คอลัมน์ : เวทีอิสระ

หลอมรวมข้าราชการ 3 ล้านคน เป็นพลังแห่งชาติ
ประเทศไทยได้รับฉายา หรือได้รับการพินิจพิจารณาจากประชาคมโลกว่า“เป็นรัฐข้าราชการ” (Bureaucratic State) ซึ่งหมายความว่าข้าราชการโดยรวมเป็นเครื่องมือกลไก และเป็นตัวขับเคลื่อนชีวิตความเป็นไปในสังคมไทย ด้วยที่ชีวิตประจำวันของประชาชนพลเมืองไทยนั้นต่างอยู่ติด และเกี่ยวข้องกับระบบ และกลไกของราชการเป็นอย่างมาก ชนิดเรียกว่าแยกออกจากกันมิได้
แต่ทว่าระบบราชการของไทยนั้นมีลักษณะของการเป็นผู้ปกครองประชาชนพลเมืองมากกว่าที่จะเป็นผู้รับใช้ หรือผู้ให้บริการประชาชนพลเมือง โดยความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายข้าราชการกับฝ่ายประชาชนพลเมือง มีลักษณะของความสัมพันธ์ในรูปแบบระหว่างผู้ปกครองกับผู้อยู่ใต้การปกครอง (The rulers and the ruled) ซึ่งความสัมพันธ์จะราบรื่นได้ รวมทั้งสังคมจะมีความเจริญก้าวหน้าได้ ฝ่ายผู้ปกครองจะต้องยึดมั่นในหลักการว่าด้วยทศพิธราชธรรมสรุปโดยรวม คือ ความซื่อตรง ความซื่อสัตย์สุจริต การมีคุณธรรม และจริยธรรมในการปฏิบัติหน้าที่รับใช้บ้านเมือง หรือในยุคสมัยใหม่นี้ก็เป็นเรื่องของการบริหารจัดการบ้านเมืองอย่างมีธรรมาภิบาล กล่าวคือจะต้องปฏิบัติการเพื่อประโยชน์ส่วนรวม มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้และมีความรับผิดชอบต่อผลของการปฏิบัติ
แต่ทว่าความเป็นรัฐราชการของไทยเราในปัจจุบันกลับมีความตกต่ำในเรื่องจรรยาบรรณ มีความเห็นแก่ได้และขาดความละอายใจต่างมุ่งตักตวงและฉวยโอกาสเอาประโยชน์เข้าตน และทำตัวเป็นเสมือนเจ้านายมากกว่าจะเป็นผู้อาสาเข้ามารับใช้สังคมและประชาชนพลเมือง
หากข้าราชการรวมประมาณ3 ล้านคน ของประเทศไทยเราเป็นพลังแห่งชาติอย่างแท้จริง คือมีความรักชาติ เทิดทูนและจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และมีจิตใจอยู่กับธรรมะ เคารพนับถือเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยแล้ว ทั้ง 3 ล้านชีวิตนี้ จะกลายเป็นพลังที่แข็งแกร่ง น่าเกรงขาม และเป็นจักรกลอันสำคัญที่จะขับเคลื่อนประเทศชาติให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคงและสง่างาม และในการนี้จึงต้องมีการหลอมรวมเพื่อให้ 3 ล้านชีวิตนี้มีความเป็นปึกแผ่น มุ่งมั่น และมีสภาวะจิตใจ (Spirit) ที่รักบ้านรักเมืองอย่างจริงใจและมุ่งมั่น
แต่ก็มีคำถามว่า แล้วจะหลอมรวมกันอย่างไร?
การปฏิญาณสาบานตนต่อองค์พระมหากษัตริย์ก็น่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง เพราะข้าราชการต่างได้รับ
ชื่อว่าเป็นข้าราชการในพระองค์ ซึ่งสมทบด้วยการเตือนสติด้วยการร้องเพลงและเคารพธงชาติ ไปจนถึงการเข้าวัด โบสถ์ และสุเหร่า ตามประเพณีปฏิบัติ เพื่อทบทวนตัวเองและขัดเกลาจิตใจไปเป็นระยะๆ นอกจากนั้น ข้าราชการระดับต่างๆ จะต้องได้รับการฝึกอบรมเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาตนเองให้ทันโลก และมีความทันสมัยในความคิดอ่านอยู่ตลอดเวลา เพื่อที่จะสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ทันท่วงที ทันเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ทั้งนี้ก็คงจะต้องมีการทบทวนภาระหน้าที่ที่รับผิดชอบของหัวหน้าสำนักงาน โดยเฉพาะในระดับปลัดกระทรวง และเทียบเท่า ว่าจะต้องทำตัวเป็นแบบอย่างในเรื่องศีลธรรม และจะต้องสอดส่องดูแลให้บรรดาข้าราชการในสังกัดใต้บังคับบัญชายึดมั่นในเรื่องความซื่อตรงและความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ตั้ง และสำนึกอยู่ตลอดเวลาว่า ต้องรับใช้บ้านเมืองและประชาชนพลเมือง และจะมิมีการเอาประโยชน์เข้าตนแต่อย่างใดจากตำแหน่งอำนาจหน้าที่
ข้าราชการ 3 ล้านคนต้องเป็นพลังแห่งชาติ และมิใช่ผู้บ่อนทำลายและถ่วงความเจริญของชาติบ้านเมือง
อีกต่อไป
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

