คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

นิรโทษกรรม ‘ไม่สุดซอย’ อริสมันต์และอีกหลายคน ยังต้องชดใช้กรรม
พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 กำหนดให้มีการนิรโทษกรรมผู้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองที่กระทำผิดกฎหมายบางส่วน ขณะนี้ ทยอยได้รับการลบล้างความผิดกันไปแล้ว
1. เมื่อวานนี้ (1 ตุลาคม 2569) นายฉัตรชัย บางชวด ในฐานะกรรมการและเลขานุการในคณะกรรมการเสริมสร้างสังคมสันติสุข กล่าวถึงความคืบหน้าว่า มีเวลา 180 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด ต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ แม้จะสามารถขยายเวลาได้ แต่เรื่องเหล่านี้ถ้าทำได้เร็วก็จะเป็นประโยชน์ต่อกลุ่มบุคคลที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา
2. คดีล้มประชุมอาเซียน
ศาลจังหวัดพัทยามีคำสั่งจำหน่ายคดี นิรโทษกรรมให้แก่ 3 แกนนำ นปช. ในคดีล้มการประชุมผู้นำอาเซียนเมื่อปี 2552
เป็นไปตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 โดยศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวและเพิกถอนหมายจับ พร้อมทั้งสั่งปรับปรุงฐานข้อมูลอาชญากรในระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
นายนิสิต สินธุไพร (จำเลยที่ 5) - อดีตแกนนำ นปช. (ได้รับการปล่อยตัวออกจากเรือนจำแล้ว)
นายนพพร นามเชียงใต้ (จำเลยที่ 2) - ได้รับการปล่อยตัว
พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ (จำเลยที่ 16) - ศาลสั่งเพิกถอนหมายจับ
แต่กรณีของ นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง (จำเลยที่ 1) ขณะนี้ยังหลบหนีหมายจับอยู่
และประการสำคัญ นายอริสมันต์ไม่ได้อยู่ในกลุ่มที่ได้รับการนิรโทษกรรมในครั้งนี้ เนื่องจากเจ้าตัวยังมีคดีอาญาฐานทุจริตอื่นๆ ที่ศาลฎีกาฯ ตัดสินจำคุกถึงที่สุดแล้ว ซึ่งไม่เข้าข่ายเงื่อนไขการนิรโทษกรรมทางการเมือง ทั้งคดีทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทร (โทษจำคุก 4 ปี) และคดีหมิ่นประมาท นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (โทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา)
จำเลยรายอื่นๆ หากการกระทำเข้าข่ายและมีมูลเหตุจูงใจทางการเมือง ทนายความสามารถดำเนินการยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้วินิจฉัยและรับอานิสงส์จาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้เพิ่มเติมในอนาคตได้
3. สำหรับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง (อดีตแกนนำ นปช. ในเหตุการณ์บุกล้มการประชุมอาเซียนปี 2552 นับว่าเป็นแกนนำที่รับบทบาทสำคัญ โดดเด่น พาคนเสื้อแดงไปปิดล้อมและบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา จนทำให้การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนล่ม
เหตุการณ์ดังกล่าว ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยย่อยยับ
คำพิพากษาคดีบุกล้มการประชุมผู้นำอาเซียน ศาลฎีกาสั่งจำคุกนายอริสมันต์ 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา
ปัจจุบัน เจ้าตัวยังคงหลบหนีหมายจับอยู่
4. การกระทำผิดที่นายอริสมันต์ไม่ได้รับนิรโทษกรรม ยังต้องรับกรรมที่ตนเองก่อไว้ ได้แก่
คดีหมิ่นประมาทนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ศาลฎีกาสั่งจำคุก 12 เดือน (1 ปี) โดยไม่รอลงอาญา จากกรณีปราศรัยกล่าวหานายอภิสิทธิ์ (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ว่าสั่งทหารฆ่าประชาชนและจงใจประวิงเวลาในการทำเรื่องกราบบังคมทูลฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษให้กับนายทักษิณ ชินวัตร
ประการสำคัญ คดีทุจริตสินบนโครงการบ้านเอื้ออาทร ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ
สำหรับคดีทุจริตสินบนบ้านเอื้ออาทร นับเป็นคดีทุจริตเชิงนโยบายร้ายแรง
สะท้อนภาพ “โคตรโกง” ที่แน่นหนาที่สุด
จากคำพิพากษาฉบับเต็มของศาลฎีกาฯ มีการระบุถึงเส้นทางการเงิน ข้อมูลการจ่ายเช็คเงินสด ขั้นตอนการเจรจาเรียกรับค่าหัวคิวหรือค่าตอบแทนเพื่อแลกกับโควตาโครงการอย่างเป็นระบบ
ตัวละครหลัก คือ นายวัฒนา เมืองสุข (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในขณะนั้น) และ “เสี่ยเปี๋ยง” (นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร) พ่อค้าข้าวชื่อดัง
สุดท้าย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุกนายวัฒนา เมืองสุข จำเลยที่ 1 เป็นเวลา 99 ปี ตามกฎหมายให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี
จำคุกเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 4 เป็นเวลา 66 ปี ให้จำคุกได้สูงสุด 50 ปี
และจำคุกจำเลยอื่นๆ ระนาว


