‘ยิวโจเซฟ’ : ในเงา ‘แรบไบ-ชาบัด’

ประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการความมั่นคงและเศรษฐกิจไทยในสัปดาห์นี้ คือ เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2569 กระทรวงมหาดไทย โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามประกาศเพิกถอนสัญชาติไทยของ “นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์” (Joseph Hem Kantor) หรือที่รู้จักกันในนาม “แรบไบโยเซฟ” ผู้นำชุมชนชาวยิวและประธานเครือข่ายชาบัด (Chabad-Lubavitch) ในประเทศไทย เรื่องราวนี้กลายเป็นมหากาพย์ที่โยงใยตั้งแต่เส้นทางการได้สัญชาติ เครือข่ายธุรกิจมูลค่าหลายพันล้าน ไปจนถึงการกวาดล้างขบวนการ “นอมินี” ครั้งใหญ่โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
1) จากแรบไบผู้สร้าง “ชาบัดไทย” สู่การขอสัญชาติในฐานะ “นักลงทุน”
นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ (เดิมสัญชาติอเมริกัน เกิดที่ออสเตรเลีย) เดินทางเข้ามาตั้งรกรากในประเทศไทยพร้อมภรรยาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เพื่อปฏิบัติหน้าที่แรบไบ (ผู้นำศาสนายิว) เขาเริ่มวางรากฐานด้วยการเปิด “ชาบัดเฮาส์” (Chabad House) แห่งแรกในไทยที่ถนนพระอาทิตย์ เมื่อปี พ.ศ. 2537 เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวชาวยิวและอิสราเอล ทั้งยังเป็นผู้ริเริ่มการรับรองมาตรฐาน อาหาร “โคเชอร์” (Kosher) สำหรับโรงงานและผู้ผลิตอาหารในประเทศไทย
เมื่อธุรกิจและการศาสนาเริ่มเติบโต นายโจเซฟได้ยื่นขอแปลงสัญชาติเป็นไทยในเงื่อนไขของ “นักลงทุน” ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 (นับเครือญาติที่ได้สัญชาติอีก รวมเป็น 7 คน) โดยได้รับอนุมัติทางกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2556 ก่อนจะเข้าทำบัตรประชาชนไทยใบแรกในวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556 ซึ่งในขั้นตอนดังกล่าว นายโจเซฟได้รับทราบเงื่อนไขอย่างชัดเจนว่า “ต้องสละสัญชาติเดิม”
2) “แรบไบ” คืออะไร? มีส่วนในการสร้างอิทธิพลอย่างไร
ก่อนจะเข้าใจกลไกความสำเร็จของเครือข่ายนี้ จำเป็นต้องเข้าใจคำว่า “แรบไบ” (Rabbi) เสียก่อน ในศาสนายูดาย แรบไบคือ ผู้นำทางจิตวิญญาณ อาจารย์ และผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายศาสนา (ในทางพระพุทธศาสนา อาจเทียบเคียงได้กับพระผู้ใหญ่หรือเจ้าอาวาส แต่แรบไบสามารถแต่งงานมีครอบครัวได้) ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางของชุมชนชาวยิว ทั้งการประกอบพิธีกรรม ให้คำปรึกษาในการดำเนินชีวิต และการตัดสินข้อพิพาทตามหลักศาสนา
ด้วยเหตุนี้ ตำแหน่ง “แรบไบ” จึงมีผลอย่างมหาศาลต่อการสร้างอิทธิพลและการประกอบธุรกิจโดยสามารถจำแนกกลไกขับเคลื่อนออกมาได้ 3 ด้านหลัก ดังนี้
• ฐานความไว้วางใจสูงสุด (Absolute Trust) : ชาวยิวทั่วโลกให้ความเคารพและเชื่อฟังคำแนะนำของแรบไบอย่างสูง เมื่อแรบไบโยเซฟเดินทางมาตั้งรกรากในไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2536 เขาจึงกลายเป็น “เสาหลัก” ที่นักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวยิวหรือชาวอิสราเอลทุกคนต้องเข้าหาเพื่อขอคำแนะนำ ทำให้เขาสามารถเข้าถึงคอนเนกชันและทุนจากต่างประเทศได้อย่างง่ายดาย
