สงครามรัสเซีย-ยูเครนทำทะเลดำวิกฤต โลมาตายทะลุ 1.2 แสนตัว คาดใช้เวลาฟื้นฟูกว่า 50 ปี

สงครามรัสเซีย-ยูเครนไม่ได้สร้างความสูญเสียเพียงชีวิตมนุษย์ แต่ยังกำลังทำลายระบบนิเวศทางทะเลอย่างรุนแรง หลังพบโลมาในทะเลดำตายแล้วกว่า 120,000 ตัว หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด นักวิจัยชี้แรงระเบิด โซนาร์เรือรบ ทุ่นระเบิด และสารเคมีจากสงครามเป็นปัจจัยสำคัญ ขณะที่การฟื้นฟูธรรมชาติอาจต้องใช้เวลานานถึง 30-50 ปี
สำนักข่าวอัลจาซีรา รายงานว่า นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2565 สัตว์ทะเลในทะเลดำได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยอีวาน รูเซฟ หัวหน้านักวิจัยแห่งอุทยานแห่งชาติตุซลีลากูนส์ ทางตอนใต้ของยูเครน เปิดเผยว่า เฉพาะปี 2565 มีโลมาเสียชีวิตประมาณ 50,000 ตัว และเมื่อถึงปี 2569 จำนวนเพิ่มขึ้นเกิน 120,000 ตัว หรือประมาณ 1 ใน 4 ของประชากรสัตว์จำพวกวาฬและโลมาทั้งหมดในทะเลดำ
ก่อนหน้านี้ ชาวประมงและผู้ลักลอบจับปลาตามแนวชายฝั่งมักพบซากโลมาติดอวน บางตัวมีร่องรอยบาดแผลตามลำตัว ขณะที่บางตัวมีสภาพผอมโซและเน่าเปื่อย ก่อนถูกคลื่นซัดขึ้นมาเกยตื้นตามชายหาด
รูเซฟระบุว่า การสู้รบส่งผลกระทบต่อโลมาอย่างรุนแรง ทั้งจากแรงระเบิด การยิงขีปนาวุธร่อนจากเรือรบ และระบบโซนาร์ทางทหาร ซึ่งรบกวนประสาทการได้ยินและความสามารถในการระบุตำแหน่งด้วยเสียงสะท้อน หรือ Echolocation ที่โลมาใช้ในการนำทาง สื่อสาร และหาอาหาร
เมื่อโลมาไม่สามารถล่าเหยื่อได้ตามปกติ ร่างกายจะสูญเสียน้ำหนักอย่างรวดเร็วและต้องดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงาน แต่ไขมันเหล่านั้นอาจมีสารมลพิษจากน้ำเสีย สารเคมีทางการเกษตร ไมโครพลาสติก และยาปฏิชีวนะสะสมอยู่ ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ และเสี่ยงต่อการติดเชื้อทางเดินหายใจจากไวรัสมอร์บิลลิไวรัส
นอกจากโลมาแล้ว สัตว์ทะเลชนิดอื่นยังได้รับผลกระทบจากน้ำมัน เชื้อเพลิง และสารเคมีที่รั่วไหลจากเรือรบ เรือบรรทุกน้ำมัน และเรือขนส่งสินค้าหลายสิบลำที่จมหรือได้รับความเสียหายจากสงคราม
นับตั้งแต่ปี 2565 โดรนของยูเครนสามารถโจมตีจนเรือดำน้ำรัสเซียจม 2 ลำ และเรือรบอีกประมาณ 30 ลำ รวมถึงเรือลาดตระเวนติดขีปนาวุธมอสควา ซึ่งเป็นเรือธงของกองเรือทะเลดำ ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงด้านมลพิษจากเชื้อเพลิงและสารเคมีที่อยู่บนเรือ
ขณะเดียวกัน ทะเลดำยังได้รับผลกระทบจากการทำลายเขื่อนคาคอฟกาบนแม่น้ำนีเปอร์ในปี 2566 ซึ่งปล่อยน้ำปริมาณมหาศาลที่ปนเปื้อนสารเคมีจากปุ๋ย โลหะหนัก และน้ำมันเครื่องลงสู่พื้นที่โดยรอบ ทำให้ปลาหลายชนิดเริ่มหายากลง
ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่แค่ยูเครน เพราะนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากบัลแกเรีย โรมาเนีย และตุรกี ต่างรายงานการพบโลมาตายเพิ่มขึ้นเช่นกัน แม้ซากจำนวนมากจะเน่าเปื่อยจนยากต่อการตรวจสอบสาเหตุการเสียชีวิต
นอกจากนี้ เสียงระเบิดและการเคลื่อนไหวของโดรนยังรบกวนนกอพยพที่เดินทางระหว่างยุโรปตอนเหนือกับตะวันออกกลาง ส่งผลต่อการหาอาหารและการทำรัง ขณะที่สัตว์ป่าบางชนิด เช่น หมูป่า กวางโร สุนัขจิ้งจอก และกระต่ายป่า กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้น เนื่องจากการล่าสัตว์ลดลงในช่วงสงคราม
รูเซฟประเมินว่า แมลงและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กอาจฟื้นตัวได้ภายในไม่กี่ปี แต่ประชากรโลมาและสัตว์จำพวกวาฬต้องใช้เวลานานกว่านั้น โดยอาจต้องใช้เวลา 30-50 ปี เพื่อให้ประชากรกลับคืนมาและระบบนิเวศทะเลดำฟื้นตัวใกล้เคียงสภาพปกติ สะท้อนให้เห็นว่าสงครามครั้งนี้ทิ้งความเสียหายต่อธรรมชาติที่อาจต้องใช้เวลาหลายสิบปีในการเยียวยา
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