นายอริสมันต์ จำเลยที่ 10 ต้องโทษจำคุก 4 ปี
สำหรับนายอริสมันต์ มีความผิดเป็นผู้สนับสนุนการกระทำผิด 1 กระทง จึงถูกพิพากษาจำคุกเป็นเวลา 4 ปี เกี่ยวกับการยุยงส่งเสริมให้พยานตัดสินใจจ่ายเงิน 40 ล้านบาท เพื่อให้โครงการได้รับอนุมัติ พฤติการณ์ของจำเลยที่ 10 (นายอริสมันต์) ถือเป็นการสนับสนุน
จนบัดนี้ นายอริสมันต์อยู่ระหว่างหลบหนีคดีอยู่ต่างประเทศ
5. อริสมันต์และภรรยากับทรัพย์สิน และคดีร่ำรวยผิดปกติ
ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาคดียื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หมายเลขดำที่ อม.1/2562 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) ผู้ร้อง
นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง (ภรรยานายอริสมันต์) อดีต สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ผู้ถูกร้อง
กรณีกล่าวหาจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ
ศาลชี้ว่า นางระพิพรรณ แสดงบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สิน โดยระบุว่ามีหนี้สินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือ คือ สัญญาที่ นางระพิพรรณ กู้ยืมเงินจำนวน 3 ฉบับ รวม 13 ล้านบาท แต่ไม่ได้มีการกู้ยืมเงินกันจริง, แสดงรายได้ตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมสิ่งปลูกสร้าง จำนวน 15 ล้านบาท โดย นางระพิพรรณ ไม่ได้รับเงินจริง, แสดงรายได้จากสัญญาจ้างทำของนายอริสมันต์ คู่สมรส จำนวน 27 ล้านบาท โดยไม่มีหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อว่านายอริสมันต์ได้มีการรับจ้างงานดังกล่าวจริง
ดังนั้น จึงเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ด้วยข้อความอันเป็นเท็จการกระทำดังกล่าวทำขึ้นเพื่อปกปิดอำพรางแหล่งที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติของนางระพิพรรณ ผู้ถูกกล่าวหาและนายอริสมันต์คู่สมรส
นอกจากนี้ นางระพิพรรณ ไม่ได้ระบุในบัญชีรายการทรัพย์สินและหนี้สินว่าเงินลงทุนของผู้ถูกกล่าวหาในบริษัท เฮ้าส์ ออฟ ฮาร์ท พร็อพเพอร์ตี้ 2012 จำกัด มูลค่า 25 ล้านบาท เป็นหุ้นที่ยังไม่ได้ชำระเงินค่าหุ้น จึงทำให้เข้าใจว่า นางระพิพรรณ นำเงินไปลงทุนในบริษัทตามมูลค่าหุ้นดังกล่าว อันเป็นการปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ
การกระทำของนางระพิพรรณ จึงมีความผิดฐานจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ และปกปิดข้อเท็จจริงอันควรแจ้งให้ทราบ โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินตามคำร้อง
ศาลพิพากษาให้จำคุกนางระพิพรรณ เป็นเวลา 2 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ
นอกจากนี้ ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ยึดทรัพย์สินในคดีร่ำรวยผิดปกติ นางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โดยทรัพย์สินดังกล่าวมีความเกี่ยวพันกับตัวนายอริสมันต์ด้วย
โดยศาลฎีกาฯ สั่งให้ทรัพย์สินรวมมูลค่า 42,816,226.64 บาท ตกเป็นของแผ่นดิน เนื่องจากไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติได้ในระหว่างดำรงตำแหน่งทางการเมือง
ทรัพย์สินดังกล่าว จำแนกออกเป็น 5 กลุ่มรายการหลัก ได้แก่
1. เงินฝากในบัญชีธนาคาร (รวม 6 บัญชี) – ยอดเงินรวม 27,618,954 บาท
ธนาคารกรุงไทย สาขารัฐสภา (ชื่อบัญชี นางระพิพรรณ) จำนวน 8,935,300 บาท
ธนาคารเกียรตินาคิน สาขาเมเจอร์ รัชโยธิน (ชื่อบัญชี นางระพิพรรณ) จำนวน 5,000,000 บาท
ธนาคารกรุงไทย สาขาการเคหะแห่งชาติ (ชื่อบัญชี นางระพิพรรณ) จำนวน 232,700 บาท
รวมถึงบัญชีเงินฝากอื่น ๆ ของเครือญาติที่มีรายการเงินโอนเข้าและมีความเชื่อมโยงทางคดีอีก 3 บัญชี
2. ที่ดิน (รวม 3 แปลง) – มูลค่ารวม 9,492,000 บาท
ที่ดินในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ที่ได้มาในช่วงดำรงตำแหน่งทางการเมืองโดยไม่สามารถชี้แจงแหล่งที่มาของเงินที่นำมาซื้อได้
3. โรงเรือนและสิ่งปลูกสร้าง (1 หลัง) – มูลค่า 2,000,000 บาท เป็นบ้านพักหรูใน ซอยเสือใหญ่อุทิศ
4. ยานพาหนะ (1 คัน) – มูลค่า 1,805,272 บาท เป็นรถยนต์ที่ซื้อในระหว่างดำรงตำแหน่ง (ในคดีนี้มีรถยนต์หรูอีกคันคือ BMW รุ่น 730 Ld ป้ายแดง ที่ถูกอายัดไว้ตอนแรก แต่ศาลสั่งให้คืนแก่บริษัท บีเอ็มดับเบิลยู ลิสซิ่ง เนื่องจากเป็นการเช่าซื้อทางธุรกิจปกติและบริษัทไม่มีส่วนรู้เห็น)
5. เงินที่นำไปชำระหนี้เงินกู้ธนาคาร – จำนวนเงิน 1,900,000 บาท เป็นเงินสดที่ไม่ทราบที่มาซึ่งถูกนำไปโปะหรือชำระคืนหนี้เงินกู้กับธนาคารกรุงไทย เพื่อลดภาระหนี้สินของตนเองและครอบครัว
ทั้งหมดนี้ ไม่ใช่คดีการเมือง ไม่ได้รับการนิรโทษกรรมตามกฎหมายสร้างเสริมสังคมสันติสุข

สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

