หนุ่มเล่านาทีวิกฤต หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น สวนหัวใจ 2 ครั้งใน 6 เดือน พร้อม 11 ข้อคิดเตือนสติก่อนสาย
29 สิงหาคม 2569 เวลา 08:53 น.

ประสบการณ์จริง! หนุ่มเล่านาทีวิกฤต "หลอดเลือดหัวใจตีบ 3 เส้น" สวนหัวใจ 2 ครั้งใน 6 เดือน พร้อม 11 ข้อคิดเตือนสติก่อนสาย
เรื่องราวอุทาหรณ์ภัยเงียบที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อว่า Yotsavee Jaided ได้ออกมาแชร์ประสบการณ์ตรงผ่านข้อความเตือนสติสังคม หลังต้องเผชิญกับ "ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันทั้ง 3 เส้น" ในวัยเพียง 35 ปี พร้อมผ่านการทำหัตถการสวนหัวใจ ทั้งการทำบอลลูนและใส่ขดลวดถึง 2 ครั้ง ภายในระยะเวลาเพียง 6 เดือน
โดยระบุว่า
1 ปี กับ อีก 2 เดือนผ่านไป…
หลังจากรักษาอาการ “ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตันทั้งสามเส้น” ซึ่งตอนนี้สามารถกลับมาออกกำลังกายได้เกือบปกติแต่ยังต้องไปหาหมอให้ตรวจเช็คอัพร่างกายอย่างสม่ำเสมอ
.
จากบทสนทนากับน้องนุ่นเมื่อวานรวมไปถึงการนึกคิดถึงมุมมองของชีวิตว่าถ้าวันนั้นเราไม่สงสัยใคร่รู้ในอาการที่เราเป็น ป่านนี้เราจะได้นั่งพิมพ์ข้อความเหล่านี้อยู่รึเปล่านะ…
.
“อยากให้ทุกคนมีชีวิตอยู่ไปอีกนานๆ เพื่อคนที่คุณรัก เพราะวันที่เราจากไปแล้วคนที่เจ็บปวดที่สุดไม่ใช่ตัวเราแต่เป็นคนที่อยู่รอบๆตัวคุณ”
.
จากประโยคข้างต้นทำให้เราอยากแชร์มุมมองของตัวเองที่ได้มีประสบการณ์ตรงกับ “ภาวะหลอดเลือดหัวใจตีบตัน” จนได้มีโอกาสไปทำหัตถการใส่ขดลวดและทำบอลลูน ถึง 2 ครั้ง ในระยะเวลาเพียง 6 เดือน
.
ประกอบกับการเกิดการตระหนักรู้กับโรคหลอดเลือดหัวใจในสังคมช่วงนี้ที่กำลังเป็นหัวข้อสำคัญในชีวิตประจำวันที่ไปทำงานหรือพบเจอผู้คนที่ไหนก็จะมีเรื่องนี้เกิดขึ้นเลยหวังว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้อ่านไม่มากก็น้อย
รีวิวอาการครั้งที่ 1
1.เส้นเลือดตีบรอบแรก เดือนมิถุนายน 2568
— ขณะเดินขึ้นสะพานลอย มีอาการบีบรัดหน่วงๆที่หน้าอก เป็นอาการเหนื่อยแบบที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน แต่เวลาเดินใช้ชีวิตปกติก็ไม่ได้มีอาการอะไรเป็นพิเศษ เป็นมาประมาณ 1 เดือน แล้วเห็นแพ็คเกจวิ่งสายพานลดราคาเลยอยากลองไปตรวจบ้าง
— วันที่หมอตรวจ หมอยิ้มแล้วบอกว่า ยังหนุ่มยังแน่นมีอาการอะไรถึงมาตรวจหัวใจล่ะ (ผมอายุ 35 ย่างเข้า 36 ขณะนั้น) ในขณะที่พอผมลองเริ่มเดินสายพานเป็นเวลา 5 นาที จากใบหน้าขี้เล่นของคุณหมอกลับกลายเป็นความคร่ำเครียดเข้ามาแทนที่ ยังไม่ทันเริ่มวิ่ง หมอก็จับผมมาตรวจคลื่นหัวใจและตรวจแคลเซียมในเลือกต่อทันที
ผลที่ออกมาแคลเซียมในหลอดเลือดผมน้อยมากและหัวใจบีบรัดตัวแข็งแรงดี แต่หมอมั่นใจจากกราฟคลื่นหัวใจตอนวิ่งว่ามันมีสัญญาณหัวใจขาดเลือด ซึ่งหมอเสนอให้ฉีดสีจะเห็นชัดที่สุด
