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นนั้นมาหลอมรวมเข้าไปในคำร้องที่จะเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างไรก็ตาม จะเร่งดำเนินการโดยเร็วที่สุด
ชี้ฮั้วสว.ทำเป็นขบวนการแน่นอน
เมื่อถามว่า ความเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อย มีข้อน่าสนใจตรงไหนบ้างที่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นความสำคัญที่สุด คือกกต.แต่ละคน อาจจะมีวิจารณญาณของตัวเอง แต่ข้อคิดเห็นของ กกต.เสียงข้างน้อยที่ออกมา เชื่อว่าสอดคล้องกับในสายตาวิญญูชนทั่วไป ขบวนการโกงเรื่อง สว.นั้น เป็นสิ่งที่ทำเป็นขบวนการขนาดใหญ่ มีอออแกไนซ์เซอร์ คนจัดแจง จัดตั้ง อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน และสิ่งที่เราสงสัยต่อจากนั้น คือวัตถุพยานอื่น ที่ไม่ใช่แค่การให้ปากคำ ของบุคคล ก็สามารถโยงใยไปถึงกรรมการบริหารพรรค หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทยได้ ดังนั้น สาระสำคัญของการแสดงความเห็น คือหาก กกต. ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา ไม่ใช่เป็นศาล แค่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เรื่องนี้ทำเป็นขบวนการแน่นอน และเกี่ยวข้องกับนักการเมืองแน่นอน ควรจะต้องส่งฟ้องไปยังศาลทั้งหมด
เตรียมฟ้องแน่ทั้งมาตรา157และปปช.
เมื่อถามถึงไทม์ไลน์การยื่นฟ้องตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า อาจจะต้องยืนยันกับฝ่ายกฎหมาย และอาจจะต้องเป็นผู้เสียหายโดยตรง คือผู้สมัครไปฟ้อง แต่ในส่วนพรรคประชาชน จะยื่นไปที่คณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) โดยเราสนับสนุนการดำเนินการทั้งสองส่วน และเชื่อว่าสัปดาห์นี้ จะมีความคืบหน้าแน่นอน
ยื่นซักฟอก-สส.แต่ละคนมีสิทธิ์โหวต
เมื่อถามถึงเวทีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ หวังผลให้พรรคเพื่อไทยไม่โหวตไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กรอบเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตนได้เห็นการแสดงความเห็นของประธานรัฐสภาว่าไม่เคยพูด ไม่พยายามไปตีกรอบ เรื่องการโกงเลือก สว.เข้ามาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ อยากให้ยืนยันหลักแบบนี้ต่อไป การตรวจสอบพฤติกรรมความซื่อสัตย์สุจริตของนักการเมือง เป็นสิ่งที่สามารถพึงกระทำได้อยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องตีกรอบว่ามันเกิดขึ้นในรัฐบาลชุดนี้ ส่วนการลงมติของแต่ละพรรค คงมีจุดยืนของตัวเองอยู่ และไม่ขอเอ่ยชื่อพรรค ขณะนี้ตัวแทนจากพรรคมีหน้าที่ตรวจสอบสิ่งที่ไม่ชอบธรรมในสภา หากเห็นว่าการโกงเลือก สว.ซึ่งเป็นขบวนการโกงที่ใหญ่ที่สุดในประวัติประวัติศาสตร์การเมืองเมืองไทย เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ในฐานะตัวแทนประชาชนและสส.การลงมติในการไม่ไว้วางใจรัฐบาล หรือรัฐมนตรีรายบุคคล ก็เป็นสิ่งที่แต่ละคนสามารถพึงกระทำได้ในการใช้อำนาจทางฝ่ายนิติบัญญัติ
พรรคไหนยกมือหรือไม่มีผลต่อลต.
