การบริจาคสเต็มเซลล์เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคเลือด

ปัจจุบันนี้ความรู้ทางด้านการแพทย์ รวมทั้งทางเทคโนโลยีได้มีความก้าวหน้าไปมาก เช่น ทางด้านการส่องกล้อง ทางเอกซเรย์ การตรวจวินิจฉัย รักษา เช่น เอ็กซเรย์ มีทั้ง ultrasound, CTscan, MRI, Petscan, Proton etc. ทางด้านการเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนถ่ายไต ตับ ปอด หัวใจ ตับอ่อน ฯลฯ จนเกือบจะเรียกได้ว่าเปลี่ยนได้ทั่วตัว ยกเว้นสมอง รวมทั้งการเปลี่ยนสะโพก เข่า ที่ทำกันแพร่หลายขึ้นทุกๆ ปี และได้ผลดีมาก
แต่ยังมีการเปลี่ยนถ่าย “อวัยวะ” หนึ่ง ที่คนเรายังทราบกันไม่มาก แต่ก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยไว้ได้ และผู้บริจาคก็ไม่ได้สูญเสีย “อวัยวะ” นั้นไป นั่นก็คือ การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โลหิต สเต็มเซลล์โลหิต คือเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิต (haematopoietic stem cells) ไม่ใช่สเต็มเซลล์ทั่วๆ ไป สเต็มเซลล์ถูกผลิตในไขกระดูก (bone marrow) ของร่างกายและถูกปล่อยออกมาในกระแสเลือด การบริจาคสเต็มเซลล์โลหิตเพื่อการปลูกถ่าย จึงสามารถทำได้ 2 วิธี คือ หนึ่งจากการดูดสเต็มเซลล์จากไขกระดูก และสอง จากการเอาโลหิตจากหลอดเลือดผู้บริจาคมาผ่านเครื่องกรองที่ดูดแยกสเต็มเซลล์ออกมา และส่งส่วนที่เหลือกลับคืนสู่ร่างกาย การเอาโลหิตออกจากร่างกายอาจทำได้ 2 วิธี คือ หนึ่งจากหลอดเลือดที่แขนธรรมดาๆ เหมือนการบริจาคโลหิตทั่วๆ ไป หรือการเอาเลือดจากหลอดเลือดใหญ่ ในภาษาแพทย์ที่เรียกกันว่า central vein ปัจจุบันการบริจาคสเต็มเซลล์ส่วนใหญ่เอามาจากหลอดเลือดที่แขน
การบริจาคสเต็มเซลล์โลหิตสามารถทำได้ผ่านศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ที่ได้รับการมอบหมายจากแพทยสภา ให้เป็นผู้ดำเนินการ จึงได้มีการจัดตั้ง Thai National Stem Cell Donor Registry โดยมีการประชาสัมพันธ์ถึงการบริจาคสเต็มเซลล์โลหิต ความสำคัญ ความจำเป็น และเป็นสิ่งสำคัญในการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่เป็นโรคต่างๆ ที่ต้องการสเต็มเซลล์โลหิต ฯลฯ
เนื่องจากการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โลหิตจากคน คนหนึ่งไปให้อีกคนหนึ่งที่เป็นทั้งพี่น้องและที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน จะต้องเอาโลหิตมาตรวจว่า HLA (Human Leucocyte Antigens) ของทั้งผู้บริจาคและผู้รับจะเข้ากันได้หรือไม่ ซึ่งพอสรุปได้ว่า ต้องมีผู้บริจาค 10,000 คนที่ไม่ใช่ญาติพี่น้องผู้ป่วย ก่อนที่จะมี HLA ที่เข้ากันได้กับผู้ป่วย ฉะนั้นทางวงการแพทย์ (ศูนย์บริการโลหิต) จึงต้องการผู้ที่ต้องการที่จะบริจาคมาลงทะเบียนไว้ให้มากๆ ไว้ก่อน เช่น ประเทศไทยมีผู้ป่วยที่รอรับการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โลหิตประมาณ 3,819 ราย ฉะนั้นถ้าจะให้โอกาสผู้ป่วยจำนวนนี้ได้รับการปลูกถ่ายทั้งหมดจะต้องมีผู้บริจาคถึง 3,819 x 10,000 หรือเท่ากับ 38,191,000 ล้านคน!? ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไปไม่ได้เลย เพราะประชาชนที่สามารถแสดงความจำนงค์ได้จะต้องอยู่ในช่วงอายุ 18-50 ปี และทั้งประเทศคาดว่ามีผู้ที่อยู่ในวัย 18-50 ปีเพียง 30 ล้านคน