— ความเครียดของผมถัดมาคือถ้ามีการฉีดสีคือต้องมีค่าห้อง ค่ายา ค่าเปิดห้องหัตถการ ซึ่งมันคือค่าใช้จ่ายทั้งหมด ประกันที่ตัวเองทำจะใช้ได้ต่อเมื่อตรวจไปแล้วเจอโรคจริงๆจึงจะคลอบคลุมการรักษา และด้วยความที่เราไม่เคยป่วยเป็นโรคนี้ทำให้เราประเมินตัวเลขไม่ได้เลยว่าจะต้องเสียหายเท่าไหร่ ซึ่งหมอไม่ได้บังคับเพราะสุดท้ายแล้วถ้าตรวจมาไม่เจอจริงๆก็ดีไป แต่ในแววตาของหมอที่ผมเห็น หมอมั่นใจมากว่ามีแต่ต้องให้เราเป็นผู้ตัดสินใจ
— และหลังจากปรึกษากับคนรักและครอบครัวเลยตัดสินใจยอมไปขึ้นเขียงให้รู้กันไปเลย! โดยเอาเงินเก็บมาเตรียมตัวไว้พร้อมแล้ว
— ขณะอยู่บนเตียงให้ห้องหัตถการ (จะขอไม่เล่าถึงความรู้สึกตอนโดนสวนหลอดเลือดผ่านทางข้อมือให้ฟัง หากใครอยากรับรู้เจอหน้าแล้วเดี๋ยวเล่าให้ฟัง) ตอนนี้สวนหัวใจเข้าไปแล้ว และหมอได้เรียกญาติกับแฟนมาฟังผลซึ่งเซอร์ไพรซ์มากๆก็คือเส้นเลือดตีบ 3 เส้น
เส้น LAD 80% (ใส่ขดลวด)
เส้น LCX 100% (ทำบอลลูน)
เส้น RCA 30% (ยังไม่รักษา)
— ซึ่งสุดท้ายการทำหัตถการก็ผ่านไปได้ดี แต่ต้องใช้เวลาฟื้นตัวอย่างน้อย 1 ปี ที่จะสามารถกลับมาออกกำลังกายได้เหมือนปกติ + ต้องกินยาละลายลิ่มเลือด และ ยาลดไขมันตลอดชีวิต
.
แต่ใครจะไปรู้ว่าโชคชะตาจะเล่นตลก…ช่วงกลางเดือนของ มกราคม 2569 ฉันกลับมามีอาการอีกครั้ง!
รีวิวอาการครั้งที่ 2
2.เส้นเลือดตีบรอบสอง เดือนมกราคม 2569
— หลังจากกลับจากญี่ปุ่น เวลาเดินปกติเฉยๆ แค่ไม่ถึง 200-300 เมตร มีอาการแน่นอกและเหนื่อย Heart rate พุ่งจากปกติ 70 นิด พุ่งไป 100 ต้นๆทันที ซึ่งช่วงนั้นมีนัดหมอตรวจใกล้ๆพอดี ตั้งใจจะรอไปตรวจทีเดียว แต่อะไรดลใจไม่รู้ ขอเลื่อนนัดหมอมาไวขึ้น
— วันไปหาหมอเดินจากรถไฟฟ้าไปโรงพยาบาล ในระยะ 1 กม. ซึ่งปกติเดินชิวมาก แต่วันนั้น เหนื่อยและแน่นหน้าอกมากจนต้องหยุดพัก โชคดีที่วันนั้นไปกับน้องนุ่นด้วยเลยให้ช่วยแบกของ แล้วลากสังขารไปถึงโรงพยาบาล หมอตัดสินใจพาเข้าห้องฉุกเฉิน ตรวจอาการพื้นฐานแล้วตัดสินใจให้ฉีดสีวันนั้นเลย!
— กลับมาขึ้นเขียงอีกครั้งและผลปรากฎว่า
เส้น RCA ที่ตอนนั้นตีบ 30% กลายเป็น 90% ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงต้องทำการสวนหัวใจครั้งที่ 2 ทันที ซึ่งเป็นการใส่ขดลวดเช่นเดิม และ ปัจจุบันฉันก็กลับมาเป็นปกติแล้ว (ในตอนนี้)
.
จากเหตุการณ์ข้างต้นเลยอยากสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้มาดังต่อไปนี้ และหากนึกอะไรออกเพิ่มเติมได้จะมา Edit ข้อมูลเพิ่มให้อีกครับ
.
วิธีปฏิบัติหลังจากนี้
— การสังเกตอาการ
หมั่นใส่ใจชีวิตประจำวันและความปกติที่ตัวเองเป็นอยู่อย่างสม่ำเสมอ อะไรที่แปลกไปแม้จะเล็กน้อยก็ตามอย่าปล่อยผ่านความสงสัยนั้นไป
.
— Smartwatch
จากข้อมูลข้างต้น เน้นแค่ตัวพื้นฐานราคาไม่แรงได้ ควรหมั่นดู Heart rate และ Sleep Score เสมอ แล้วเราจะเฝ้าเห็นความผิดปกติได้ง่ายและชัดเจนขึ้น
.
— กินยาสม่ำเสมอ
ยาไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัว และการกินยาก่อนวัยอันควรก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ซึ่งทุกวันนี้เราควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย นอนเพียงพอได้ประมาณนึงก็จริง แต่ผลไขมันที่ออกมาดีมากส่วนใหญ่ก็เพราะยาที่ช่วยให้เราควบคุมมันได้
.
