บทบรรณาธิการ : 2 ตุลาคม 2569

ต้องสื่อสารด้วยภาษาคน
วิกฤตน้ำท่วมกรุงเทพฯ และอีกหลายจังหวัดภาคตะวันออกครั้งนี้ ได้สร้างความเดือดร้อนกินบริเวณกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองหลวงถือว่าเสียหายรุนแรงจากปริมาณฝนที่ตกแช่ทั้งวันทั้งคืน ระหว่างวันที่ 24-26 กันยายน 2569 โดยหน่วยงานภาครัฐถูกมองว่าไม่สามารถคาดการณ์ และแจ้งเตือนล่วงหน้าได้อย่างทันการณ์ การช่วยเหลือล่าช้า และไม่ทั่วถึง
สถานการณ์ในกรุงเทพฯแม้จะเข้าสู่ช่วงคลี่คลายแล้วก็ตาม แต่บางพื้นที่ประชาชนยังประสบชะตากรรมแสนสาหัส อย่างเช่น จุดที่ย่านรามคำแหง บางกะปิ แฟลตคลองจั่นเคหะร่มเกล้า เขตลาดกระบัง และอีกหลายๆ แห่งในชุมชนซอยลึก น้ำลดลงก็จริงแต่ช้ามาก และเริ่มเน่า คาดว่าคงต้องใช้เวลานานอีกเป็นสัปดาห์กว่าพอจะเริ่มใช้ชีวิตปกติได้
จากการประเมินเบื้องต้น มีครัวเรือนประชาชนในกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบตั้งแต่เริ่มเกิดเหตุการณ์ประมาณ 300,000 ครัวเรือน หรือประมาณ 700,000 คน ที่ได้รับผลกระทบเดือดร้อน ยังไม่นับรวมบ้านเรือน ทรัพย์สิน รถยนต์ที่ต้องจมน้ำเสียหายอีกไม่รู้เท่าไหร่ และอีกหลายๆ ชีวิตเปลี่ยนไปแทบสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะอุทกภัยรอบนี้
ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดว่า พิษน้ำท่วมเฉพาะแค่ช่วง 5 วัน ตั้งแต่วันที่ 25-29 กันยายน2569 ครอบคลุมกรุงเทพฯและ 26 จังหวัดทั่วประเทศ สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจกรณีฐาน 12,283 ล้านบาท หรือ 0.066% ของ GDP ทั้งปี โดยกรุงเทพฯ ได้รับผลกระทบหนักสุด 7,014 ล้านบาท คิดเป็น 57% ของความเสียหายทั้งหมด
โดยเฉพาะด้านการบริโภค การท่องเที่ยวและภาคบริการในเขตเมือง ได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากน้ำท่วมทำให้การจับจ่ายใช้สอยในห้างสรรพสินค้า ร้านค้าปลีก ร้านอาหาร และสถานีบริการน้ำมันลดลง รวมถึงการเดินทางของแรงงานหยุดชะงัก ความเสียหายดังกล่าว แม้ยังไม่ถึงขั้นเปลี่ยนทิศทางเศรษฐกิจไทยทั้งปี แต่จะเพิ่มแรงกดดันต่อเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลัง
ความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนดังกล่าว กำลังถูกสังคมตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบจากผู้เกี่ยวข้องทุกลำดับชั้นโดยวิกฤตครั้งนี้มาจากหลายสาเหตุ แต่ประเด็นหนึ่งที่มีการพูดถึงกันมากคือ เรื่องของการแจ้งเตือนภัยล่วงหน้าผ่านระบบ Cell Broadcast ซึ่งกทม.ก็ยอมรับว่ายังมีช่องว่างในการประสานงานกับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.)
หรือแม้แต่เรื่องการทำนายสภาพดินฟ้าอากาศและภาษาที่ใช้ในการสื่อสารของกรมอุตุนิยมวิทยาเองก็ตาม ถูกวิจารณ์อย่างหนักเช่นกันว่า ประชาชนเข้าใจยาก ซึ่ง ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการด้านธรณีวิทยา สะท้อนมุมมองไว้อย่างน่าคิดว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการสื่อสารด้วยภาษาคนที่เข้าถึงง่าย และมีคำแนะนำปฏิบัติที่ชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร และเมื่อไหร่
อย่างไรก็ตาม เสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ควรนำไปสู่การปรับปรุงแก้ไข และปรับกลยุทธ์ให้เข้าใจและเข้าถึงแบบง่ายๆ โดยเร็วที่สุด เพื่อช่วยลดทอนความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้น เพราะที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า การสื่อสารที่เข้าใจยาก และล่าช้า ทำให้ประชาชนสูญเสียโอกาสในการเตรียมตัว และป้องกันตัวเองต่อเหตุการณ์ภัยพิบัติรุนแรง จนนำมาซึ่งความเสียหายดังกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

