คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

รมต.โกงพ้นคุก นายกฯ หนีคุก ภาระหนี้จำนำข้าว ยังถ่วงประเทศ
เป็นอันว่า ศาลปกครองสูงสุด ตีตกคำร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ คดีชดใช้ค่าเสียหาย “จำนำข้าว”หมื่นล้านบาท โดยชี้ว่าไม่มีพยานหลักฐานใหม่
1. เมื่อวันที่ 23 ก.ย. ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่งที่ 1011/2569
กรณียิ่งลักษณ์ ชินวัตร กับคู่สมรส ยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีใหม่ ในคดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโครงการรับจำนำข้าวเปลือก จำนวน 10,028,861,880.83 บาท
ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองกลางที่ไม่รับคำขอของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา เนื่องจากศาลฯเห็นว่า ไม่มีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้น เปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ
กรณีนี้ สืบเนื่องมาจากศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อผ.160-163/2568 ซึ่งอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ฟ้องขอเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ตุลาคม 2559 ที่กำหนดให้ตนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจำนำข้าวฯ และศาลปกครองสูงสุดพิพากษาเพิกถอนคำสั่งดังกล่าวในส่วนที่ให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์รับผิดเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท
ครั้งนี้ ศาลปกครองสูงสุดพิเคราะห์ว่า หนังสือกระทรวงพาณิชย์ ด่วนที่สุด ที่ พณ 0302.3/781 ลงวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อ้างว่าเป็นพยานหลักฐานใหม่นั้น เมื่อพิจารณาเนื้อหาข้อความของหนังสือกระทรวงพาณิชย์ดังกล่าวแล้ว พบว่า มิใช่พยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองสูงสุดรับฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542
ส่วนประเด็นที่อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์อ้างว่า ศาลปกครองสูงสุดพิจารณากำหนดสัดส่วนความรับผิดให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจำนวนร้อยละ 50 โดยคิดจากฐานความเสียหายตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ ลับ ที่ 453/2559 ลงวันที่ 19 กันยายน 2559 ซึ่งยิ่งลักษณ์ไม่ได้อยู่ในบังคับของคำสั่งดังกล่าว และกรณีที่อ้างว่าศาลปกครองสูงสุดนำข้อเท็จจริง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขแดงที่ อม.178/2560 และ อม.179/2560 และคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (ชั้นวินิจฉัยอุทธรณ์) คดีหมายเลขแดงที่ อม.อธ. 2-3/2562 ลงวันที่ 6 กันยายน 2562 ซึ่งยิ่งลักษณ์มิใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว และเป็นข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นภายหลังจากที่กระทรวงการคลังออกคำสั่งให้ผู้ฟ้องคดีที่ 1 รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน นั้น
ศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า โครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึงปีการผลิต 2556/57 มีกรณีการทุจริตเกิดขึ้นในขั้นตอนอันได้แก่ การตรวจสอบคุณสมบัติและการรับรองเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการ การนำข้าวไปจำนำ การเก็บรักษาข้าวเปลือกในโรงสีและโกดังกลาง การสวมสิทธิชาวนา การนำข้าวจากต่างประเทศมาสวมสิทธิ การระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ดังนั้น ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี ตั้งแต่ปีการผลิต 2555/56 จนถึงปีการผลิต 2556/57 จึงครอบคลุมถึงความเสียหายทั้งหมด ซึ่งรวมถึงขั้นตอนการรับจำนำข้าวเปลือกและขั้นตอนการระบายข้าว แบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ด้วย