— ออกกำลังกาย
ปกติมีตีแบตและว่ายน้ำบ้าง แต่กับชาวกรุงการออกกำลังกายแบบเป็นกิจลักษณะอาจจะยากสำหรับหลายๆคน งั้นพยายามเอามาอยูีในชีวิตประจำวันให้มากที่สุด เช่น เป็นการเดินไปกินข้าว / เดินขึ้นบันได BTS / เลี่ยงการใช้ลิฟท์ หรือถ้าที่ทำงานสูงมาก เดินขึ้นไปเท่าที่ไหวแล้วกดลิฟท์ต่อ / ตั้งเป้าการเดินวันละ 10,000 ก้าว เป็นต้น
.
— ไม่เครียดจนเกินไป
อันนี้ในเชิงปฏิบัติยากที่สุด เพราะแต่ละคนปัจจัยในการใช่ชีวิตและเรื่องราวที่เผชิญไม่เหมือนกัน แต่ถ้าให้อธิบายเป็นข้อความก็คงจะเป็น ถ้าวันไหนเริ่มรู้สึกตัวว่าเครียดมากๆแล้วหาทางปล่อยมันลงให้ไว และนึกถึงความสุขและสิ่งที่อยากทำที่กำลังรอเราอยู่ จะพอช่วยให้เราปล่อยวางได้บ้าง 
.
— พักผ่อนให้เพียงพอ
ไม่ขออะไรมากขอให้นอนก่อนห้าทุ่ม ทำพื้นที่นอนตัวเองให้มืดที่สุด เปิดเพลงกล่อม กะเพาะย่อยอาหารจนหมดแล้ว ใครมีแฟนนอนกอดแฟน ถ้าไม่มีแฟนนอนซุกผ้าห่มไปเลย ใครเป็นโรคนอนกรนใช้ CPAP ทำยังไงก็ได้ให้การนอนมีคุณภาพที่สุด
.
— ลดแอลกฮอล์
โชคดีที่เป็นคนไม่กินอยู่แล้ว แต่ถ้าให้แนะนำคนที่ชอบกินก็ลดพวก เบียร์ หรือ เหล้าโซดา เพราะมันจะไปสร้างลมในกะเพาะเยอะเลย
.
— ไม่สูบบุหรี่
ขนาดเป็นคนไม่สูบบุหรี่แล้วยังเส้นเลือดตีบเลย ถ้าสูบจะขนานไหนเนาะ ถ้าสำหรับคนไม่สูบพยายามเลี่ยงควันบุหรี่มือสองให้ได้เพราะเรารับผลกระทบสุด แต่สำหรับคนที่สูบลองพยายามลดดูนะ แต่ถ้าจะสูบฝากคิดถึงคนที่ไม่สูบที่อยู่ข้างๆให้หน่อยนะฮะ
.
— กรรมพันธุ์
อันนี้ห้ามไม่ได้ได้แต่เตือนให้ทุกคนเช็คโรคทั้งฝั่งพ่อและแม่ จะได้เพิ่มความระมัดระวังในตัวเองเกี่ยวกับโรคนั้นเพิ่ม เพราะเคสของผมเกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็มาจากกรรมพันธุ์ด้วยที่ทำให้เกิดเส้นเลือดตีบครั้งที่สอง
.
และให้เห็นภาพชัดขึ้นพี่สาวของผม พี่ไม้ มาส่งผมตรวจร่างกายตอนเมษายน ก็เจอสภาวะเส้นเลือดตีบต้องสวนหัวใจเช่นกัน
.
— ฉีดวัคซีน
หมอแนะนำให้ฉีดวัคซีนปอดอักเสบ เพราะโรคแบบเราๆเสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก หากกรณีเกิดอาการวิกฤตอะไรมาจะได้กันโรคแทรกซ้อนเพิ่มได้ จะได้ลดอัตราการเสียชีวิตลง
.
— ประกัน
อีกสาเหตุสำคัญเลยที่ตัดสินใจกล้าไปรักษาโรงพยาบาลดีๆได้ง่ายขึ้น อย่าลืมวางแผนการเงินแล้วเจียดไปซื้อประกันบ้าง เพราะตอนนี้เงินประกันที่จ่ายมา 10 กว่าปี ถอนทุนคืนมาเรียบร้อยแล้วกับการรักษา
.
— นึกถึงคนรักไว้
สุดท้ายถ้าไม่รักตัวเอง นึกถึงคนข้างๆเข้าไว้ ตอนที่คนที่เรารักเสียชีวิตเราร้องไห้แทบขาดใจ แล้วถ้าเราเสียไปล่ะ…คนเหล่านั้นจะร้องไห้ขนาดไหน เพราะทุกครั้งที่นึกถึงหน้าคนเหล่านั้นตอนเสียใจทำให้ผมฮึบยอมทำทุกอย่างให้เรามีชีวิตนานๆอย่างมีคุณภาพครับ
.
จริงๆยังมีรายละเอียดอีกมากที่ทั้งจำไม่ได้และพิมพ์ตกหล่นไปเยอะ แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

