คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

ควบรวม ‘อสมท - ไทยพีบีเอส’ กับการยุติบทบาทสื่อพาณิชย์ของรัฐ
ข่าวแนวคิดการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และ ไทยพีบีเอส (ส.ส.ท.) ถูกยกขึ้นมาพูดถึงในฐานะทางออกในการแก้ปัญหาขาดทุนเรื้อรังของ อสมท แม้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะออกมาปฏิเสธประเด็นข่าวดังกล่าว ซึ่งสร้างความกังวลให้กับฝ่ายต่างๆ ไปมากแล้ว จึงจำเป็นต้องวิเคราะห์เจาะลึกแนวคิดและผลกระทบ เพื่อสนับสนุนว่าที่รัฐบาลอ้างไม่เคยคิดจะควบรวมนั้นถูกต้องแล้ว
โดยเฉพาะเมื่อพิเคราะห์ลงลึกถึงบทบาทและโครงสร้างทางกฎหมาย จะพบว่าแนวคิดนี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางปรัชญาสื่ออย่างรุนแรง
1.“สื่อสาธารณะ” คืออะไร และทำไมต้องแตกต่างจากสื่อทั่วไป?
เพื่อเข้าใจความยากของการควบรวม ต้องแยกแยะโมเดลขององค์กรสื่อทั้งสองฝ่ายก่อน :
● สื่อเอกชน และ อสมท (สื่อพาณิชย์/สื่อรัฐ) : อสมท แม้จะมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ แต่ดำเนินงาน
ในรูปแบบ บริษัทมหาชนจำกัด มุ่งเน้นการหารายได้จากค่าโฆษณาและสปอนเซอร์ มีเป้าหมายในการทำกำไรเพื่อส่งรายได้เข้ากระทรวงการคลังและปันผลให้ผู้ถือหุ้น รายการจึงต้องเน้นเรตติ้งและเนื้อหาตามกระแสตลาด
● ไทยพีบีเอส (สื่อสาธารณะ) : จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ. ไทยพีบีเอส พ.ศ. 2551 มีสถานะเป็นองค์กรของรัฐ
ที่ไม่ใช่ส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ ไม่แสวงหากำไร และห้ามมีโฆษณาเชิงพาณิชย์ โมเดลนี้ถอดแบบมาจากสื่อสาธารณะระดับโลกอย่าง BBC (สหราชอาณาจักร) หรือ PBS (สหรัฐอเมริกา)

ทำไมประเทศต้องมี “สื่อสาธารณะ” ที่เป็นอิสระ?
1.ปลอดจากการครอบงำของสปอนเซอร์ : สื่อพาณิชย์มักไม่สามารถทำข่าวตรวจสอบกลุ่มทุนที่เป็น
ผู้สนับสนุนหลักได้ สื่อสาธารณะจึงทำหน้าที่นำเสนอข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่ต้องเกรงใจสปอนเซอร์
2.ปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง : ไทยพีบีเอสได้รับเงินบำรุงจากภาษีสรรพสามิต (สุราและยาสูบ) โดยตรงในวงเงินจัดสรรเฉพาะ ทำให้ไม่ต้องคอยประจบรัฐบาลเพื่อขออนุมัติงบประมาณประจำปี
3.ทำหน้าที่ในจุดที่ตลาดไม่ทำ (Market Failure) : นำเสนอรายการเชิงสารคดี ข่าวสืบสวนสอบสวน รายการ
เด็ก วัฒนธรรม หรือประเด็นชนกลุ่มน้อย ซึ่งสื่อเชิงพาณิชย์มองว่า “ขายโฆษณาไม่ได้”
2.ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาหากมีการควบรวม
หากรัฐบาลพยายามผลักดันการควบรวม จะต้องชนกับกำแพงใหญ่ 3 ด้าน :
1.ข้อจำกัดทางกฎหมายระดับ พ.ร.บ. : ไทยพีบีเอส จัดตั้งด้วย พ.ร.บ. เฉพาะ หากจะรวมกับบริษัทมหาชนอย่าง อสมท ต้องยกเลิกหรือแก้ไขกฎหมายในสภา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และใช้เวลานาน
2.ความย้อนแย้งทางการเงิน : การนำเงินภาษีสรรพสามิตที่มีเป้าหมายเพื่อ “สื่อสาธารณะ” ไปใช้อุ้มหรือชดเชยการขาดทุนของ “บริษัทมหาชน” เป็นการผิดวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอย่างร้ายแรง
3.สิทธิและใบอนุญาตใช้คลื่นความถี่ : ใบอนุญาตจัดวิทยุและทีวีดิจิทัลจาก กสทช. มีเงื่อนไขการถือครอง
ที่แยกประเภทชัดเจนระหว่างสื่อสาธารณะและสื่อพาณิชย์
3. ผลกระทบและปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับแต่ละองค์กร