ศาลปกครองสูงสุดได้ใช้ดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานต่างๆ อันเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเสียหายในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่ปรากฏอยู่ในสำนวนคดี ทั้งในชั้นการพิจารณาของศาลปกครองชั้นต้นและศาลปกครองสูงสุด ซึ่งประกอบด้วยคำคู่ความที่คู่กรณีได้ยื่นต่อศาลแล้ว
ข้อกล่าวอ้างดังกล่าว มีลักษณะเป็นการโต้แย้งการใช้ดุลพินิจของศาลปกครองสูงสุดในการพิจารณาพิพากษาหรือวินิจฉัยชี้ขาดคดีเท่านั้น มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทำให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ หรือมีข้อบกพร่องสำคัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทำให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม
จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75 วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคำสั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คำร้องอุทธรณ์คำสั่งของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ฟังไม่ขึ้น
ด้วยเหตุนี้ การที่ศาลปกครองชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับคำขอให้พิจารณาคดีใหม่ของผู้ฟ้องคดีที่ 1 ไว้พิจารณา นั้น ศาลปกครองสูงสุดเห็นพ้องด้วย จึงมีคำสั่งยืนตามคำสั่งของศาลปกครองชั้นต้น
2. อีกด้านหนึ่ง ปัจจุบัน ภาระหนี้จากโครงการจำนำข้าวยังปรากฏในบัญชีของภาครัฐ
เอกสารงบประมาณปี 2569 ระบุแผนตั้งงบชำระหนี้ให้ ธ.ก.ส. ในช่วงปี 2568–2572 รวม 136,532.90 ล้านบาท
โดยงบประมาณปี 2569 ตั้งไว้ 27,935.83 ล้านบาท
ตอกย้ำว่า โครงการโคตรโกงจำนำข้าว ยังทิ้งภาระหนี้สินให้รัฐบาลต้องตามล้างตามเช็ดต่อไป
แทนที่จะได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินปีละเกือบ 3 หมื่นล้านบาท นำไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนหรือชาวนาในด้านที่เกิดประโยชน์ แต่รัฐบาลยังต้องตั้งงบใช้หนี้ต่อไปอีกหลายปี

3. ขณะนี้ อดีตรัฐมนตรีที่ติดคุกจากคดีทุจริตข้าวจีทูจี ก็ออกจากคุกมาหมดแล้ว
เสี่ยเปี๋ยง พ่อค้าข้าวที่ร่วมโกงข้าวจีทูจี ก็ได้ออกจากคุกมาแล้วเช่นกัน (อ้างว่าป่วยหนัก)
ขณะที่อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ผู้นำรัฐบาลที่ทำโครงการนี้ แล้วละเลยการปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยับยั้งการทุจริตในการขายข้าวจีทูจี 4 สัญญาที่ทุจริตนั้น ก็ต้องคำพิพากษาจำคุก 5 ปี และยังหนีคดีอยู่จนบัดนี้
ผลกรรมของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ จากการละเว้น ปล่อยปละละเลย เพิกเฉย ไม่ใช้อำนาจหน้าที่ในการติดตามแก้ไขการทุจริตในโครงการจำนำข้าว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยทุจริต ยังทำให้ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 10,028 ล้านบาท แก่กระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาชี้ขาดของศาลปกครองสูงสุดด้วย
ค่าเสียหายจากโครงการจำนำข้าว จำนวน 10,028 ล้านบาทนั้น อันที่จริง น้อยกว่าคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 สั่งให้นางสาวยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717 ล้านบาท
เป็นเพราะศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์สมควรจ่ายชดใช้เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 4 สัญญาในยุคยิ่งลักษณ์เท่านั้น และให้รับผิดชอบเพียง 50% ของมูลค่าความเสียหายเท่านั้น จึงคิดเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท
ที่ก่อนหน้านี้ ฝ่ายยิ่งลักษณ์พยายามอ้างว่า ยังมีข้าวในโกดัง ขายได้เงินกลับคืนมา หรือยกเอาข้าวที่ระบายล่าสุดในยุครัฐมนตรีภูมิธรรมมาอ้างว่าขายได้ราคาดี ฯลฯ ล้วนเป็นการตะแบงตบตาคนที่ไม่รู้เรื่องเท่านั้นเอง เพราะศาลปกครองสูงสุดให้ยิ่งลักษณ์ร่วมชดใช้ค่าเสียหายจากการขายข้าวจีทูจี 4 สัญญา ที่ทำในสมัยยิ่งลักษณ์เท่านั้น ไม่ได้ให้ยิ่งลักษณ์รับผิดชอบค่าเสียหายจากการขายข้าวลอตอื่นๆ เลย และยังไม่ได้ให้ร่วมรับผิดชอบความเสียหายมหาศาลของจำนำข้าวทั้งโครงการด้วยซ้ำไป
อันที่จริง ค่าเสียหาย จากการระบายข้าวด้วยวิธีขายแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ตามสัญญาทั้ง 4 ฉบับ มีความเสียหาย จำนวน 20,057,723,761.66 บาท
โดยข้อเท็จจริงรับฟังได้ตามคําพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หมายเลขแดงที่ อม.211/2560 ว่า ผู้ฟ้องคดีที่ 1 ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีพฤติการณ์ในการละเว้นหน้าที่ตามกฎหมาย ส่อแสดงออกโดยชัดแจ้งอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ กับพวก แสวงหาประโยชน์จากโครงการรับจำนำข้าว โดยการแอบอ้างนําบริษัท กว่างตง จํากัด และบริษัท ห่ายหนาน จํากัด เข้ามาทำสัญญาซื้อข้าวในราคาที่ต่ำกว่าท้องตลาดตามประกาศกรมการค้าภายใน แล้วมีการหาประโยชน์ที่ทับซ้อนโดยทุจริตได้ค่าส่วนต่างจากราคาข้าวตามสัญญาซื้อขายจำนวน 4 ฉบับ
กลโกงข้าวจีทูจียุคนั้น ทำให้พ่อค้าและนักการเมืองเป๋าตุง ทำถึงขนาดเสนอแผนยุทธศาสตร์ขายข้าวจีทูจีกันแบบเก๊ๆ ก่อนเริ่มโครงการไม่กี่วัน ไม่เอาเข้าที่ประชุมนโยบายข้าว
ก่อนเริ่มโครงการจำนำข้าวเมื่อ 7 ต.ค. 2554 เร่งทำสัญญาขายข้าวแบบจีทูจีไปจำนวน 2 สัญญา อย่างรีบร้อน เป็นการขายล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ได้ซื้อข้าวมาจากชาวนา ข้าวยังอยู่ในแปลงนาของชาวนาด้วยซ้ำ แต่ตกลงขายจีทูเจี๊ยะในราคาถูกกว่าท้องตลาดให้พ่อค้าไว้ก่อนแล้ว
หลังจากนั้น ยังปล่อยให้ทำสัญญาจีทูจีเพิ่มอีก 6 ฉบับ รวมเป็น 8 ฉบับ ปริมาณรวมกว่า 20 ล้านตัน
พฤติการณ์ขายในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด ส่งมอบหน้าโกดัง ไม่ใช่ท่าเรือ ให้จ่ายเงินเป็นแคชเชียร์เช็ค ไม่ต้องเปิดแอลซี แถมมีการแก้ไขสัญญากันหลายครั้ง เอกชนได้ประโยชน์รัฐเสียประโยชน์ แล้วเอกชนที่มารับข้าว ก็คือบริษัทค้าข้าวที่ติดต่อจ่ายเงินให้เครือจ่ายเสี่ยเปี๋ยงนั่นเอง ไม่ใช่ตัวแทนรัฐบาลจีน ฯลฯ
ในยุคยิ่งลักษณ์ ปล่อยให้มีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) โดยทุจริต 4 สัญญา ปริมาณข้าวรวม 6,439,000 ตัน มีการส่งมอบข้าวตามสัญญาเป็นปริมาณรวม 4,939,190 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้น 70,549,222,014.10 บาท
มูลค่าข้าวที่ตกลงขายตามสัญญา ได้แก่ ปริมาณที่ส่งมอบข้าว คูณด้วยราคาที่ตกลงขายตามสัญญา
มูลค่าข้าว ณ วันทำสัญญา ได้แก่ ปริมาณที่ส่งมอบข้าว คูณด้วยราคาตลาดภายในประเทศที่มีการซื้อขายกัน
ผลต่างเป็นค่าเสียหาย เท่ากับ 20,014,284,133.16 บาท
สุดท้าย ศาลปกครองสูงสุด ให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ รับผิดชอบเพียง 50% จึงคิดเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท
นับว่า พิจารณาอย่างละเอียด แยกส่วนชัดเจน
การเรียกค่าสินไหมทดแทนคืน ก็เพื่อปกป้องทวงคืนผลประโยชน์ของแผ่นดิน รัฐบาลจะได้มีเงินกลับมาช่วยเหลือประชาชนต่อไป เพราะภาครัฐยังต้องตั้งงบใช้หนี้จากโครงการจำนำข้าวอีกเป็นแสนล้านบาท
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