• การผูกขาดมาตรฐานอาหาร “โคเชอร์” (Kosher): ตามหลักศาสนายิว ชาวยิวที่เคร่งครัดจะรับประทานเฉพาะอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโคเชอร์เท่านั้น และผู้มีอำนาจในการตรวจสอบและออกใบรับรองนี้ก็คือ “แรบไบ” การที่แรบไบโยเซฟเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานระบบโคเชอร์ในไทย ทำให้เขากลายเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในห่วงโซ่อุปทานอาหารยิว ทหาร/นักท่องเที่ยวอิสราเอล รวมถึงโรงงานไทยที่ต้องการส่งออกอาหารไปตลาดโลก จึงต้องพึ่งพาเขาแต่เพียงผู้เดียว
• เครือข่าย “ชาบัดเฮาส์” (Chabad House) ศูนย์รวมอำนาจและทุน: แรบไบโยเซฟได้เปิดชาบัดเฮาส์แห่งแรกที่ถนนพระอาทิตย์ในปี พ.ศ. 2537 ก่อนจะขยายไปยังแหล่งท่องเที่ยวหลัก เช่น ภูเก็ต เชียงใหม่ เกาะสมุย และเกาะพะงัน สถานที่เหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานทำพิธีทางศาสนา แต่ทำหน้าที่เป็นเหมือน “สถานทูตอย่างไม่เป็นทางการ” เป็นที่พัก ร้านอาหาร จุดนัดพบ และศูนย์ช่วยเหลือชาวยิว ทำให้เกิดการรวบรวมฐานข้อมูล พลังเครือข่าย และเม็ดเงินบริจาคมหาศาล ซึ่งสามารถเปลี่ยนเป็นทุนในโลกธุรกิจได้อย่างรวดเร็ว
3) อาณาจักรธุรกิจ 4,000 ล้าน และชนวนเหตุ “พาสปอร์ตสองเล่ม”
ตลอดเวลากว่า 30 ปีในไทย เครือข่ายของแรบไบโยเซฟและลูกหลานได้แตกหน่อธุรกิจออกไปมากกว่า 40 บริษัททั่วประเทศ โดยตัวเขาเองมีชื่อเป็นกรรมการโดยตรงอย่างน้อย 8 แห่ง สร้างรายได้หมุนเวียนในเครือข่ายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท ครอบคลุม 5 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ
1. ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์: เช่น บริษัทกาน ชาบาด จำกัด (ทุนจดทะเบียน 30 ล้านบาท) เน้นการซื้อ เช่า และบริหารอสังหาริมทรัพย์ โรงแรมรีสอร์ตหรูในทำเลทอง
2. ธุรกิจอาหารโคเชอร์: บริษัท เดอะโคเชอร์ เพลส จำกัด ดำเนินกิจการร้านอาหารยิวในกรุงเทพฯ และเชียงใหม่
3. ธุรกิจนำเที่ยวและการบริการ: มีบริษัทท่องเที่ยวเฉพาะกลุ่มที่สร้างรายรับสูงถึง 1,300 ล้านบาท รวมถึงสถานฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจ (Rehab) รองรับชาวอิสราเอลจากสภาวะสงคราม
4. ธุรกิจการศึกษา: โรงเรียนและสถานศึกษาบนเกาะพะงัน
5. ธุรกิจบริการทางการเงินและการบริหารจัดการ
4) เจาะลึกนิกาย Chabad-Lubavitch: เมื่อศรัทธาขับเคลื่อนด้วยกลยุทธ์ “แฟรนไชส์”
องค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เครือข่ายของแรบไบโยเซฟเติบโตอย่างก้าวกระโดด คือ อัตลักษณ์ของนิกายที่เขาสังกัด นั่นคือ ชาบัด-ลูบาวิตช์ (Chabad-Lubavitch) ซึ่งเป็นหนึ่งในนิกายย่อยของชาวยิวออร์โธดอกซ์ (Orthodox Judaism) ที่มีลักษณะเฉพาะตัวและส่งผลต่อการทำธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ
• แนวคิดการเผยแผ่เชิงรุก (Outreach Mission): แตกต่างจากชาวยิวกลุ่มอื่นที่มักเก็บตัว นิกายชาบัดมีปณิธานแรงกล้าในการออกตามหาและช่วยเหลือชาวยิวทุกคนทั่วโลก ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เพื่อดึงกลับเข้าสู่หลักศาสนา แนวคิดนี้ทำให้แรบไบของชาบัดถูกส่งออกไปตั้งรกรากในต่างแดน และมีทักษะในการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่นสูงมาก
• โมเดลธุรกิจแบบ “แฟรนไชส์จิตวิญญาณ”: โครงสร้างของชาบัดเฮาส์ทั่วโลกดำเนินงานคล้ายระบบแฟรนไชส์ ศูนย์ใหญ่ในนิวยอร์กจะส่งแรบไบออกไปจัดตั้งศูนย์ในประเทศต่าง ๆ แต่ละศูนย์ต้อง พึ่งพาตนเองทางการเงิน (Self-funding) หาเงินบริจาคและสร้างรายได้เอง ทำให้แรบไบของชาบัดทุกคนมีสัญชาตญาณความเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurship) ที่สูงมากโดยธรรมชาติ
• การเปลี่ยน “ชาบัดเฮาส์” เป็นศูนย์กลางบริการครบวงจร: ชาบัดเฮาส์ (Chabad House) ที่แรบไบโยเซฟริเริ่มจัดตั้งในไทย (เริ่มจากถนนพระอาทิตย์ในปี 2537 ก่อนขยายไป ภูเก็ต เชียงใหม่ สมุย พะงัน และพัทยา) ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ศาสนสถาน แต่เป็นทั้งที่พัก ร้านอาหาร ศูนย์ประสานงานท่องเที่ยว และเซฟเฮาส์กลายเป็นระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่ผูกขาดความต้องการของนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจชาวยิวไว้เบ็ดเสร็จ
• การผูกขาดมาตรฐานอาหาร “โคเชอร์” (Kosher): ตามกฎหมายศาสนายิว ชาวยิวที่เคร่งครัดจะรับประทานเฉพาะอาหารที่ผ่านการรับรองมาตรฐานโคเชอร์เท่านั้น และแรบไบคือผู้มีอำนาจในการตรวจสอบ การที่แรบไบโยเซฟเป็นผู้ริเริ่มวางรากฐานระบบโคเชอร์ในไทย ทำให้เขากลายเป็นผู้กุมอำนาจเบ็ดเสร็จในห่วงโซ่อุปทานอาหารยิว โรงงานไทยที่ต้องการส่งออกอาหารไปตลาดโลก หรือธุรกิจโรงแรมที่ต้องการรองรับกลุ่มนี้จึงต้องพึ่งพาเครือข่ายของเขาแต่เพียงผู้เดียว
5) อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อหน่วยงานความมั่นคงตรวจสอบพบว่า นายโจเซฟไม่ได้สละสัญชาติเดิมจริง แต่ยังคงซ่อนเร้นใช้ หนังสือเดินทางสัญชาติอเมริกัน เดินทางเข้า-ออกไปยังประเทศออสเตรเลียอย่างต่อเนื่องถึง 16 ครั้ง (ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2569) การกระทำนี้ถือเป็นความผิด ฐานฝ่าฝืนเงื่อนไขการแปลงสัญชาติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจึงอาศัยอำนาจตามมาตรา 19 แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ. 2508 ลงนามเพิกถอนสัญชาติไทยของเขาในที่สุด
โดยเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง ถอนสัญชาติไทย
ด้วยปรากฏว่า นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ บุคคลสัญชาติไทย (เดิมบุคคลสัญชาติอเมริกัน) ซึ่งได้สัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 มีพฤติการณ์ยังคงใช้สัญชาติเดิม โดยปรากฏข้อเท็จจริงว่าได้รับสัญชาติไทย โดยมีการประกาศราชกิจจานุเบกษาให้มีสัญชาติไทยโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายเมื่อวันที่ 11 เมษายน 2556 และมีการจัดทำบัตรประจำตัวประชาชนครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2556 แต่ปรากฏข้อมูลจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ว่าได้สืบสวนบุคคลต่างด้าวที่ได้รับการแปลงสัญชาติเป็นไทยกระทำการอื่นใดที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคม ฯลฯ