เมื่อถามย้ำว่า การไม่พูดชื่อพรรค อาจจะไม่ได้เพราะพรรคเพื่อไทย ก็เป็นตัวแปรสำคัญที่จะชี้ขาดในรัฐบาลว่าจะได้ไปต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คำตอบเมื่อสักครู่ชัดแล้วว่า ไม่ต้องไปเรียกร้องชื่อพรรค เพราะไม่อยากให้เป็นทางการเมืองแล้วโต้ตอบกันไปมา เพราะนักการเมืองทุกคนถูกตัดตัดสินโดยประชาชน ประชาชนโดยทั่วไปน่าจะตีความได้ และผลโหวตจะเป็นอย่างไร ก็ให้ประชาชนตัดสินในการเลือกตั้งครั้งหน้า
ต้องตรวจสอบในภาพรวมทั้งหมด
เมื่อถามว่าหากอภิปรายไปแล้วพรรคเพื่อไทยออกจากพรรคร่วมรัฐบาล ฉากทัศน์เปลี่ยน มองอนาคตอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่แต่ละคนวิเคราะห์ไปข้างหน้าได้ แต่ขณะนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความพยายามจากทุกภาคส่วน ทั้ง สส.และประชาชน ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้มีอำนาจรัฐทั้งหมด ทั้งการเมือง สมาชิกวุฒิสภาและองค์กรอิสระ อย่าง กกต.อะไรที่ไกลกว่านี้ ขอให้รอสถานการณ์ครั้งหน้าดีกว่า
เตือนอย่าพยายามฟ้องร้องปิดปาก
เมื่อถามถึงสำนวนที่เหลืออยู่ที่ประชาชนยังไม่เห็นมีมากน้อยแค่ไหน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า คนที่ควรจะต้องออกมาให้คำตอบและเป็นคนที่เราควรตั้งคำถามต่อเขามากที่สุดคือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ทำหน้าที่สืบสวนสอบสวนโดยตรงและข้อมูลบางอย่างอาจไม่ได้มาทั้งหมด แต่สุดท้ายแล้ว ตัวแทนภาคประชาสังคม สส.ที่เปิดเผยนี้ เพราะบังเอิญมีคนในที่ทนไม่ได้กับขบวนการโกง ออกมาให้ข้อมูล เมื่อนำมาเปิดเผยแล้ว กลับมีการพยายามฟ้องร้องปิดปาก รัฐบาลใช้อำนาจตัวเองในการฟ้องร้องปิดปาก แบบนี้ไม่ถูกต้อง แทนที่จะตั้งคำถามต่อพวกเราว่า เรามีข้อมูลอะไรบ้าง เราอาจให้ข้อมูลไม่ได้ทั้งหมด เพราะอาจกระทบต่อแหล่งข่าว โดยเราต้องเรียกร้องไปยังหน่วยงานที่ทำหน้าที่ว่า ต้องแสดงความโปร่งใสออกมาให้มากที่สุด
’ไอติม’ขยี้ไม่สั่งฟ้อง’หนู-แกนนำภท.’
วันเดียวกัน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาการรับทราบผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประจำปี2567และปี2568 โดยให้เวลาการอภิปราย 5ชั่วโมง
เริ่มจาก นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า กกต.มีมติเสียงข้างมาก สั่งฟ้องคดีฮั้วสว.77คน ถือว่าน้อยมาก แบ่งเป็นสว.26คน แกนนำ สส.กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย 1คน เป็นมติขัดหลักการกฎหมาย เข้าข่ายปฏิบัติหน้าที่มิชอบสะท้อนว่า เสียงข้างมาก กกต.จงใจมองไม่เห็นช้าง 3ตัว ได้แก่ 1.ความเป็นขบวนการโกงสว.ที่ตีกรอบว่า ขบวนการโกงต่างๆไม่เกี่ยวกัน ต่างคนต่างโกง ขัดหลักฐานว่า การโกงทำเป็นขบวนการ มีทั้งโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชั่น ที่มี สว.130กว่าคน อยู่ในโพย เป็นขวนการเดียวกัน สถิติลงคะแนนระดับประเทศ ยืนยันมีการแลกคะแนนเป็นขบวนการ และศูนย์ทำโพยที่มีผู้สมัครสว.ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่างๆ ใช้วิทยากรคนเดียวกันวนไปทำหน้าที่ตามที่ต่างๆ รวมถึงมีการปฐมนิเทศ สว.หลังได้รับเลือก พบว่า วันที่ 21ก.ค.2567 หลัง 200สว.ได้รับการรับรองจากกกต.มีสว.หลายสิบคนไปประชุมที่โรงแรมพูลแมนเพื่อปฐมนิเทศ ตกลงจะเลือกใครเป็นประธานและรองประธานวุฒิสภา
ทำไมกกต.ปัดตกคำให้การ’เอกราช’
นายพริษฐ์ กล่าวต่อว่า 2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี สส.พรรคภูมิใจไทย แม้กกต.ปัดตกคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา พยานคดีนี้ แต่หลักฐานที่โยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่คำให้การของนายเอกราช แต่มีหลักฐานอื่นๆ เช่น ประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะของนางรัตนา บ่อถ้ำ ผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของนายชลัฐ รัชกิจประการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และยังเป็นเจ้าหน้าที่พรรคภูมิใจไทย จึงสงสัยหากพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวโกงสว.เหตุใด นางรัตนา จึงโทรคุยกับสว. 19คน 62ครั้ง ในช่วงเวลา 80วัน ที่คาบเกี่ยวกับการเลือก สว.
