ทำอย่างไรคนไทยจึงจะอยู่สบายเมื่อสูงอายุ

จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติเกี่ยวกับผู้สูงอายุในปี พ.ศ.2567 พบว่ามีข้อมูลที่เกี่ยวกับตัวผู้สูงอายุเองที่สำคัญอยู่ 3 ประการ คือ หนึ่ง ผู้สูงอายุในปี 2567 จบการศึกษาระดับปริญญาตรี เพียง 6% และกว่า 60% จบต่ำกว่าประถมศึกษา สอง ผู้สูงอายุมีรายได้ต่ำกว่า 100,000 บาท ต่อปีถึง 72.9% และมีเพียง 55.4% ของผู้สูงอายุที่มีการออม และมีเพียง 11.6% เท่านั้นที่มีการออมมากกว่า 400,000 บาท ผู้สูงอายุไทยมีอายุยืนขึ้นแต่อายุขัย(life span) เฉลี่ยยังยืนยาวกว่า health span (ช่วงชีวิตที่มีสุขภาพดี) ถึง 10 ปี!?
จากข้อมูลนี้ ประเทศไทยต้องลงทุนทางด้านการศึกษา เพราะต้องเอาวิกฤตให้เป็นโอกาส เพราะปัจจุบันนี้มีเด็กเกิดในปี 2568 เพียง 416,574 คน ฉะนั้นต้องทุ่มทุกอย่างให้กับการศึกษา ทั้งระบบ การเรียนการสอน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน สอนวิธีเรียน การเรียนรู้วิธีแก้ปัญหา เรียนสิ่งที่สังคม ประเทศชาติ ต้องการ สมัยนี้ต้องสอน IT, digital technology, AI ให้ทุกคน สอนให้มีนิสัยที่อยากเรียนรู้ตลอดชีวิต การศึกษาจะโยงไปถึงการมีรายได้ที่ดี การออม การลงทุน เพื่อให้ทุกๆ คนมีอิสรภาพทางการเงินก่อน หรืออย่างน้อย ตอนเกษียณ
ส่วนการดูแลสุขภาพ ปัจจุบันนี้มีข้อมูลที่เป็นที่ยอมรับแล้วว่า พฤติกรรมที่ดีของเราจะทำให้ประชาชนมีอายุยืนขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการมีวินัยของเราที่จะพยายามทำสิ่งที่ถูกต้อง เหมาะสมตั้งแต่เยาว์วัย เพื่อที่จะมีสุขภาพที่ดีตอนสูงอายุ เพราะ 70-80% ของการเสียชีวิตของชาวไทยและชาวโลกมาจากโรคที่ไม่ติดต่อ โดยสรุปก็คือ มาจากโรคที่ส่วนใหญ่ป้องกันได้ เช่น โรคหลอดเลือด (โดยเฉพาะที่หัวใจ สมอง) โรคมะเร็ง โรคปอด โรคเบาหวาน ฯลฯ ซึ่งทั้ง 4 กลุ่มโรคนี้เป็นสาเหตุการเสียชีวิตถึง 80% ของโรคไม่ติดต่อ (NCD-non communicable diseases) ทั้งหมด โชคดีที่ว่า ไม่ว่าเป็นโรคอะไร การป้องกัน การรักษา ฟื้นฟู มีหลักการ วิธีการเดียวกัน คือ 1) การออกกำลังกาย 2) อาหาร ถ้าเราใช้ 2 วิธีนี้โดยมีเป้าหมายให้ดัชนีมวลกายเรา (body mass index, BMI) ไม่เกิน 23 และพุงชายหญิงเล็กกว่า 90,80 ซม.ตามลำดับ ถือว่าเป็นการเริ่มต้องป้องกันโรค NCDs ที่ดีมาก แถมด้วยการ 3) ไม่สูบบุหรี่ 4) ไม่ดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มน้อย 5) ไม่ใช้สารเสพติด 6) มีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัย 7) ตรวจสุขภาพเป็นระยะๆ เช่น ตรวจวัดความดันโลหิต น้ำตาล ไขมัน ในเลือด ฯลฯ เพราะทั้ง 3 อย่างนี้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรม (และความประพฤติ) ซึ่ง ถึงแม้เรามีพฤติกรรมที่ดี ก็ยังอาจผิดปกติได้ และ 8) ตรวจคัดกรองหาโรค ตามคำแนะนำของแพทย์ เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ใหญ่ 9) นอนให้พอ 7-9 ชม. 10) ทำจิตใจให้ว่าง ปล่อยวาง ไม่โลภ ไม่โกรธ ไม่หลง รู้จักพอ ไม่เครียด (ด้วยการวางแผน) แค่นี้สุขภาพเราก็จะดีมาก
