คอลัมน์ : Change with คิด&ทำ

หัวใจของการทำบุญ ตามแนวทางของพระพุทธเจ้า
•หัวใจของการทำบุญตามแบบอย่างที่พระพุทธองค์ทรงวางรากฐานไว้หลังการตรัสรู้
ไม่ใช่การมุ่งหวังลาภยศหรือภพภูมิที่ดีในชาติหน้า
หากแต่คือการเสียสละเพื่อชำระกิเลสในจิตใจ
และลงมือปฏิบัติเพื่อชี้ทางพ้นทุกข์แก่สรรพสัตว์
พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญ “มหาบุญ” ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ
ผ่านการอุทิศพระวรกายเผยแผ่ธรรมตลอดพระชนม์ชีพ
เพื่อให้เวไนยสัตว์เกิดดวงตาเห็นธรรม เข้าใจที่มาแห่งทุกข์และสุขอย่างถ่องแท้
แล้วนำไปปรับใช้ปลดเปลื้องภาระทางใจในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้อย่างยั่งยืน
• สิ่งที่พระพุทธเจ้าทรงพิจารณาและปฏิบัติหลังตรัสรู้
1.ทบทวนพระธรรมและสัจธรรม:
ภายหลังตรัสรู้ใต้ร่มพระศรีมหาโพธิ์ ทรงเสวยวิมุตติสุขและพิจารณาปฏิจจสมุปบาท
ทั้งสายเกิด (อนุโลม) และสายดับ (ปฏิโลม)
เพื่อทบทวนกระบวนการแห่งเหตุและผลที่ทำให้สัตว์โลกเวียนว่ายตายเกิด
2.การตัดสินใจประกาศพระสัจธรรม:
แม้ทรงดำริในเบื้องแรกว่าธรรมที่ตรัสรู้นั้นละเอียดลึกซึ้ง
ยากที่ปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลสจะเข้าใจ
แต่เมื่อท้าวสหัมบดีพรหมอาราธนา
พระองค์ทรงพิจารณาสัตว์โลกเปรียบดั่งบัวสี่เหล่า
ทรงเห็นว่ายังมีผู้มีกิเลสเบาบาง (อุคฆติตัญญูและวิปจิตัญญู) ที่พร้อมรู้แจ้งตาม
จึงตัดสินพระทัยเปิดประตูอมตธรรม
3.จาริกเทศนาโปรดเวไนยสัตว์:
ทรงแสดงปฐมเทศนา “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” โปรดปัญจวัคคีย์
จนพระอัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม
จากนั้นทรงจาริกเผยแผ่ศาสนาด้วยพระบาทเปล่ายาวนานถึง 45 พรรษา
มุ่งสอนให้ผู้ฟังพึ่งพาตนเองและมีธรรมเป็นเกาะกำบัง
• แก่นแท้ของการทำบุญใหญ่: จากพิธีกรรมสู่การปฏิบัติบูชา
1. การให้ธรรมทาน:
พระพุทธองค์ตรัสว่า “สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ” (การให้ธรรมะ ชนะการให้ทั้งปวง)
เพราะวัตถุทานช่วยดับความหิวโหยได้ชั่วคราว
แต่ธรรมทานช่วยดับกิเลสและความทุกข์ใจได้อย่างถาวร
2.การเปลี่ยนผ่านสู่การปฏิบัติจริง:
บุญแท้จริงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพิธีกรรม
แต่คือการเจริญ “ไตรสิกขา” (ศีล สมาธิ ปัญญา) ในการดำเนินชีวิตและการทำงาน
การทำงานด้วยความซื่อสัตย์ มีสติรับมือแรงกดดัน และมีเมตตาต่อผู้ร่วมงาน
ถือเป็นการปฏิบัติบูชาอันเป็นบุญสูงสุด
3.การละวางสมุทัยเพื่อเข้าถึงนิโรธ:
คือการรู้เท่าทันตัณหาและความยึดมั่นถือมั่นอันเป็นต้นตอแห่งทุกข์
