คอลัมน์ : ฝากฟ้า ฝากดิน

“ความยากจนทางจิตใจ กับ ความยากไร้ทางวัตถุ”
มีนักวิชาการ + นักการเมืองพูดกันมาหลายสิบปีแล้วถึงวิธีแก้ปัญหาความยากจน แต่คนจนก็ยังจนมีมาจนถึงวันนี้ และผมอยากให้คนจนหรือคนที่ “รวยไม่ทน จนไม่นานได้อ่าน” ซึ่งบทความนี้จะมี 2 ส่วน คือส่วนที่เป็น “แนวทางแก้ปัญหาตามมาตรฐานทางวิชาการ” ที่พบเห็นได้ทั่วไปมาหลายสิบปีแล้ว กับส่วนที่เป็นความเห็นของผม
นักวิชาการและนักการเมืองบอกว่าการแก้ปัญหาความยากจนต้อง “แก้แบบยั่งยืน” ต้องเน้นไปที่ “การสร้างขีดความสามารถ” เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อยสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว โดยอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและตัวบุคคลเอง ดังนี้ครับ
- ต้องกระจายอำนาจและความเจริญสู่ท้องถิ่น เช่นสร้างแหล่งงานและโครงสร้างพื้นฐานในต่างจังหวัด เพื่อลดการกระจุกตัวของเศรษฐกิจและลดการย้ายถิ่นฐานเข้าเมืองใหญ่
- ปฏิรูประบบสวัสดิการถ้วนหน้า ด้วยการพัฒนาระบบตาข่ายรองรับทางสังคม เช่น สวัสดิการเด็กแรกเกิด บำนาญผู้สูงอายุ และการรักษาพยาบาลฟรีที่มีคุณภาพ เพื่อไม่ให้คนล้มละลายจากความเจ็บป่วย
- ทลายการผูกขาด ปรับปรุงกฎหมายการแข่งขันทางการค้า เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) และเกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้
- การสร้างโอกาสและการพัฒนาทักษะ (แก้เชิงระบบ) ต้องยกระดับการศึกษาและทักษะแห่งอนาคต ด้วยการมุ่งเน้นการฝึกทักษะวิชาชีพที่ตลาดต้องการและเสริมสร้างความรู้ทางการเงิน ตั้งแต่ในโรงเรียน
- จัดสรรที่ดินทำกินและทรัพยากรด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร จัดการระบบน้ำอย่างทั่วถึง เพื่อให้เกษตรกรมีผลผลิตที่มั่นคงและไม่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศเพียงอย่างเดียว
- การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่เป็นธรรม ด้วยการสนับสนุนระบบไมโครไฟแนนซ์ หรือสินเชื่อรายย่อยที่ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้ประชาชนนำไปตั้งตัวโดยไม่ต้องพึ่งพาหนี้นอกระบบ
- การปรับพฤติกรรมและแนวคิดระดับบุคคล (แก้ที่ตัวเรา) ด้วยการทำบัญชีครัวเรือน: การทำรายรับ-รายจ่ายอย่างเคร่งครัด เพื่อตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและควบคุมการสร้างหนี้สินก้อนใหม่
- การสร้างรายได้เสริม พัฒนาทักษะที่สอง เพื่อเพิ่มช่องทางการหาเงินมากกว่าหนึ่งทาง เช่น การขายของออนไลน์ หรือการรับงานอิสระ
- การลงทุนในความรู้และสุขภาพ การดูแลสุขภาพและการหาความรู้ใส่ตัวคือการลงทุนระยะยาวที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียรายได้
ทั้งหมดนี้มีทั้งข้อเสนอแก่รัฐและตัวคนยากจนเอง หลายข้อมีประโยชน์และทำได้จริง บางข้อเสนอรัฐก็ทำไปแล้วอย่างเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน-สาธารณูปโภค แต่ทำไมปัญหาความยากจนจึงยังร้องระงมมาจนถึงวันนี้