ปัญหาที่จะเกิดกับ “ไทยพีบีเอส”
● การสูญเสียความเป็นอิสระ (Editorial Independence) : เมื่อเข้าไปผูกกับรัฐวิสาหกิจภายใต้การกำกับของกระทรวงการคลัง จะเปิดช่องให้ฝ่ายการเมืองเข้าแทรกแซงวาระข่าวสารได้ง่ายขึ้น
● วิกฤตความน่าเชื่อถือ : ประชาชนจะตั้งคำถามทันทีว่า ไทยพีบีเอส ยังคงทำหน้าที่เพื่อประโยชน์สาธารณะจริง หรือกำลังกลายเป็นสื่อรัฐบาลเพื่อหาเงิน
● ภาระงบประมาณ : งบประมาณพัฒนาสื่อสาธารณะจะถูกเบี่ยงเบนไปแบกรับภาระขาดทุนสะสมและค่าใช้จ่ายบุคลากรของ อสมท
ปัญหาที่จะเกิดกับ “อสมท”
● ต้องออกจากตลาดหลักทรัพย์ (Delisting) : สื่อสาธารณะไม่สามารถมีผู้ถือหุ้นรายย่อยได้ รัฐต้องใช้เงินมหาศาลในการซื้อหุ้นคืนจากเอกชน
● พนักงานเผชิญการเลิกจ้าง (Layoff) : โครงสร้างที่ซ้ำซ้อนจะบีบให้ต้องลดจำนวนพนักงาน อสมท
ลงอย่างมาก และเกิดความขัดแย้งเรื่องสวัสดิการพนักงานรัฐวิสาหกิจเดิม
● ข้อจำกัดในการสร้างรายได้ : สินทรัพย์สำคัญอย่างที่ดินพระราม 9 จะไม่สามารถนำไปพัฒนาเชิงพาณิชย์เพื่อทำกำไรสูงสุดได้เหมือนเดิม
4.ควบรวมไม่ใช่ทางออก : ถึงเวลาที่รัฐต้องถอยจากการทำสื่อ?
การฟื้นฟู อสมท แบบ “การบินไทย” เป็นไปได้ยากมาก เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปเสพสื่อออนไลน์ และเม็ดเงินโฆษณาในทีวีดิจิทัลลดลงอย่างถาวร (Structural Decline) คำถามสำคัญคือ “ในยุคที่ทุกคนมีสมาร์ทโฟนและข่าวสารล้นทะลัก รัฐยังจำเป็นต้องถือครองสถานีทีวีและวิทยุพาณิชย์ไว้อยู่อีกหรือ?”
แนวทางการพัฒนาและทางออกของ อสมท
1.แปรรูปสินทรัพย์สู่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (Property Transformation) : จุดแข็งที่เหลืออยู่
ของ อสมท ไม่ใช่ธุรกิจสื่อ แต่คือ ที่ดินผืนใหญ่ย่านพระราม 9 อสมท ควรปรับบทบาทจากการเป็น
“ผู้ผลิตสื่อ” ไปเป็น “ผู้บริหารสินทรัพย์” (Asset Management) พัฒนาที่ดินเป็น Mixed-use หรือ
ศูนย์นวัตกรรม เพื่อสร้างรายได้ประจำ (Passive Income)
2.ปรับลดขนาดองค์กรและกระจายคลื่นความถี่ (Downsizing & Privatization) : คืนคลื่นความถี่วิทยุและทีวีดิจิทัลที่ไม่ทำกำไรกลับให้ กสทช. เพื่อนำไปประมูลหรือจัดสรรใหม่ แล้วผันตัวไปทำเฉพาะ Content Provider ขนาดเล็กบนแพลตฟอร์มดิจิทัล
3.ยุติบทบาทสื่อพาณิชย์ของรัฐ (Exit Strategy) : หาก อสมท ไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ รัฐควรพิจารณาขายหุ้นที่ถืออยู่ให้เอกชน หรือทยอยคืนใบอนุญาต แล้วปิดฉากการเป็นสื่อพาณิชย์ของรัฐ ปล่อยให้กลไกตลาดเอกชนทำงาน ส่วนบทบาทด้านข้อมูลข่าวสารเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้เป็นหน้าที่ของ ไทยพีบีเอส ต่อไป
4.กสทช.ต้องรีบกำหนดแผนแม่บท : การออกใบอนุญาตเพื่อใช้สำหรับทีวีและวิทยุ หลังหมดสัมปทานในปี 2572 ให้เหมาะสม ในสภาวะการที่สื่อดิจิทัลแพร่หลายแข่งขัน ทุกคนเป็นสื่อได้ สื่อของรัฐทุกประเภท (อสมท และ NBT) ยังมีความจำเป็นหรือคุ้มค่ามากน้อยแค่ไหน? (แต่ที่สำคัญกสทช. โดยเฉพาะอดีตประธานกสทช.ต้องมีความละอายและไม่คิดแต่ประโยชน์ส่วนตน เมื่อตนมีปัญหาไม่สามารถทำงานต่อได้ ก็ให้คณะกรรมการกสทช. ที่เหลืออยู่ประชุมเพื่อวางแผนรับมือในเรื่องนี้ต่อไป)
จึงเห็นด้วยกับรัฐมนตรีที่ออกมาปฏิเสธข่าวนี้ เพราะหากรัฐบาลต้องการจะแก้ไขปัญหาของ อสมท ก็ไม่ควรสร้างปัญหาให้ไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นสื่อคนละประเภทกัน ธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตที่ต่างสายพันธุ์กันน่าจะผสมพันธุ์กันได้ยากลำบาก การดัดแปลงสายพันธุ์เพื่อผสมกัน อาจเป็นการผสมจุดด้อยเข้าด้วยกันก็เป็นได้
เมื่อบริบทและเงื่อนไขของสังคมเปลี่ยนไป อสมท.และสื่อของรัฐ ย่อมต้องเปลี่ยนไปตามหลัก อนิจจัง
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