โดยระบุว่า นายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ ได้มีการใช้สัญชาติอเมริกัน ในการเดินทางเข้า - ออกไปยังประเทศออสเตรเลียอย่างต่อเนื่อง 16 ครั้ง (ครั้งล่าสุดวันที่ 26 มกราคม 2569) อันมีลักษณะเป็นการใช้สัญชาติเดิม (อเมริกัน) ที่ขัดเงื่อนไขในการขอแปลงสัญชาติเป็นไทย โดยนายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์ ได้ทราบเงื่อนไขดังกล่าวแล้วในวันที่ยื่นคำขอแปลงสัญชาติเป็นไทย
กรณีดังกล่าวจึงเข้าเงื่อนไขที่อาจถูกถอนสัญชาติไทยตามมาตรา 19 (2) แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 เนื่องจากมีหลักฐานว่ายังคงใช้สัญชาติเดิม (อเมริกัน) ซึ่งหากปล่อยไว้เนิ่นช้าออกไปอาจก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงต่อประชาชนและสาธารณะได้
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 19 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ.2508 ให้ถอนสัญชาติไทยของนายโจเซฟ เฮม แคนเตอร์
จึงประกาศมาให้ทราบทั่วกัน ประกาศ ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ลงชื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย
6) DSI ยกระดับ 9 หน่วยงาน ลุยล้างบางเครือข่ายนอมินี
การเพิกถอนสัญชาติไม่ได้จบลงแค่ตัวบุคคล แต่ได้กลายเป็นชนวนเหตุให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ร่วมมือกับหน่วยความมั่นคงรวม 9 หน่วยงาน เปิดปฏิบัติการปูพรมตรวจค้นครั้งใหญ่ในช่วงต้นเดือนตุลาคม พ.ศ. 2569 โดยมีการบุกเข้าตรวจค้นศูนย์ชาบัดเฮาส์ และพุ่งเป้าไปที่เครือข่ายธุรกิจที่ส่อแววเป็น “นอมินี” (การจ้างคนไทยถือหุ้นบังหน้า) มูลค่าหลักหมื่นล้านบาท
ความคืบหน้าล่าสุด DSI ได้ออกหมายเรียกพยานแล้ว 10 ราย ซึ่งมีทั้งคนไทยที่รับเป็นนอมินี สำนักงานกฎหมายที่รับจดทะเบียนจัดตั้งบริษัท และผู้บริหารในเครือข่าย พร้อมเตรียมขยายผลตรวจสอบทรัพย์สินและการถือครองที่ดินของบุคคลที่ใกล้ชิดอีกกว่า 20 ราย โดยเน้นพื้นที่ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยวสำคัญ ได้แก่ ภูเก็ต, พัทยา (ชลบุรี), เกาะสมุย และเกาะพะงัน (สุราษฎร์ธานี)
บทสรุป :
กรณีของ “โจเซฟ แรบไบ ชาบัด” เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดของการบังคับใช้กฎหมายสัญชาติไทยอย่างเข้มงวด เมื่อพบการทุจริตทางเงื่อนไข และยังเป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้ภาครัฐหันมาสแกนอินไซด์ธุรกิจต่างชาติที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายเข้าถือครองอสังหาริมทรัพย์และทำธุรกิจผูกขาดในไทย ซึ่งหลังจากนี้สินทรัพย์และที่ดินทั้งหมดที่เคยถือครองในนามสัญชาติไทยของเขาจะต้องเข้าสู่กระบวนการบังคับจำหน่ายและตรวจสอบสิทธิ์ตามกฎหมายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