ผมเชื่อว่ารัฐบาลไม่มีวันแก้ปัญหาความยากจนได้แน่ เมื่อแก้ไม่ได้ก็แจกพอบรรเทาปัญหา ต่อให้แจกไปตลอดกาลก็ยังแก้ไม่ได้ เพราะถ้าแจกจนเป็นปรกติก็จะยิ่งส่งเสริมคนจนบางส่วนให้ไม่อยากดิ้นรน อย่างประเทศเวเนซุเอลาที่เป็นมหาเศรษฐีน้ำมัน มันเป็นทรัพยากรธรรมชาติใต้ตินที่ได้ฟรี เอกชนลงทุนแค่ขุดเจาะมันขึ้นมา พอมี “รัฐบาลที่คิดแบบสังคมนิยม” ก็แบ่งส่วนแจกแก่ประชาชนอยู่ 10 ปี ในช่วงเวลาเหล่านี้ประชาชนอยู่ดีมีสุข ไม่ต้องทำงาน ไม่สนใจจะศึกษาหาความรู้ให้เท่าทันประเทศที่เจริญแล้ว มันจึงเป็นช่วงเวลาที่สุขสบายและกัดกินตัวเองไปด้วย ในที่สุดประเทศก็ล้มละลาย กลายเป็นประเทศยากจนแร้นแค้น ประชาชนส่วนมากต้องหากินตามกองขยะ
คนจนไทยบางส่วนก็เป็นเช่นนั้น เทคโนโลยีพัฒนาเร็วมาก แต่คนไทยตามไม่ทัน ส่วนมากก็ไม่สนใจศึกษาหาความรู้ เคยทำมาหากินอย่างไรก็ทำอย่างนั้นด้วยความเคยชิน แม้บางส่วนจะทุ่มเททำงานหนักแค่ไหนก็ยังยากจนอยู่ดี นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ยากจน
เหตุต่อมาก็คือความฟุ่มเฟือย เขามีอะไรตนก็ต้องมีบ้าง หรือมีให้มากกว่ายิ่งดี มันเป็นเรื่องหน้าตาและศักดิ์ศรี ผลที่ตามมาจนเป็นอีกเหตุหนึ่งก็คือหนี้สิน ทั้งผ่อนสินค้าและกู้ และส่งผลต่อไปอีกคือต้องขายทรัพย์สินอย่างรถ ที่ดิน บ้างก็ขายบ้านที่เป็นไม้เพราะรื้อได้ หลายบ้านเป็นปูนก็ทุบปูนขายเฉพาะประตูหน้าต่าง
นอกจากนี้ยังมีปัญหาจากการพนัน การติดเหล้าติดสารเสพติด แม้ดูผิวเผินเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เมื่อมองทั้งประเทศและผสมกับปัญหาอื่น ๆ ก็กลายเป็นปัญหามหึมา และไม่มีใครแก้ได้ แม้แต่ตัวคนที่สร้างปัญหาให้ตัวเองและครอบครัว
รากของปัญหาทั้งหมดเกิดจากอุปนิสัย
เคยมีนักวิจัยชาวฝรั่งเศสเข้ามาอยู่ในเมืองไทยนับสิบปี เขาสรุปผลวิจัยว่าอุปนิสัยคนไทยมี 5 อย่าง ได้แก่ ขี้เกียจ – ขี้โกง - ขี้ขโมย - ขี้อิจฉาริษยา – ขี้อวดขี้โอ่
มันไม่ใช่เพิ่งเป็นในยุคทุนนิยมแบ่งบาน แต่ในบันทึกของฝรั่งในสมัยอยุธยาก็บอกอย่างเดียวกัน!
ดังนั้นหากจะแก้ปัญหาที่รากเหง้าก็ต้องแก้ที่อุปนิสัย และต้องเริ่มที่ครอบครัว ตามมาด้วยการศึกษาในระบบ แต่ผมก็เชื่อว่าแก้ไม่ได้ เพราะไม่มีใครคิดจะแก้จริงจัง
ซ้ำพ่อแม่และสถาบันการศึกษาก็อ่อนแอ...จนพ่ายแพ้ต่อ “สังคมนิยมเสพบริโภค” ไปแล้ว
นักการเมืองก็มุ่งแต่จะแจกเพื่อเอาคะแนนเสียงขึ้นสู่อำนาจ มีนโยบายการศึกษาก็ไม่ใช่ “การศึกษาเพื่อพัฒนาสติปัญญา” แต่เป็นการผลิตคนให้ให้มีความรู้ออกไปทำมาหากินเพื่อนิยมเสพบริโภค
มันเป็นความยากจนทางจิตใจ ที่ส่งผลต่อความยากไร้ทางวัตถุ
แต่ผมไม่ได้สิ้นหวัง ผมยังเชื่อว่ามีคนอีกมากที่ “ตระหนักและเรียนรู้” ว่าจะแก้ปัญหาความยากจนของตนอย่างไร เช่นเดียวกับคนรุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายที่เคยแก้ปัญหาและสร้างฐานะกันมาแล้ว
วิมล ไทรนิ่มนวล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

