คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ถอดรหัสบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง เมื่อความลับทางรัฐธรรมนูญถูกท้าทาย และคำตัดสินประวัติศาสตร์ 28 กันยายน
วันที่ 28 กันยายนนี้ จะกลายเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายครั้งสำคัญของประวัติศาสตร์การเมืองไทย เมื่อศาล
รัฐธรรมนูญมีนัดออกคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับการจัดเลือกตั้งทั่วไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569 ที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่เพียงแค่ผลการแข่งขันทางการเมือง แต่พุ่งตรงไปที่ตัว “บัตรเลือกตั้ง” ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ใส่เครื่องหมาย QR Code และบาร์โค้ดที่มีการรันตัวเลขไม่ซ้ำกัน (Unique Identifiers) ไว้บนตัวบัตร จนเกิดข้อกังขาทางกฎหมายว่านี่คือกระบวนการที่ทำให้การเลือกตั้ง “ไม่เป็นไปโดยวิธีลับ” ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้หรือไม่
เจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ : “วิธีลับ” หมายความอย่างไร?
● เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (รวมถึง พ.ร.ป. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.) ที่บังคับให้การลงคะแนนต้องทำ “โดยตรงและลับ” นั้น มีความหมายเฉพาะเจาะจงทางนิติศาสตร์ :
● การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ (Secret Ballot) : หมายถึง การจัดการเลือกตั้งในเชิงโครงสร้างที่ต้องรับประกันได้ว่า “ไม่มีบุคคลใด รวมทั้งเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้มีอำนาจ สามารถสืบย้อนกลับได้ว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดกาลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด”
● ข้อแตกต่างจาก “การประชุมลับ” หรือ “หนังสือราชการลับ” :
¡ การประชุมลับ / เอกสารลับ : คือความลับในเชิง สิทธิการเข้าถึงข้อมูล (Confidentiality) ที่มีผู้ได้รับอนุญาตให้รู้ข้อมูลได้เฉพาะกลุ่มตามชั้นความลับ
¡ การเลือกตั้งโดยวิธีลับ : คือความลับในเชิง การทำลายความเชื่อมโยง (Absolute Anonymity / Zero Knowledge) กล่าวคือ “ต้องไม่มีใครเลยในโลกนี้ที่รู้ได้” ไม่เว้นแม้กระทั่งกรรมการประจำหน่วย หรือองค์กรผู้จัดทำ
ช่องโหว่เชิงเทคนิค : สแกนรหัสใบเดียว ถอดรหัสได้ทั้งกระบวนการ
ข้อเท็จจริงทางเทคนิคที่นำไปสู่การร้องเรียนชี้ให้เห็นว่า หากมีการบันทึกภาพถ่ายหรือคลิปวิดีโอ QR Code/บาร์โค้ดบนตัวบัตรตอนนับคะแนน ข้อมูลตัวเลขรันประจำบัตรดังกล่าวจะสามารถถูกนำไปสืบค้นเปรียบเทียบกับ “หมายเลขเล่มและหมายเลขบัตรบนต้นขั้ว” ซึ่งมีลายมือชื่อหรือลำดับการลงทะเบียนของผู้เลือกตั้งกำกับอยู่ได้ทันที ที่น่ากังวลไปกว่านั้น ในมิติของการควบคุมการซื้อเสียง โดยอำนาจนอกระบบ พรรคการเมืองหรือผู้สมัครไม่จำเป็นต้องเข้าถึงเอกสารของ กกต. ทั้งหมดด้วยซ้ำ เพียงแค่จัดคนมายืนสังเกตการณ์ ลำดับคิวผู้เข้าแถวรับบัตรเรียงตามเวลา หรือบันทึกภาพ/วิดีโอ ขณะผู้ลงคะแนนรับบัตร จากนั้น ขอเพียงมีหัวคะแนนรู้หมายเลขต้นขั้วบัตรเริ่มต้นแค่ใบเดียว ก็จะสามารถนำลำดับตัวเลขบน QR Code จากภาพถ่ายตอนนับคะแนน มาเทียบคำนวณถอดรหัสย้อนหลังได้ทุกใบว่า คนที่เดินเข้าคิวตามลำดับ 1, 2, 3... กาเลือกพรรคใดเบอร์ไหน การลงคะแนนด้วยวิธีลับจึงถูกทำลายลงโดยสิ้นเชิง


ปัญหา 4 ประการที่ กกต. ยากจะปฏิเสธ
แม้ กกต. จะชี้แจงว่า ได้จัดเก็บแยกบัตรเลือกตั้งต้นขั้วบัตร และบัญชีรายชื่อผู้มาใช้สิทธิไว้อย่างเป็นสัดส่วนปลอดภัย จนไม่อาจมีใครนำมาเปรียบเทียบกันได้ก็ตาม แต่ในทางกฎหมายและการปฏิบัติจริงยังคงมีข้อโต้แย้ง 4 ประการ :
1.หลักการความเสี่ยงเชิงระบบ (Systemic Risk) : ในทางนิติรัฐ แม้จะยังไม่มีใครนำข้อมูล 3 ส่วนมาเปรียบเทียบกันจริง แต่หากโดยระบบแล้ว “สามารถทำได้” ก็ถือว่าระบบเลือกตั้งนั้นขาดคุณสมบัติความเป็นลับทันที
2.ความเสี่ยงจากผู้มีอำนาจฉ้อฉล : การเก็บแยกเอกสารไว้ในมือของเจ้าหน้าที่หรือผู้มีอำนาจ ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าผู้มีอำนาจฉ้อฉลจะไม่แอบนำข้อมูลทั้ง 3 ส่วน มาจับคู่ในภายหลัง
