เส้นใต้บรรทัด : วิวาทะ ‘ยิงโจรในบ้าน’ !!
13 สิงหาคม 2569 เวลา 19:16 น.

สืบเนื่องจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย กล่าวถึงการควบคุมการใช้อาวุธปืนและเร่งร่างพ.ร.บ.อาวุธปืนขึ้นมาใหม่ แล้วได้กล่าวถึง การปืนใช้ป้องกันตัวอยู่ในบ้านว่า
“ป้องกันตัวในบ้านจริงๆ ก็ไม่ได้ คุณลองยิงโจรในบ้านสิ คุณก็ผิดอยู่ดี กฎหมายไม่ได้คุ้มครองตรงนั้น ความจริงแล้ว ที่ผ่านมาเป็นยังไงไม่รู้ แต่ผมคิดว่ามันไม่ใช่ของที่ดี ใครมีอยู่ใกล้ตัวก็คิดว่าตัวเองมีกําลังเหนือคนอื่นเขา ถ้าเกิดมีเหตุที่ต้องกดดัน หรือมีเหตุบันดาลโทสะขึ้นมา ก็จะทําสิ่งที่ไม่คาดคิด และสุดท้ายใครเดือดร้อน ตัวเองก็เดือดร้อนอีก แล้วก็ไปทําให้คนอื่น
“ผมชอบคำพิพากษาศาลฎีกาคดีนี้ เพราะศาลวางหลักเกี่ยวกับคำว่า “บ้านและบริเวณบ้าน” ไว้ค่อนข้างดีมาก ซึ่งตรงตามหลักทั่วไป เพราะบ้านและบริเวณของบ้านควรเป็นสถานที่ปลอดภัย
ผู้ตายเดินเข้ามาในบ้านโดยมีอาวุธมีดยาวนับว่าเป็นภยันตรายที่ใกล้จะถึงแล้ว จำเลยย่อมมีสิทธิจะป้องกันเนื่องจากหากปล่อยให้ผู้ตายเข้ามาใกล้กว่านั้น โอกาสที่จะใช้อาวุธปืนยาวยิงเพื่อป้องกันตัวย่อมจะขัดข้อง การที่จำเลยใช้อาวุธดังกล่าวยิงไปที่ผู้ตายไป 1 นัด แต่ผู้ตายยังเดินเข้ามาหาจำเลยอีก จำเลยจึงยิงผู้ตายอีก 2 นัด ติดต่อกันผู้ตายจึงล้มลงนับว่าเป็นการพอสมควรแก่เหตุในภาวะและวิสัยเช่นนั้นแต่หลังจากผู้ตายล้มลงนอนหงายจำเลยยังเดินเข้าไปยิงผู้ตายอีก 2 นัด จึงเป็นการกระทำเกินสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นโดยป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ จำคุกจำเลยมีกำหนด 4 ปี...”
“เมื่อวานอาจจะสื่อสารสั้นไป แต่จุดประสงค์และเจตนารมณ์คือไม่อยากให้ทุกคนอยู่ใกล้อาวุธปืน เพราะไม่เคยทำสิ่งที่ดีให้กับผู้ใช้อาวุธปืนและผู้ถูกอาวุธปืนเลย คนที่ถูกอาวุธปืนก็บาดเจ็บ คนที่ใช้อาวุธปืนก็ต้องไปขึ้นโรงขึ้นศาล ดังนั้น กว่าจะหลุด กว่าจะมีคำพิพากษาว่าป้องกันตัวเอง หรือควรแก่เหตุแล้ว ต้องเสียเวลาไปขึ้นศาล ประกันตัว ต่างๆ มากมายก็ได้แต่เตือนสติเท่านั้น ไม่ใช่ว่าใครต้องเชื่อหรือไม่เชื่อ เพราะมีกฎหมายอยู่แล้ว กฎหมายไม่ได้ไปไหนและไม่ได้ถูกเปลี่ยนแปลง ดังนั้น อย่าเข้าใกล้ดีที่สุด” นายกฯ กล่าว
จึงไม่สามารถดูเพียงว่า “ผู้เสียชีวิตเป็น ผู้บุกรุก” หรือ “เหตุเกิดภายในบ้าน” แล้วสรุปผลทางกฎหมายได้ทันที
หากข้อเท็จจริงเป็นการป้องกันโดยชอบและพอสมควรแก่เหตุ ตามมาตรา 68 ผู้กระทำไม่มีความผิด แต่หากมีเหตุที่จะป้องกันจริง แต่กระทำเกินสมควรแก่เหตุ ก็อาจเข้าสู่หลักตาม มาตรา 69 ซึ่งกฎหมายเปิดทางให้ศาลพิจารณาลงโทษน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด และหากการกระทำนั้นเกิดจากความตื่นเต้น ความตกใจ หรือความกลัว ศาลอาจไม่ลงโทษก็ได้
เรื่องนี้เป็นบทเรียนแก่ “ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในบ้านเมือง” ทุกคนได้ว่า ต้องมีสติก่อนให้สัมภาษณ์ เรียบเรียงถ้อยคำ และนำเสนอให้ครบถ้วน เพราะในพื้นที่ข่าว และพื้นที่ทางการเมืองทุกวันนี้ มีคนพร้อมจะจับผิด โต้แย้ง และด้อยค่าการให้สัมภาษณ์ของเราทุกคนอยู่เสมอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