ส่วนการออมลงทุนนั้น อยากให้ประชาชนชาวไทยทุกๆ คนเริ่มต้นออม ลงทุน ยิ่งเริ่มเร็ว (เหมือนการดูแลสุขภาพ) ก็ยิ่งดี เช่นตั้งแต่เด็ก บิดา มารดา สอนให้รู้จักคุณค่าของเงิน ประหยัด ออม และเริ่มออม ลงทุนตั้งแต่เงินเดือนเดือนแรก
ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า พอเงินเดือนออกหักไว้เลย 15% ของเงินเดือนทุกเดือน หรือมากกว่าถ้าเป็นไปได้ เพื่อ 1) มีเงินสำหรับกรณีฉุกเฉิน 12 เดือนของรายจ่าย เช่น ถ้าเราใช้เดือนละ 10,000 บาทควรมี 120,000 บาท 2) ใช้จ่ายอย่างเศรษฐกิจพอเพียง ถ้ามีเงินเหลือออมเพิ่ม 3) ถ้าต้องเสียภาษี ลงทุนในสิ่งที่รัฐบาลให้ลงทุนได้ก่อนเพื่อการลดหย่อนภาษี เช่น ประกันสุขภาพ RMF ฯลฯ – แต่ต้องลงทุนเท่าที่หักภาษีได้เท่านั้น 4) บริจาคให้องค์กรอะไรก็ได้ที่รัฐบาลให้นำไปลดหย่อนภาษีได้แต่เท่าที่หักได้เท่านั้น เช่น สภากาชาดไทย มูลนิธิคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ 5) เงินที่เหลือเอาไปลงทุน ต้องลงทุน เพราะถ้าเก็บเงินสดไว้ หรือฝากบัญชีออมทรัพย์หรือฝากประจำ จะได้ดอกเบี้ย 0.5% - 1% เท่านั้น ซึ่งเงินเฟ้อ(1-3%) จะกินหมด การลงทุนมีตั้งแต่ฝากธนาคาร พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้ กองทุน หุ้น ที่ดิน สหกรณ์ออมทรัพย์ กองทุนการออมแห่งชาติ สลากออมสิน ทองคำ ฯลฯ
สำหรับผู้ที่มีเบี้ยน้อยหอยน้อย อาจเลือกลงทุนในกองทุน เพราะจะมีผู้จัดการดูแลให้ เหมาะสำหรับผู้ที่มีความรู้ทางด้านการลงทุนน้อย ไม่มีเวลาติดตาม แต่ปัจจุบันนี้ ถึงแม้มีเงินน้อย ยังสามารถเลือกซื้อหุ้นได้ โดยอาจซื้อหุ้นแบบ DCA – dollar cost average คือ การลงทุนด้วยเงินจำนวนเท่า ๆ กันอย่างสม่ำเสมอ เช่น ซื้อหุ้นทุกเดือน เดือนละ 1,000 บาท (จำนวนเงินขั้นต่ำที่สามารถลงทุนได้แล้วแต่ แต่ละบริษัทหลักทรัพย์) หรืออาจซื้อผ่านแอป DIME (ของเกียรตินาคิน) โดยสามารถซื้อหุ้นได้ด้วยเงินเพียง 50 บาท ปกติการซื้อหุ้นในระบบธรรมดาจะต้องซื้อ 100 หุ้นเป็นอย่างน้อย ถ้าหุ้นละ 2 บาท แทบทุกคนก็ซื้อได้ทุกเดือนแต่บางหุ้น หุ้นละ 300 บาท ก็อาจเป็นปัญหาถ้าจะต้องซื้อ 100 หุ้น แต่การซื้อผ่าน DCA หรือ DIME สามารถช่วยให้เราซื้อได้โดยไม่ต้องถึง 100 หุ้น
นอกจากนั้นถ้ามีสหกรณ์ออมทรัพย์อยู่เราอาจลงทุนบ้าง เพราะสหกรณ์บางแห่งปันผล 6.75% แต่ต้น-ยอดเงิน จะไม่โต(หรือลง)เหมือนหุ้น แต่สหกรณ์ดีที่ว่า ถ้าเรากู้เงิน เราจะได้บางส่วนคืนเมื่อสหกรณ์มีกำไรอาจซื้อสลากออมสินไว้ 1,000 บาท (ขั้นต่ำ) ไว้บ้าง เพราะสลากออมสินถึงแม้มีดอกเบี้ยน้อยเมื่อฝากครบ แต่มีสิทธิ์ถูกรางวัลทุกเดือน รางวัลสูงสุดอาจถึง 30 ล้านบาทแล้วแต่ แต่ละงวด
ทองคำก็ควรซื้อไว้บ้าง แต่ไม่น่าเกิน 10% ของเงินที่จะนำไปลงทุนทั้งหมด สมัยผมเด็กๆ ทอง 1 บาทมีราคา 400 บาท แต่ปัจจุบันนี้มีราคาบาทละถึง 6-8 หมื่นบาท ผู้ที่มีอายุน้อย จึงควรซื้อติดตัวไว้บ้าง
ด้วยความปรารถนาดีต่อทุกๆ คนชาวไทยครับ ถ้าทุกท่านเข้มแข็ง ประเทศไทยก็จะเข้มแข็งไปด้วย
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