เมื่อใช้ปัญญาคลายความยึดติด ย่อมนำมาซึ่งความสงบเย็น (นิพพานชิมลอง) ในปัจจุบันขณะ
• การจัดลำดับการทำบุญ (ทานมัย) ตามหลักพุทธธรรม
การจำแนกอานิสงส์ของทานตามพุทธพจน์ ไม่ได้ตัดสินจากมูลค่าทรัพย์สิน
แต่พิจารณาจาก “ความบริสุทธิ์ของเจตนา (กาลบริสุทธิ์ 3 กาล)”,
“คุณธรรมของผู้รับ” และ
“ประโยชน์สุขระยะยาวต่อการดับกิเลส”
เรียงลำดับจากบุญใหญ่ที่สุดลงมา ดังนี้
1.การให้ธรรมทาน (การให้ปัญญาและความจริง):
มีอานิสงส์สูงสุดเหนือทานทั้งปวง
เพราะช่วยชี้ทางสว่าง ถอดถอนอวิชชา ความหลงผิด และมิจฉาทิฏฐิ
การสอนวิธีคิดที่ถูกต้อง การให้คำปรึกษาด้วยธรรม หรือ
ส่งต่อความรู้ที่ช่วยปลดล็อกความทุกข์ ช่วยให้ผู้รับพึ่งพาตนเอง
รอดพ้นจากภัยในสังสารวัฏ และสร้างประโยชน์ต่อสังคมได้ไม่สิ้นสุด
2.การให้อภัยทาน (การสละความโกรธและพยาบาท):
เป็นบุญละเอียดที่ทำได้ยากยิ่ง
เพราะต้องอาศัยการสละอัตตาตัวตนอย่างสูง
การไม่ผูกเวรและแผ่เมตตาจิตแก่ผู้ล่วงเกิน
ช่วยดับไฟโทสะในใจทันที ตัดวงจรกรรมไม่ให้ยืดเยื้อ
สร้างสันติสุขทั้งภายในและภายนอก
นำจิตสู่ความผ่องใสพร้อมต่อการภาวนาขั้นสูง
3.การให้วัตถุทานแก่ผู้ทรงศีล / สังฆทาน (ทานเพื่อสืบทอดศาสนา):
การถวายปัจจัยสี่แด่พระสงฆ์ หรือถวายแบบ “สังฆทาน”
(มุ่งตรงต่อสงฆ์หมู่ใหญ่โดยไม่เจาะจงรูปใดรูปหนึ่ง)
มีอานิสงส์ไพศาล เพราะเป็นการอุปถัมภ์ผู้ทรงศีลให้มีกำลังศึกษาปฏิบัติธรรม
ทำหน้าที่เป็นเนื้อนาบุญและสืบทอดพระธรรมคำสอน
ดั่งการรดน้ำลงที่ต้นธารปัญญาของสังคม
4.การให้วัตถุทานแก่ผู้ยากไร้และสรรพสัตว์ (การสงเคราะห์โลก):
การบริจาคทรัพย์ อาหาร สิ่งของ หรือไถ่ชีวิตสัตว์ เพื่อบรรเทาทุกข์ทางกายภาพ
ช่วยลดความตระหนี่ในใจและปลุกจิตสำนึกแห่งความกรุณา
จำแนกการปฏิบัติได้ 2 ทาง:
(1)การช่วยเหลือโดยตรง:
มอบแก่ผู้เดือดร้อนด้วยตนเอง ทำให้เห็นความจริงเกิดความร่วมรู้สึก
และสัมผัสความสุขใจจากการคลายทุกข์ของผู้รับได้ทันที
(2)การช่วยเหลือโดยอ้อม:
บริจาคผ่านองค์กร มูลนิธิ หรือกลุ่มจิตอาสา
ช่วยกระจายความช่วยเหลือสู่พื้นที่ห่างไกลหรือยามวิกฤตได้อย่างเป็นระบบและตรงจุด
• การทำบุญตามแนวทางของพระพุทธองค์
จึงเป็นการเชื่อมโยงตั้งแต่ระดับพื้นฐานสู่ระดับสูงสุด
เริ่มจากการสละวัตถุเพื่อขัดเกลาความโลภ
ยกระดับด้วยการให้อภัยเพื่อดับความโกรธ และ
สูงสุดด้วยการให้ธรรมะเพื่อถอนความหลง
นำพาชีวิตไปสู่ความสุขที่แท้จริงคือความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง
ชัยวัฒน์ สุรวิชัย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

