คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

สิทธิในการนับถือศาสนา ต้องมี แต่สิทธิในการแบ่งแยกดินแดน มีไม่ได้
สส.พฤติกรรมถือหางบีอาร์เอ็น ทำตัวเป็นแนวร่วม อาศัยสถานะปลุกปั่นสังคม ไม่เคยประณามความเลวทรามของกลุ่มก่อเหตุร้าย แซะฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่ภาคใต้ สอดแนมข้อมูลลับของฝ่ายความมั่นคงผ่านกมธ. หรือใช้งบ กมธ.ไปดูงานขั้นตอนการต่อสู้เรียกร้องเอกราชถึงต่างประเทศ ปั้นวาทกรรมสวยหรู แต่ไม่ดูข้อมูลความเป็นจริง ฯลฯ
สส.ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ มีอยู่จริง กินเงินภาษีของประชาชนคนไทยอยู่จริงๆ
เช่นเดียวกัน ขบวนการแบ่งแยกดินแดน ก็มีการเคลื่อนไหวในจังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่จริงๆ
1.“สิทธิในการเป็นมุสลิม”กับ “สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครอง”
โฆษก BRN ระบุถึงข้อเสนอ BRN ที่ต้องการให้ BRN เข้ามามีอำนาจปกครองพื้นที่ การมีตำรวจและศาลชารีอะห์สำหรับชาวมุสลิม รวมถึงเสนอช่วงเปลี่ยนผ่าน 5-10 ปีที่ BRN จะเป็นผู้บริหาร ก่อนส่งต่ออำนาจให้ประชาชนเลือกผู้ปกครองตามระบอบประชาธิปไตย ฯลฯ ขณะเดียวกัน โฆษก BRN ยังยืนยันกับ AFP ว่า เป้าหมายเดิมเรื่องเอกราชยังคงอยู่
อาจารย์อาลี เสือสมิง นักวิชาการมุสลิม ระบุว่า
“...คนมุสลิมในประเทศไทยมีสิทธิในการนับถือศาสนาและประกอบศาสนกิจอยู่แล้ว
ดังนั้น ต้องแยกให้ออก ระหว่าง “สิทธิในการเป็นมุสลิม”กับ “สิทธิในการกำหนดรูปแบบการปกครอง”
สองเรื่องนี้ ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน
การมีสิทธิในการนับถือศาสนา ไม่ได้แปลว่าจำเป็นต้องมีเขตปกครองพิเศษ
และการเป็นมุสลิม ก็ไม่ได้หมายความว่าต้องมีการปกครองด้วยระบบศาสนาอิสลามเป็นเงื่อนไขของการดำรงชีวิตในประเทศไทย
ข้อเสนอของ BRN จึงไม่ถูกต้อง และไม่สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการต่อรอง
เพราะท้ายที่สุด ผู้ที่ได้อำนาจจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง อาจไม่ใช่ประชาชนทุกคนในพื้นที่ แต่เป็นเพียงคนบางกลุ่มที่ต้องการมีอำนาจเหนือพื้นที่และผู้คน...” -อาจารย์อาลี เสือสมิง
2. ขบวนการปลุกปั่นแบ่งแยกดินแดน -“ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี”
ล่าสุด สำนักงานศาลยุติธรรม ได้ชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับคดีความมั่นคงที่น่าสนใจ ระบุว่า
“สรุปข้อมูลการดำเนินคดี-คำพิพากษาคดีอั้งยี่ ของผู้เข้าร่วมสมาชิกคณะบุคคล “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” ที่มีการกล่าวหาว่าเชื่อมโยงเหตุการณ์คนร้ายลอบวางระเบิดบริเวณปั๊ม ปตท. อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส
- เมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 เกิดเหตุคนร้ายปกปิดใบหน้าลอบวางระเบิดบริเวณปั๊ม ปตท. อ.ตันหยงมัส จ.นราธิวาส เจ้าพนักงานสืบสวนหาผู้กระทำผิด
- เฉพาะคดีที่มีประเด็นวิพากษ์วิจารณ์ในสื่อสังคมออนไลน์นั้น ในชั้นสอบสวน เจ้าพนักงานเริ่มต้นจากการกล่าวหาว่าจำเลยทั้งสองเข้าร่วมขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานีและอาจจะมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ลอบวางระเบิดเมื่อวันที่ 11 ม.ค. 2569 ดังกล่าว