‘ศุภชัย’ประท้วงอภิปรายนอกเรื่อง
ทำให้ นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ประท้วงทันทีว่า นายพริษฐ์นำสำนวนที่เป็นความลับการสอบสวนของราชการมาเปิดเผย ขอให้ประธานควบคุมการประชุม ไม่ให้เอาของไม่ชอบ ของเถื่อน มาอภิปรายในสภา แต่นายโสภณวินิจฉัยให้นายพริษฐ์พูดต่อ โดยนายพริษฐ์กล่าวว่า ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยเคยออกประกาศไม่ให้ลูกพรรคไปยุ่งเกี่ยวการเลือก สว.แต่การที่กกต.ยังสั่งฟ้องบุคคลที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย จึงเป็นได้ 2 ทางคือ 1.นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้เรื่องในการกำชับลูกพรรคไม่ให้ยุ่งเกี่ยวการเลือกสว. 2.นายอนุทิน และพรรคภูมิใจไทยร่วมกันโกงเลือก สว.
ภท.ดาหน้าประท้วงวุ่นใส่ร้าย’หนู’
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นบรรยากาศการประชุมคุกรุ่นขึ้นทันที เมื่อสส.พรรคภูมิใจไทย รุมประท้วงขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด ขณะที่นายโสภณ ที่ทำหน้าที่ประธานการประชุม ขอให้นายพริษฐ์ถอนคำพูด เพราะเป็นการกล่าวหานายกฯ เนื่องจากกกต.วินิจฉัยแล้ว ยืนยันว่า นายอนุทินไม่เกี่ยวข้อง จึงไม่สั่งฟ้อง แต่ตนจะไม่ให้ถอนคำพูด แต่ต้องไม่พูดอีก ถ้าพูดจะไม่ให้อภิปราย ก่อนให้นายพริษฐ์อภิปรายต่อว่า 3.มาตรฐานกกต. ที่ปีที่แล้วเคยสั่งฟ้องการโกงสว.ไปที่ศาล โดยมีหลักฐานแค่แชทไลน์ของ คน2คน ที่มีข้อความแลกเปลี่ยนคะแนนกัน แต่ปีนี้ไม่ฟ้องสว.ร้อยกว่าคน ที่อยู่ในโพยใบสั่ง มีการแลกคะแนนเป็นระบบ ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต
ชี้4เสียงไม่ฟ้องมาจากกกต.สีน้ำเงิน
นายพริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่ กกต.ต้องทำมี 4ข้อคือ 1.ต้องเปิดเผยมติของกกต.ทุกคนว่า ใครลงมติว่าอย่างไร 2.กกต.ต้องส่งสำนวนสอบสวน รวมถึงความเห็นอนุกรรมการชุดที่26 และความเห็นของนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการกกต.ไปที่ศาลฎีกา 3.ให้ยืนยันจะเดินหน้าสอบคดีโกงสว.ที่ไม่ได้อยู่ในสำนวนนี้ 4.หากกระบวนการไต่สวนของศาลฎีกาพบความเชื่อมโยงการโกงสว.มากกว่า 77คน กกต.ต้องรื้อฟื้นคดีและสั่งฟ้องเพิ่มเติม ทั้งนี้หากตัดความเห็น 4กกต.ที่มาจากสว.สีน้ำเงิน จะเห็นว่า กกต.3เสียงที่ให้สั่งฟ้องแกนนำภูมิใจไทย และนายอนุทินไปที่ศาลฎีกา ดังนั้นข้อเท็จจริงที่แกนนำภูมิใจไทยและนายอนุทินไม่ถูกสั่งฟ้อง เพราะดุลยพินิจ 4กกต.ที่มาจากการเลือกของสว.สีน้ำเงิน ใช้ดุลยพินิจเป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหา หากกกต.ใช้อำนาจต่างตอบแทนมากกว่าปฏิบัติหน้าที่ตรงไปตรงมา ก็กังวลใจแทนกกต.ว่า ความน่าเชื่อถือของกกต.ในสายตาประชาชน จะเหลือเท่าไรในการกลับมารายงานการปฏิบัติหน้าที่ต่อสภาฯในปีหน้า
‘ภัณทิล’มึนไม่มีนักการเมืองถูกฟ้อง
จากนั้น นายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายถึงผลคดีฮั้ว สว.ว่า ช้างตายไป 77 ตัว สุดท้ายสำนวนกว่า 70,000หน้า ปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด ท่านประชุม 11ครั้งมีมติส่ง 77คนไปศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา ตนไม่ได้ต่อว่าการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพราะเชื่อว่าทำงานขยันขันแข็ง แต่เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับ กกต.ทั้ง 7คน เพราะคดีนี้ใหญ่มาก ไม่ใช่คดีที่ไม่มีอะไร แต่ผู้ถูกดำเนินคดีที่เป็นกรรมการบริหารและคนการเมืองเท่ากับ 0 ไม่มีเลย แม้ผู้ที่ถูกฟ้องในสัดส่วนของบุคคลอื่น 15คน ประกอบด้วยอดีตผู้ช่วย สส.พรรคภูมิใจไทย, อดีตผู้สมัครของพรรค, อดีตคนทำงาน และอดีต สส.
