คอลัมน์ : กฎ กติกา ธุรกิจ

ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ…….ฝ่าฝืนกฎหมาย
กรณีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ที่ตกเป็นข่าวอื้อฉาว จากการใช้กรงเหล็กครอบเตียง, มีกรงขังผู้สูงอายุและผู้ป่วยเพื่อควบคุม, ให้ยาโดยไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดูแล และขาดสุขอนามัยที่ดี สร้างความตระหนกและกังวลใจให้กับสังคมเป็นอย่างมาก
ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้ ได้รับอนุญาตให้เปิดเป็นสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ประเภทกิจการการดูแลผู้สูงอายุ หรือผู้มีภาวะพึ่งพิง จำนวน 50 คน ภายใต้การกำกับดูแลของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งหมายความว่า ได้รับอนุญาตให้ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้ที่อยู่ในระยะพักฟื้นที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ จำนวน 50 คน
แต่ศูนย์ดูแลสุขภาพแห่งนี้ มีผู้ใช้บริการทั้งหมด 92 คน และเป็นผู้ป่วยจิตเวชถึง 81 คน ซึ่งเกินจำนวนที่ได้รับอนุญาต และยังเกินขอบเขตที่ได้รับอนุญาต เพราะไม่ได้รับอนุญาตให้ดูแลผู้ป่วยจิตเวช ปัจจุบันศูนย์ดูแลสุขภาพแห่งนี้ โดนถูกสั่งปิดอย่างถาวรแล้ว
ผู้ที่ดูแลและบริหารศูนย์ได้พยายามอธิบายว่า การสร้างกรงครอบเตียงสำหรับผู้สูงอายุและผู้ป่วย เพราะมีเจตนาดีที่ต้องการให้ผู้ที่นอนบนเตียงสามารถขยับตัวได้ โดยไม่ต้องผูกแขนหรือขาให้ลำบาก หรือทรมาน แม้จะอ้างว่ามีเจตนาดี แต่ถือว่าเป็นตรรกะวิบัติที่ไม่สมเหตุสมผล สังคมยอมรับไม่ได้
การกระทำดังกล่าวถือว่า ทำขึ้นเพื่อความสะดวกแก่การทำงานของศูนย์เท่านั้น เพราะจะได้ควบคุมดูแลได้ง่าย รับผู้ใช้บริการได้มากขึ้น และจะได้มีรายได้มากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงความเหมาะสมสิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ใช้บริการ
ปัจจุบันมีศูนย์ดูแลสุขภาพ หรือที่มีชื่ออย่างทางการว่า สถานดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงทั่วประเทศที่ขึ้นทะเบียน และรับใบอนุญาตประกอบกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) จำนวน 1,203 แห่ง หากจะนับรวมศูนย์ดูแลสุขภาพที่เปิดให้บริการ โดยไม่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องและไม่ได้มาตรฐาน ยังมีอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถสรุปจำนวนที่แน่นอนได้
ใบอนุญาตประกอบกิจการดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยถูกควบคุมโดยกฎหมายหลายฉบับ
ที่เกี่ยวข้องทับซ้อนกัน
ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ. 2542 หากสถานที่ใดรับผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษาพยาบาลหรือดูแลอย่างใกล้ชิดจากบุคลากรทางการแพทย์ เช่น ผู้ป่วยติดเตียงระยะวิกฤต หรือผู้ป่วยจิตเวช สถานที่นั้นต้องได้รับใบอนุญาตเป็น “สถานพยาบาล”การลักลอบรับผู้ป่วยกลุ่มนี้โดยมีใบอนุญาตเพียงสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ ถือเป็นการตั้งสถานพยาบาลเถื่อนมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ตามพระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 กำหนดแนวทางควบคุมสถานดูแลผู้สูงอายุประเภทที่ช่วยเหลือตัวเองได้ โดยต้องผ่านการรับรองมาตรฐานจากกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) ในขณะที่พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ควบคุมด้านสุขลักษณะ สิ่งแวดล้อม และการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
ความรับผิดทางอาญาของผู้ประกอบการและผู้ดูแล อาจมีความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง ซึ่งการใช้กรงเหล็กครอบเตียง ล่ามโซ่ หรือจำกัดเสรีภาพในการเคลื่อนไหว เข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ด้วยการหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น หรือกระทำให้ผู้อื่นปราศจากเสรีภาพในร่างกาย และความผิดฐานทำร้ายร่างกาย และกระทำทารุณกรรม หากการดูแลที่ผิดสุขอนามัย หรือการให้ยาเกินขนาดส่งผลให้ผู้ป่วยได้รับอันตรายแก่กายหรือจิตใจ หรือถึงแก่ความตาย อาจมีความผิดฐานทำร้ายร่างกาย หรือกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย
นอกจากนี้ ความรับผิดทางแพ่งในการชดใช้ค่าเสียหาย เจ้าของศูนย์และผู้ดำเนินกิจการต้องร่วมกันรับผิดทางละเมิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเสียหายต่อจิตใจ และค่าใช้จ่าย อันเนื่องจากการละเมิดสิทธิเสรีภาพและร่างกายของผู้เสียหาย
ในส่วนของกฎหมายปกครองและกฎหมายมหาชน หากปรากฏข้อเท็จจริงว่า หน่วยงานรัฐหรือเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เช่น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ หรือเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นละเลยต่อหน้าที่ หรือปฏิบัติหน้าที่โดยล่าช้าจนเกินสมควร ทั้งที่มีการร้องเรียนหรือมีเบาะแสความผิดชัดเจน อาจนำไปสู่ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่รัฐ ตามพระราชบัญญัติ ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานรัฐได้ หากพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ในการตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
ตลอดจนความรับผิดทางอาญาของเจ้าพนักงาน อาจเข้าข่ายความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต
ศูนย์ดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ตามที่ปรากฏเป็นข่าวอื้อฉาว สะท้อนให้เห็นถึงวิกฤตอันเป็นจุดบอดในเชิงโครงสร้างของสังคมสูงวัย และผู้ป่วยในประเทศไทย ที่ความต้องการใช้บริการดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วย มีอัตราเติบโตสูงมากสวนทางกับระบบการกำกับดูแลของทางราชการที่ยังขาดประสิทธิภาพ
การแก้ปัญหาในระยะยาวจึงไม่ได้หยุดอยู่เพียงการจับกุมดำเนินคดี ผู้กระทำผิดรายกรณี ภาครัฐจำเป็นต้องดำเนินมาตรการเชิงรุก บูรณาการฐานข้อมูล และการขึ้นทะเบียนศูนย์ดูแลสุขภาพ ซึ่งจะมีผลต่อการให้บริการตามความต้องการของสังคมผู้สูงวัยในยุคปัจจุบัน
บรรดาศูนย์ดูแลสุขภาพทั้งหลาย ต้องเข้าระบบและลงทะเบียนให้ถูกต้อง เพื่อกำกับดูแล และเรียกเก็บภาษีเงินได้ที่เกี่ยวข้อง จะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมของประเทศ
ดร.รุจิระ บุนนาค
กรรมการผู้จัดการ
Marut Bunnag International Law Office
Twitter : @RujiraBunnag
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