แต่จากการสอบสวนและรวบรวมพยานหลักฐาน สุดท้าย วันที่ 2 มิ.ย. 2569 พนักงานอัยการสำนักงานคดีอาญา 4 ภาค 9 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายฮัมบาลี อายุ 24 ปี จำเลยที่ 1 และนายฮีกมี อายุ 23 ปี จำเลยที่ 2 ต่อศาลจังหวัดนราธิวาส เฉพาะความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 เพียงข้อหาเดียว
โดยคำฟ้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อประมาณเดือน ก.ค. 2566 วันและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด และเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2566 วัน-เดือนและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด
จำเลยทั้งสองได้บังอาจเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการ และมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมีความมุ่งหมายกระทำการก่อการร้ายด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อแบ่งแยกดินแดนและเพื่อยึดอำนาจปกครองในส่วนจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ออกจากราชอาณาจักรไทยแล้วจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศหรือรัฐใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า “รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม”
ต่อมา วันที่ 11 มี.ค. 2569 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 1 ได้นำส่งพนักงานสอบสวน และวันที่ 24 เม.ย. 2569 เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยที่ 2 ได้นำส่งพนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ
- ศาลจังหวัดนราธิวาส ประทับฟ้องไว้เป็นคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.615/2569
- วันที่ 12 มิ.ย. 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาส นัดสอบคำให้การจำเลยทั้งสอง จำเลยทั้งสองแถลงขอต่อสู้คดีและแถลงขอแต่งตั้งทนายความเอง ศาลนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิ สอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยาน ในวันที่ 21 ก.ค. 2569 เวลา 09.30 น.
- ต่อมาวันที่ 21 ก.ค. 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาสออกนั่งพิจารณาในวันนัดพร้อมเพื่อคุ้มครองสิทธิฯ ซึ่งอัยการโจทก์ จำเลยทั้งสองและทนายความจำเลยทั้งสองมาศาล โดยศาลอ่านและอธิบายฟ้องรวมทั้งแจ้งสิทธิหน้าที่ต่างๆ ตามกฎหมาย ขั้นตอนการดำเนินคดีของศาลและพยานหลักฐานซึ่งเป็นเอกสารในสำนวนคดีและที่โจทก์จะอ้างส่งศาลเป็นพยานหลักฐาน ตลอดจนผลดีและผลเสียในการดำเนินคดีให้จำเลยทั้งสองฟังต่อหน้าทนายความจำเลยทั้งสอง จนจำเลยทั้งสองเข้าใจดีแล้ว จำเลยทั้งสองแถลงขอให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลได้บันทึกคำให้การจำเลยทั้งสองไว้
- โดยในวันนัดดังกล่าว อัยการโจทก์ และจำเลยทั้งสอง แถลงไม่ติดใจสืบพยานคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา ขณะที่จำเลยทั้งสองและทนายจำเลยทั้งสองแถลงร่วมกันว่าขอให้ศาลมีคำสั่งให้สืบเสาะจำเลยทั้งสองก่อนอ่านคำพิพากษา จึงขอเลื่อนคดีออกไปสักนัดหนึ่งศาลสอบถามโจทก์แล้วแถลงไม่ค้าน
- ศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า กรณีมีเหตุอันสมควร เพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรมจึงเห็นควรให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะและพินิจก่อนอ่านคำพิพากษา จึงให้นัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 ก.ย. 2569 เวลา 09.30 น.