สายตาพร่ามัว-ทั้งที่มีเส้นเงินโยงใย
นายภัณฑิล กล่าวต่อว่า ตนถามว่าสอบกันเกือบ 80,000 หน้า แต่พอเข้าเขตการเมืองทำไมสายตามันถึงพร่า มองอะไรกันไม่เห็นขอยกตัวอย่างนายหัวภาคใต้ ซึ่งนายสุบิน ศักดา ผู้ที่มีรายชื่อถูกสั่งฟ้องในมติ 7:0 ออกมาเปิดเผยว่านายหัวคนนี้จะช่วยค่าใช้จ่ายให้ และมีเส้นเงินเชื่อมโยงกัน 11ราย ตนขอตั้งคำถามว่าหาก กกต.ทั้ง 7คน เห็น นายสุบิน แล้วคนที่เหนือนายสุบินปลิวหายไปไหน มันมีคนเอาเงินมาให้นายสุบิน นายสุบินไม่ได้ร่ำรวยสามารถจ่ายเงินเอง นอกจากนี้ ยังมีเอกสารลงนามโดยนายครรชิต เจริญอินทร์ รองเลขาธิการ กกต.ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาธิการ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. 2568 ซึ่งมีความเห็นว่ามีพยานหลักฐานรองรับเพียงพอ ไปถึง นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎษร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ในฐานะสนับสนุนหรือรู้เห็นเป็นใจ จึงเสนอให้ดำเนินการตามมาตรา 76 วรรคหนึ่ง รวมถึงพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนหนึ่งด้วย เพราะเห็นว่ามีพยานเพียงพอเรื่องการยินยอมรับความช่วยเหลือ วันนี้มาดูผล นายพิชัยหาย ปลิว พล.อ.เกรียงไกร หาย ปลิว ต้องไปไล่ต่อ ตนเชื่อว่ากกต.อีก 5 คนคงอยู่ไม่สุข สำนวนเดียวกัน ทำไมเห็นไม่เท่ากัน กกต.ก็ยังเห็นไม่เท่ากัน แตกกันภายใน จนนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.ต้องออกมาพลีชีพ
ซัดปธ.กกต.ทำตัวเป็นพยานจำเลย
นายภัณฑิล กล่าวอีกว่า ประธาน กกต.ทำตัวเป็นพยานจำเลยเสียเอง หากเสียงข้างมากใช้เกณฑ์ที่สูงกว่ากฎหมาย จนตัดบุคคลบางกลุ่มออกจากกระบวนการตรวจสอบ นี่ไม่ใช่แค่ใครชนะโหวต 5:2 แต่เป็นคำถามว่ากกต.ใช้อำนาจถูกต้องหรือไม่ นายสิทธิโชติ เลยรีบกระโดดออกมา เพราะกลัวติดคุก และหากพิสูจน์ได้ว่า มีการตัดตอนให้บุคคลใดพ้นจากการตรวจสอบย้อนกลับมาถึงผู้ลงมติเอง ฝากไปบอก กกต.อีก 5ท่านด้วย ท่านแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ท่านเป็นบุรุษไปรษณีย์คนหนึ่ง ฝากคำพูดผมไปบอกว่าโดนแน่นอน มาตรา157
สว.สำรองร้องศาลสั่งไต่สวนใหม่
ที่ศาลฎีกา กลุ่ม สว.สำรอง เดินทางมายื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้รับคำร้อง คัดค้านคำวินิจฉัยและมติของ กกต.กรณียกคําร้อง 3ข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว กล่าวว่า ทั้ง 3ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้องโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต.ชี้แจงว่าโพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้นและโพยฉบัยแรกที่ตนเองไปพบนั้นถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต. พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต.ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน โดยสรุปแล้วทั้ง 77ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา62 ของ พรป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาที่ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า กกต.จะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน
ขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคำสั่งกกต.
ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต.หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว.เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก10ปี วันนี้กลุ่ม สว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาภายใน 3วัน ตามมาตรา44โดยขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต.วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่1-3ที่บอกว่า ไม่ผิด ขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่และขอให้ไต่สวนว่า เมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบ หรือขบวนการที่ทําให้การเลือก สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา สว.138คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ โดยสรุป คือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