3.การถูกแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบ : ผู้ซื้อเสียงสามารถใช้เทคโนโลยีกล้องถ่ายภาพนิ่งและวิดีโอ ประกอบกับการตีกรอบลำดับคิว เพื่อตรวจสอบและควบคุมการลงคะแนนของประชาชนที่รับเงินไปแล้วได้สำเร็จ โดยที่ กกต.ไม่ทราบเรื่อง
4.พฤติกรรมยอมรับโดยปริยาย : ในการเลือกตั้งซ่อมในเขตถัดๆ มา กกต. กลับยกเลิกการพิมพ์ QR Code
และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเท่ากับเป็นการยอมรับในทางอ้อมถึงความเสี่ยงและข้อผิดพลาดของเทคโนโลยีดังกล่าว
บรรทัดฐานประวัติศาสตร์ : คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549
เมื่อเทียบเคียงกับคดีในอดีต ศาลรัฐธรรมนูญเคยมี คำวินิจฉัยที่ 9/2549 กรณีการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ซึ่ง กกต. ในขณะนั้นจัดหันหน้าคูหาเลือกตั้งออกด้านนอก
ในครั้งนั้น ศาลรัฐธรรมนูญวางหลักการสำคัญไว้ว่า “การลงคะแนนโดยลับ มิได้พิจารณาเพียงแค่มีคนเห็นการกาบัตรจริงหรือไม่ แต่หากการจัดวางอุปกรณ์หรือระบบการเลือกตั้งอยู่ในวิสัยที่ผู้อื่นอาจล่วงรู้การลงคะแนนได้ ย่อมเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ” ซึ่งส่งผลให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 เป็น “โมฆะทั้งประเทศ” และต้องจัดเลือกตั้งใหม่
ทางออก 2 ทางในวันที่ 28 กันยายน : บทวิเคราะห์ข้อดี-ข้อเสีย
ในวันที่ 28 กันยายนนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมีแนวโน้มจะไม่ออกมาหน้าใดก็หน้าหนึ่ง ดังนี้ :
แนวทางที่ 1 : “ขัดหลักความลับแต่มิได้เกิดขึ้นจริง - สั่งไม่เป็นโมฆะ”
ศาลอาจวินิจฉัยว่า การพิมพ์ QR Code และบาร์โค้ดทำให้การเลือกตั้งไม่ลับจริง แต่เนื่องจากยังไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีผู้ใดล่วงรู้ข้อมูล และ กกต. ได้แยกเก็บชุดข้อมูลทั้ง 3 ส่วนไว้แล้ว จึงยังไม่มีความจำเป็นต้องสั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ เพียงแต่สั่งห้ามไม่ให้ กกต. พิมพ์รหัสระบุตัวบัตรในลักษณะนี้อีกในอนาคต
● ข้อดี : ประหยัดงบประมาณแผ่นดินและเวลาในการจัดเลือกตั้งใหม่ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงประมาณ 3,000 ล้านบาท ระบบบริหารราชการแผ่นดินดำเนินต่อไปได้ไม่สะดุด
● ข้อเสีย : เกิดคำถามเรื่องบรรทัดฐานทางกฎหมายผู้คิดค้นหรือวางแผนกระบวนการที่ไม่รอบคอบอาจไม่ต้องรับผิดชอบอย่างจริงจัง ทำให้เกิดค่านิยมที่ไม่ดีในอนาคต อีกทั้งรัฐบาลหรือ สส. ที่ได้อำนาจมาจากกระบวนการเลือกตั้งที่มีข้อสงสัย อาจต้องเผชิญกับวิกฤตความชอบธรรมทางการเมืองตลอดการดำรงตำแหน่ง
แนวทางที่ 2 : “ขัดรัฐธรรมนูญเชิงระบบ -สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ”
ศาลอาจวินิจฉัยตามแนวทาง คำวินิจฉัยที่ 9/2549 โดยชี้ว่า การพิมพ์รหัสเปิดช่องให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลและสืบทราบตัวผู้ลงคะแนนได้จริง ทั้งในทางปฏิบัติและการควบคุมลำดับคิว ถือเป็นการทำลายหลักการลงคะแนนโดยลับตามรัฐธรรมนูญอย่างร้ายแรง จึงสั่งให้การเลือกตั้งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นโมฆะ และกำหนดให้จัดเลือกตั้งใหม่
● ข้อดี : เป็นการปกป้องเจตนารมณ์สูงสุดของรัฐธรรมนูญ สร้างบรรทัดฐานที่เข้มงวดว่า “ความลับ
ในการเลือกตั้งจะถูกละเมิดไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยเทคโนโลยีใด” และนำไปสู่การลงโทษผู้เกี่ยวข้อง
● ข้อเสีย : ประเทศอาจต้องสูญเสียงบประมาณ ที่ต้องติดตามเอาผิดจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง อาจเกิดภาวะสุญญากาศทางการเมืองและการบริหารประเทศชั่วคราว ให้ประเด็นว่าใครจะเป็นผู้รักษาการนายกรัฐมนตรี
ไม่ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะออกคำวินิจฉัยไปในแนวทางใด สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ “ผู้ดำริและจัดให้มีการพิมพ์ QR Code และบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ย่อมไม่อาจหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบทางวินัย ทางอาญา รวมถึงความรับผิดทางแพ่งที่อาจต้องชดใช้ค่าเสียหายจากงบประมาณแผ่นดินที่สูญเสียไป หากการเลือกตั้งครั้งนี้ต้องจบลงด้วยการเป็นโมฆะจริง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