- ต่อมาวันที่ 16 ก.ย. 2569 ศาลจังหวัดนราธิวาสอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังสรุปว่า โจทก์ฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ
ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อประมาณเดือน ก.ค. 2566 วันและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลากลางวันต่อเนื่องกันวันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 1 และเมื่อประมาณต้นปี 2566 วันเดือนและเวลาใดไม่ปรากฏชัด จนถึงวันที่ 8 ม.ค. 2569 เวลากลางวันต่อเนื่องกัน วันเวลาใดไม่ปรากฏชัด จำเลยที่ 2 ต่างเข้าร่วมเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งใช้ชื่อว่า “ขบวนการกู้ชาติรัฐปัตตานี” อันเป็นคณะบุคคลซึ่งปกปิดวีธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย โดยมีความมุ่งหมายเพื่อแบ่งแยกดินแดนและเพื่อยึดอำนาจปกครองในส่วนจังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส และบางอำเภอของจังหวัดสงขลา อันเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักรไทย ออกจากราชอาณาจักรไทย แล้วจัดตั้งขึ้นเป็นประเทศหรือรัฐใหม่ที่มีอำนาจอธิปไตยเป็นของตนเอง เรียกว่า “รัฐปัตตานีหรือปัตตานีดารุลสลาม” อันเป็นคณะบุคคลที่ปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย เหตุเกิดที่ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส
จึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 209 วรรคหนึ่ง จำคุกคนละ 1 ปี จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 6 เดือน พิเคราะห์รายงานการสืบเสาะและพินิจจำเลยประกอบกับพฤติการณ์การกระทำผิดแล้ว ยังไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ
- ซึ่งจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ โดยศาลอุทธรณ์ภาค 9 มีคำสั่งว่า จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพ แต่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยทั้งสองไม่สูงมากนัก ดังนั้น หากจำเลยทั้งสองยินยอมให้ใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถใช้ในการตรวจสอบหรือจำกัดการเดินทาง (EM) ก็อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว มิฉะนั้นให้ยกคำร้อง ตีราคาประกันคนละ 150,000 บาท ร่วมกับการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ต่อมาจำเลยทั้งสองทำสัญญาประกันและติด EM ตามคำสั่งศาลอุทธรณ์ภาค 9 และได้รับการปล่อยตัวระหว่างอุทธรณ์แล้ว
- อนึ่ง มาตรา 209 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ผู้ใดเป็นสมาชิกของคณะบุคคลซึ่งปกปิดวิธีดำเนินการและมีความมุ่งหมายเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมาย ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นอั้งยี่ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนสี่หมื่นบาท”
3. ขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ของไทย
สถาบันพระปกเกล้า เคยนำเสนอบทความ โดย วราภรณ์ วิชญรัฐ ฉายภาพขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ เนื้อหาน่าสนใจ บางส่วนยังเป็นเช่นนั้นในปัจจุบัน ดังนี้
“..ขบวนการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ อาจจัดได้เป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มผู้นำศาสนา กลุ่มสามัญชนติดอาวุธ ทุกกลุ่มมีเป้าหมายประกาศเอกราชจากรัฐบาลไทย แต่อุดมการณ์และวิธีการของแต่ละกลุ่มแตกต่างกันไป
