ภัยความมั่นคงข้ามพรมแดน

ภัยคุกคามด้านความมั่นคงของชาติในวันนี้ไม่ได้อยู่ในรูปของกำลังทหารหรือความขัดแย้งระหว่างรัฐเท่านั้น แต่ยังมาในรูปของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติที่สามารถเคลื่อนย้ายคน เงิน เทคโนโลยี และการดำเนินงานข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว
สำหรับประเทศไทย ปัญหานี้ยิ่งมีความสำคัญเมื่อเครือข่ายอาชญากรรมในประเทศเพื่อนบ้านสามารถส่งผลกระทบเข้ามาถึงคนไทยโดยตรง ทั้งการหลอกลวงออนไลน์ การค้ามนุษย์ ยาเสพติด การฟอกเงิน และการลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมาย ล่าสุด หน่วยงานความมั่นคงของไทยยังต้องพิจารณาเพิ่มมาตรการควบคุมตามแนวชายแดน หลังพบว่าเครือข่ายหลอกลวงสามารถปรับตัวและย้ายฐานปฏิบัติการจากพื้นที่ชายแดนเข้าไปยังพื้นที่ตอนในของประเทศเพื่อนบ้านได้
ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับสิ่งที่ International Institute for Strategic Studies (IISS) เปิดเผยในรายงานเดือนตุลาคม 2569 เรื่อง “ภัยคุกคามไร้พรมแดน : ศูนย์กลางอาชญากรรมและความมั่นคงระดับภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (Borderless Global Threats : Criminal Hubs and Regional Security in Southeast Asia)ซึ่งเสนอว่าอาชญากรรมข้ามชาติไม่ควรถูกมองเป็นปัญหาเฉพาะกิจหรือแยกออกเป็นประเภทอีกต่อไป แต่ควรมองผ่านแนวคิด “Criminal Hubs” หรือพื้นที่ศูนย์กลางที่เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและกิจกรรมเศรษฐกิจผิดกฎหมายหลายประเภทมาบรรจบกัน
รายงานชี้ถึงศูนย์กลางอาชญากรรมสำคัญ 4 แห่งในภูมิภาค ได้แก่ พื้นที่สามเหลี่ยมทองคำบริเวณลาว เมียนมาและไทย พื้นที่เมืองเมียวดีในเมียนมา เมืองสีหนุวิลล์ในกัมพูชา และพื้นที่รอบปอยเปตตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังจับตาติมอร์เลสเต และบางพื้นที่ในเมียนมาในฐานะพื้นที่เสี่ยงเกิด Criminal Hubs แห่งใหม่
จุดที่น่ากังวลคือ Criminal Hubs เหล่านี้ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมเพียงประเภทเดียว แต่เป็นพื้นที่ซึ่งการหลอกลวงออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์ การค้ามนุษย์ สินค้าเถื่อน และการฟอกเงินสามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนซึ่งกันและกัน จนกลายเป็น “ระบบเศรษฐกิจอาชญากรรม” ที่มีความยืดหยุ่นสูง รายงานระบุว่าเศรษฐกิจผิดกฎหมายทั่วโลกมีมูลค่าประมาณ 6 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2025 ซึ่งมีขนาดเทียบได้หรือมากกว่า GDP ของประเทศ G7 ทุกประเทศ ยกเว้นสหรัฐอเมริกา
ในรายงานยังได้ระบุข้อเสนอด้านมาตรการที่กว้างกว่าการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะพื้นที่ตั้งแต่การยกระดับการปราบปรามอาชญากรรมทางการเงินและการกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัล การแลกเปลี่ยนข่าวกรองและความร่วมมือด้านกฎหมายข้ามประเทศ การสร้างความตระหนักในสังคม ไปจนถึงการใช้กลไกระดับภูมิภาคเพื่อสร้างความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง
เมื่อมองย้อนกลับมาที่ประเทศไทยจะเห็นว่ารายงานดังกล่าวสะท้อนภาพเหตุการณ์จริงที่กำลังเกิดขึ้นในประเทศ
ยกตัวอย่างเช่นการลักลอบค้าสินค้าผิดกฎหมายหลายประเภท รวมถึง “บุหรี่เถื่อน” ซึ่งมีการลักลอบเคลื่อนย้ายผ่านเครือข่ายและเส้นทางข้ามพรมแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เคยกล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้ว่า ที่ผ่านมาฝ่ายความมั่นคงได้เพิ่มความเข้มข้นในการดำเนินการทั้งต่อผู้ก่อเหตุรุนแรง ยาเสพติด และสินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน และประเมินว่าเหตุการณ์ก่อกวนที่เกิดขึ้นอาจเป็นการตอบโต้การดำเนินงานของภาครัฐขณะเดียวกัน ขนาดของปัญหาบุหรี่เถื่อนก็สะท้อนผ่านสถิติการบังคับใช้กฎหมาย โดยในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรตรวจยึดบุหรี่ผิดกฎหมายได้ถึง 104 ล้านมวน และระบุว่าปัญหาบุหรี่เถื่อนของไทยมีความเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน
สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวคิดสำคัญในรายงานของ IISS ที่ชี้ว่า การค้าสินค้าผิดกฎหมาย การลักลอบบุหรี่เถื่อน ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านภาษีหรือเศรษฐกิจ แต่ต้องพิจารณาในบริบทที่กว้างขึ้นของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและความมั่นคงระดับภูมิภาค
ดังนั้น การรับมือกับขบวนการบุหรี่เถื่อนด้วยการปิดชายแดน หรือจับกุมขบวนการลักลอบ อาจไม่เพียงพอ เพราะเมื่อถูกกดดัน เครือข่ายบุหรี่เถื่อนที่มีเครือข่ายทั้งต้นทาง ทางผ่าน และปลายทางอยู่ในหลายประเทศสามารถย้ายสถานที่และปรับรูปแบบการดำเนินงานได้อย่างรวดเร็ว และการดำเนินการในประเทศหนึ่งอาจเพียงผลักให้เครือข่ายย้ายฐานไปยังอีกประเทศหนึ่ง
จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือแบบพหุภาคีและหลายภาคส่วนอย่างจริงจังระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ควบคู่กับการประสานงานระหว่างประเทศเพื่อนบ้านและกลไกระดับภูมิภาค เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวกรอง บังคับใช้กฎหมายร่วมกันติดตามเส้นทางการเงิน และความร่วมมือจากภาคธุรกิจและแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง
เมื่ออาชญากรรมไม่มีพรมแดน การแก้ปัญหาก็ไม่สามารถมีพรมแดนได้เช่นกัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

