PetCare : ดูแลสัตว์เลี้ยงช่วงหลังน้ำท่วม (ตอนจบ)

สัปดาห์ก่อนได้กล่าวถึงการดูแลสัตว์เลี้ยงที่ประสบปัญหาน้ำท่วมไปบ้างแล้ว มาสัปดาห์นี้จะกล่าวถึงการดูแลสัตว์เลี้ยงต่อ แต่อย่างไรก็ต้องขอย้ำว่า เอาใจช่วยให้ทุกคน และสัตว์เลี้ยงทุกชีวิตผ่านพ้นวิกฤตน้ำท่วมไปโดยเร็ว และข้อยืนยันว่าถึงแม้ว่าน้ำที่ท่วมจะลดลงไปแล้ว แต่ยังมีความเสี่ยงของการเกิดโรคกับสัตว์เลี้ยงต่อไป เพราะน้ำที่ท่วมนั้นคือแหล่งรวมของสิ่งสกปรก มีพิษ และเต็มไปด้วยเชื้อโรคสารพัดชนิด แล้วยังมีรวมถึงมีวัตถุและสิ่งของมีคมที่อาจมากับน้ำ ดังนั้น หากหมาแมวต้องเดินลุยน้ำ หรือเล่นน้ำ และดื่มหรือเลียน้ำที่ท่วม ก็อาจเกิดผลกระทบต่อสุขภาพได้ ดังนั้น เจ้าของสัตว์ต้องให้ความสำคัญกับการเฝ้าสังเกตอาการ โดยเฉพาะสัตว์สูงอายุ ลูกสัตว์ และสัตว์ที่มีโรคประจำตัว รวมถึงสัตว์ที่มีบาดแผล
เรามาคุยกันต่อถึงการดูแลสัตว์เลี้ยงหลังประสบปัญหาน้ำท่วม โดยมีเนื้อหาต่อจากสัปดาห์ก่อน คือ
5.ภัยที่มองไม่เห็นอีกอย่างคือ “ความเครียด” ภัยพิบัติไม่ได้ส่งผลต่อร่างกายเพียงอย่างเดียว เสียงฝนฟ้าคะนอง การย้ายออกจากบ้าน การเปลี่ยนสถานที่นอน การเดินทาง การอยู่ร่วมกับคนหรือสัตว์จำนวนมาก ตลอดจนกลิ่นและสภาพแวดล้อมภายในบ้านที่เปลี่ยนไปหลังน้ำท่วม ล้วนสร้างความเครียดให้สัตว์ได้ สุนัขและแมวบางตัวอาจหลบซ่อน ไม่ยอมกินอาหาร ส่งเสียงมากขึ้น ติดเจ้าของผิดปกติ ปัสสาวะหรืออุจจาระผิดที่ หรือแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวโดยไม่เคยเป็นมาก่อน ในช่วงหลังเหตุการณ์น้ำท่วม เจ้าของต้องพยายามให้สัตว์ทำกิจวัตรประจำวันให้ใกล้เคียงกับสภาพเดิม แล้วจัดพื้นที่พักซึ่งแห้ง สงบ ปลอดภัย ต้องไม่ลงโทษสัตว์ เพราะสัตว์มีพฤติกรรมแปลกไป อันเกิดจากความกลัว แล้วต้องระมัดระวังการเปิดประตูหรือปล่อยสัตว์ออกนอกบ้าน เพราะหลังน้ำท่วม จะส่งผลให้กลิ่นและจุดสังเกตที่สัตว์คุ้นเคยอาจเปลี่ยนไป ทำให้สัตว์สับสนและพลัดหลงได้ง่าย
6.ต้องให้ประวัติการลุยน้ำท่วมของสัตว์กับสัตวแพทย์ด้วย เพราะเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการวินิจฉัยโรค อีกสิ่งหนึ่งที่ขอย้ำให้เจ้าของสัตว์ระวังเป็นพิเศษคือ หากสุนัขหรือแมวมีอาการป่วยช่วงหลังน้ำท่วม เมื่อพาไปโรงพยาบาลสัตว์ต้องแจ้งสัตวแพทย์ตั้งแต่ต้นว่า สัตว์เคยสัมผัสหรือลุยน้ำท่วมเมื่อใด อยู่ในน้ำนานเพียงใด มีบาดแผลหรือไม่ และเคยดื่มน้ำจากบริเวณน้ำท่วมหรือไม่ ข้อมูลเพียงไม่กี่ประโยคนี้ นับว่ามีความสำคัญต่อการวางแนวทางวินิจฉัย เพราะอาการเริ่มต้นของโรคหลายชนิด เช่น ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน หรือมีไข้ เป็นอาการที่ไม่จำเพาะ หากสัตวแพทย์ทราบประวัติการสัมผัสน้ำท่วม ก็จะสามารถประเมินโรคที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น โดยเฉพาะหากพบอาการ ซึมมาก ไม่กินอาหาร อาเจียนหรือท้องเสียต่อเนื่อง มีไข้ ปัสสาวะน้อยหรือผิดปกติ ตัวเหลือง ตาเหลือง หายใจลำบาก เดินกะเผลก มีบาดแผลบวม หรือมีความผิดปกติของผิวหนังรุนแรง ต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์ ห้ามปล่อยทิ้งไว้ หรือรอดูอาการเป็นเวลานาน
การเกิดน้ำท่วมครั้งนี้ ทำให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับน้ำที่อาจท่วมในอนาคต เพราะฝนอาจตกหนักแล้วมีน้ำท่วมอีก เพราะฉะนั้น การดูแลสัตว์เลี้ยงจึงไม่ควรเริ่มต้นเมื่อเห็นน้ำกำลังเข้าบ้าน แต่ต้องตรียมพร้อมล่วงหน้า โดยแต่ละครอบครัวควรมี “ชุดฉุกเฉินสำหรับสัตว์เลี้ยง” ซึ่งประกอบด้วยอาหารและน้ำสะอาด ยาประจำตัว สายจูง กรงหรือกระเป๋าสำหรับเคลื่อนย้าย ชามอาหาร อุปกรณ์ทำความสะอาด สำเนาประวัติการรักษาและวัคซีน รวมถึงข้อมูลติดต่อโรงพยาบาลสัตว์ใกล้บ้าน สัตว์ควรมีป้ายชื่อพร้อมหมายเลขโทรศัพท์ และหากฝังไมโครชิปแล้ว ควรตรวจสอบว่าข้อมูลเจ้าของเป็นปัจจุบัน เพราะในภาวะฉุกเฉิน สัตว์ที่ตกใจสามารถหลุดออกจากบ้านหรือพลัดหลงได้ง่ายกว่าสถานการณ์ปกติ
ท้ายที่สุด น้ำท่วมอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหรือไม่กี่วัน แต่ผลกระทบต่อสุขภาพสัตว์อาจปรากฏตามมาในภายหลัง สิ่งสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การตื่นตระหนก แต่ต้องเข้าใจและรับการรู้ความเสี่ยงของการเกิดปัญหากับสัตว์ ลดการสัมผัสสิ่งปนเปื้อน ทำความสะอาดอย่างถูกวิธี และสังเกตความผิดปกติของสัตว์อย่างใกล้ชิด เพราะสัตว์เลี้ยงที่ไม่สามารถบอกเราได้ว่ากำลังเจ็บหรือรู้สึกผิดปกติตรงไหน การสังเกตโดยเจ้าของและการให้ประวัติที่ถูกต้องกับสัตวแพทย์ จะช่วยทำให้โรคถูกค้นพบและได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น ขอให้สัตว์เลี้ยงของทุกคนมีสุขภาพแข็งแรงปลอดภัย
น.สพ. นนทษิต ชุติญาณวัฒน์
หน่วยกิจการพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

