เปิดต้นตอภัยพิบัติครั้งใหญ่ ธารน้ำแข็งดิ่งจากหิมาลัยสูงกว่าเบิร์จ คาลิฟา ด้วยความเร็วที่ทำผู้คนยืนสตั๊นหนีไม่ทัน

28 สิงหาคม 2569 จากกรณีเหตุภัยพิบัติครั้งใหญ่ในพื้นที่เทือกเขาหิมาลัย หลังเกิดน้ำป่าไหลหลากอย่างรุนแรงบริเวณชายแดนเนปาล-ทิเบตของจีน โดยกระแสน้ำเชี่ยวกรากเข้าท่วมพื้นที่อย่างรวดเร็ว ก่อนพัดบ้านเรือน รถยนต์ ถนน และสะพานได้รับความเสียหายอย่างหนัก ต่อมาโฆษกสำนักงานตำรวจเนปาล เปิดเผยว่า ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุ มวลน้ำไหลทะลักครั้งใหญ่ใกล้ชายแดนเนปาล-ทิเบต เพิ่มเป็น 389 ศพ ขณะที่ยังมีผู้สูญหายอีกกว่า 1,000 คน โดยเจ้าหน้าที่กู้ภัยยังเร่งค้นหาผู้รอดชีวิต ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดน้ำท่วมระลอกใหม่
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานว่า เหตุการณ์ดินถล่มอย่างรวดเร็วจากน้ำแข็ง และหิน รวมถึงน้ำท่วมฉับพลันที่คร่าชีวิตผู้คนหลายร้อยคนในเนปาลและทิเบตของจีน เกิดขึ้นเมื่อส่วนล่างของธารน้ำแข็งแตกออกและพังถล่มลงสู่พื้นหุบเขาที่อยู่ต่ำลงไปหลายร้อยเมตร
ซึ่งยังไม่แน่ชัดว่าอะไรเป็นสาเหตุให้ธารน้ำแข็งถล่ม เจ้าหน้าที่เนปาลในเบื้องต้นชี้ว่าอาจเกิดแผ่นดินไหวในภูมิภาค แต่ต่อมาสำนักงานสำรวจทางธรณีวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US Geological Survey) กล่าวว่า การสั่นสะเทือนที่รายงานนั้นแท้จริงแล้วเป็นพลังงานแผ่นดินไหวที่เกิดจากการถล่มของหินและน้ำแข็งในธารน้ำแข็ง ตามด้วยการไหลของเศษหิน และธารน้ำแข็ง
ซึ่งภาพถ่ายดาวเทียมแสดงให้เห็นว่าธารน้ำแข็งส่วนใหญ่ใกล้กับยอดเขาลังตัง ลีรุง (Langtang Lirung peak) แยกตัวออกไป เมื่อเปรียบเทียบกับภาพที่ถ่ายไว้เมื่อไม่กี่วันก่อนหน้าที่จะเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยพายุหิมะ และ หินถล่มครั้งใหญ่ได้พัดถล่มสู่ลำน้ำ เลนเด โคลา (Lende Khola) ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำโภเต โกชี ซึ่งไหลเลียบชายแดนภูเขาระหว่างเนปาลและทิเบต

ดินถล่มครั้งใหญ่นี้ได้พัดถล่ม ท่าเรือจีหรงในทิเบต ก่อนเข้าสู่เนปาล ก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันความเร็วสูงที่พัดพาถนนและโครงการผลิตไฟฟ้าไปทั้งหมด และ ท่วมหมู่บ้านหลายแห่ง ซึ่งวิดีโอที่ได้รับการยืนยันแล้วแสดงให้เห็นผู้คนนับร้อยถูกกระแสน้ำพัดไปที่ชายแดน
ต่อมานักธรณีวิทยาของรัฐบาลจีน กล่าวว่า กระแสน้ำแข็งถล่มที่ทำให้เกิดดินถล่มนั้นเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 50 เมตร ต่อวินาที ทำให้ผู้คนมีเวลาตอบสนองน้อยมาก และขยายวงกว้างไปกว่า 20 กิโลเมตร น้ำท่วมที่เกิดจากการพังทลายได้ไหลทะลักผ่านหุบเขาในเนปาลและเปลี่ยนแปลงเส้นทางของแม่น้ำไปไกลกว่า 100 กิโลเมตร ทางตอนล่าง ใกล้กับชายแดนอินเดีย หลังจากที่ระดับความสูงลดลงมากกว่า 4,500 เมตร จากเทือกเขาหิมาลัย
สภากาชาด ระบุว่า หมู่บ้านหลายแห่งถูกทำลายไปอย่างสิ้นเชิง และถนนและสะพานหลายสายใช้การไม่ได้ ทำให้ชุมชนถูกตัดขาดจากโลกภายนอก สภากาชาดกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังไม่ทราบขอบเขตความเสียหายที่แท้จริงอย่างแน่ชัด

ศูนย์นานาชาติเพื่อการพัฒนาภูเขาแบบบูรณาการ (International Centre for Integrated Mountain Development) กล่าวว่า น้ำท่วมฉับพลันได้ส่งน้ำ ตะกอนดิน และ ก้อนหินจำนวนมากไหลทะลักผ่านระบบแม่น้ำโภเต โกชี และ แม่น้ำตรีศุลี โดยระดับน้ำในแม่น้ำบริเวณกัลชี ซึ่งอยู่ทางตอนล่างของแม่น้ำนั้นเพิ่มสูงขึ้นถึง 9 เมตร ภายใน 30 นาที
แม้ว่าผู้เชี่ยวชาญจะเตือนว่าไม่ควรระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นสาเหตุหลักเพียงอย่างเดียวที่ทำให้เกิดการถล่ม แต่พวกเขากล่าวว่าอุณหภูมิที่สูงขึ้นและการละลายของธารน้ำแข็งน่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับภัยพิบัตินี้
ภาวะโลกร้อนสามารถลดการยึดเกาะของน้ำแข็งบนเนินลาดชัน เพิ่มปริมาณน้ำที่ละลาย และเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข็งตัว การละลาย และปริมาณน้ำฝน ซึ่งอาจทำให้เนินเขาอ่อนแอลงและทำให้เกิดการถล่มขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้นในบางจุด
ซึ่งล่าสุดทางการเนปาล และ จีน ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยงน้ำท่วมครั้งใหม่ในเทือกเขาหิมาลัยเนื่องจากทะเลสาบสองแห่งที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนทั้งสองฝั่งมีแนวโน้มที่จะแตกออก ในภูมิภาคที่ยังคงเผชิญกับภัยพิบัติน้ำท่วมครั้งใหญ่ในระยะสัปดาห์นี้อยู่
ขอบคุณข้อมูลจาก : Reuters
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