... มีการวิเคราะห์ว่าขบวนการก่อการร้ายในภาคใต้ มีความเชื่อมโยงกับขบวนการเจไอ (Jamaah Isalamiyah-ญามาอะห์ อิสลามมิยะห์)
....แหล่งรายได้ของเจไอ มีอยู่ 5 ทาง ได้แก่ 1. การถือเงินสดไปมอบให้โดยตรง .. 2. การบริจาคเพื่อศาสนาที่เรียกว่าซะกาด ... ฯลฯ
…ขบวนการแบ่งแยกดินแดนเดิมยังคงเคลื่อนไหวอยู่อย่างเข้มข้นในยุทธวิธีแปลกใหม่ คือ ฝ่ายปฏิบัติการมีกองกำลังขนาดเล็กลงเป็นหน่วยย่อย (cell) กระจายตัวแฝงอยู่ในพื้นที่ชายแดน มุ่งเคลื่อนไหวในสถานศึกษาและศาสนสถานบางแห่ง มีการเรียนรู้วิธีการจุดระเบิดโทรศัพท์ ระเบิดในรถยนต์และจักรยานยนต์ รวมทั้งการฝังระเบิดไว้ตามถนนและล่อลวงให้ประชาชนหรือเจ้าหน้าที่ผ่านแล้วจุดชนวนระเบิด รวมทั้งเป้าหมายของขบวนการก่อการร้ายนี้ก็ไม่ได้มุ่งเพียงทำร้ายเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ต้องการสร้างความปั่นป่วนและทำลายล้างในระดับที่กว้างขวางกว่านั้น รวมทั้งการเผยแพร่อุดมการณ์ สร้างแนวร่วมกับประชาชนที่ขยายวงกว้างมากขึ้นในปัจจุบัน
นอกจากนี้ การนำหลักศาสนาอิสลามมาสอนและบางประการบิดเบือนไปจากคำสอนที่ถูกต้องในขบวนการก่อการร้าย ทำให้ผู้ร่วมปฏิบัติการเข้าใจว่าการแบ่งแยกดินแดนเป็นการทำตามศาสนาหรือญิฮาด เหมือนกับการลุกฮือขึ้นต่อสู้ของกลุ่มมุสลิมติดอาวุธในลักษณะของการพลีชีพ
เอกสารปลุกระดมชื่อ “การต่อสู้ที่ปัตตานี” ยึดได้จากมัสยิดกรือเซะ ปัตตานี เมื่อ 28 เมษายน พ.ศ. 2547 มีใจความส่วนใหญ่กล่าวถึงสงครามสมัยศาสดามุฮัมหมัด โดยมีความพยายามแบ่งคนในภาคใต้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้เห็นด้วยกับการแบ่งแยกดินแดน ถือเป็นผู้ศรัทธาแท้จริง กลุ่มที่สองคือคนทรยศเพราะไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ กลุ่มที่สาม คนนอกศาสนาอิสลาม ซึ่งหน้าที่ของคนกลุ่มแรกคือต้องกำจัดบุคคลกลุ่มที่สองและสาม
เอกสารนี้ระบุต่อไปว่าเมื่อแบ่งแยกดินแดนสำเร็จ ต่อมาสถาปนาราชวงศ์กลันตันเป็นผู้ปกครองสูงสุดโดยยึดหลักของศาสนาอิสลามนิกายสุหนี่ สำนักคิดซาฟีอี นอกจากนี้ยังมีสภาสูงสุด มาจากนักวิชาการมุสลิมและตัวแทนสาขาอาชีพต่างๆ รวมทั้งมีการเลือกตั้งสภาประชาชนขึ้นมาบริหารประเทศภายใต้กฎหมายอิสลามอีกด้วย ข้อความดังกล่าวในเอกสารนี้บ่งบอกชัดเจนว่าเป้าหมายการทำลายล้างคืออะไร
...ขบวนการก่อการร้ายในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ยังคงก่อการจนปัจจุบันและยังไม่มีท่าทีสงบลงได้ง่าย ทั้งยังมีการพัฒนาวิธีการใหม่ๆ และขยายขอบข่ายการทำลายล้างกว้างขวางยิ่งขึ้นโดยไม่เลือกเป้าหมายแน่ชัด หมายถึงแม้แต่ชาวบ้านหรือผู้ไม่เกี่ยวข้องก็อาจกลายเป็นเหยื่อได้ อาจเป็นเพราะแรงสนับสนุนจากเครือข่ายหลายขบวนการที่ยังคงมีแรงส่งอยู่ รวมทั้งการเกิดเหตุการณ์มาเป็นระยะๆ เป็นเวลาหลายปีจนสามารถปลูกฝังอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดนให้แก่ชาวบ้านได้ไม่น้อย ตลอดจนการต่อสู้ทางอุดมการณ์และประวัติศาสตร์ที่ฝังลึกมานานที่ทำให้เหตุการณ์บานปลายออกไปเรื่อยๆ...”
สรุป - ถึงวันนี้ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และเจตจำนงของคนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ล้วนยืนยันว่า “สิทธิในการนับถือศาสนา ต้องมี แต่สิทธิในการแบ่งแยกดินแดน มีไม่ได้”
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