การแสดงความจำนงต่อการบริจาคสเต็มเซลล์ สามารถไปแสดงความจำนงค์ได้ที่ศูนย์บริการโลหิต หรือภาคบริการโลหิตที่มีทั่วประเทศ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะดำเนินการเก็บตัวอย่างเลือด เพื่อนำไปตรวจเนื้อเยื่อ HLA โดยละเอียดและตรวจโรคติดเชื้อต่างๆ ทางเลือด จากนั้นถ้า HLA typing ของผู้ป่วยและผู้บริจาคตรงกัน เจ้าหน้าที่จะแจ้งผลการตรวจให้ผู้บริจาคทราบว่ามีเนื้อเยื่อ HLA ตรงกับผู้รับบริจาค ซึ่งอาจไม่มีโอกาสเลยในชีวิต หรืออาจแจ้งมาภายหลังที่เราแสดงความจำนงค์นานมาก จนเราลืมไปแล้ว ทางศูนย์จะยืนยันความสมัครใจของเราอีกครั้ง ถ้ายืนยันจึงจะตรวจเลือด สุขภาพเพิ่มเติม เพื่อยืนยันความเหมาะสมของทั้งผู้บริจาคและผู้รับบริจาค
ณ ปี พ.ศ.2569 มีผู้แสดงความจำนงที่จะบริจาคสเต็มเซลล์ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วที่ศูนย์บริการโลหิตประมาณ 382,484 คน มีการบริจาคไปแล้ว 851 ราย แต่ยังมีผู้ป่วยที่รอการปลูกถ่ายอีกประมาณ 3,819 ราย ซึ่งถ้าคำนวณจากผู้แสดงความจำนง 10,000 คน จึงจะ “เข้า” กับผู้ป่วย 1 ราย จำนวนผู้ที่ลงทะเบียนไว้แล้ว 382,484 คนจะมีเพียงพอสำหรับผู้ป่วย 38 รายเท่านั้น!? ถ้าจะให้พอสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ 3,819 รายจะต้องมีผู้แสดงความจำนงค์ถึง 38,190,000 คน!? และจะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในช่วงอายุ 15-50 ปีและน้ำหนักเกิน 45 กก.ด้วย ตามเกณฑ์ของศูนย์บริการโลหิต สภากาชาดไทย
โรคเลือดที่ต้องการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์เพื่อให้โรคมีโอกาสหายขาด คือ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคธาลัสซีเมีย โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง และโรคไขกระดูกฝ่อ ฯลฯ ผู้ป่วยโรคต่างๆ เหล่านี้ การรักษาธรรมดาอาจไม่ช่วยให้หายขาดจากโรคได้ แต่การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์โลหิตอาจทำให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคต่างๆ นี้ได้
จึงขอเรียนเชิญทุกท่านที่มีอายุ 18-50 ปี โดยเฉพาะท่านที่เป็นผู้บริจาคโลหิตอยู่แล้วโปรดกรุณาพิจารณาสมัครเป็นผู้แสดงความจำนงที่จะบริจาคสเต็มเซลล์ด้วยจักเป็นพระคุณยิ่ง ถึงแม้ท่านแสดงความจำนงค์ไว้ แต่ท่านอาจไม่มีโอกาสที่จะทำบุญอันใหญ่หลวงนี้เลย เพราะ HLA อาจไม่เข้ากันกับผู้ป่วย
การบริจาคโลหิต การแสดงความจำนงที่จะบริจาคสเต็มเซลล์เป็นการช่วยชีวิตผู้ป่วยที่ง่าย และสะดวกที่สุด ไม่ต้องมีค่าใช้จ่าย เสียเวลาวางแผนทำอะไร แค่เพียงแสดงความจำนงค์ก็เป็นการกระทำความดีแล้ว
ขอขอบพระคุณทุกๆ ท่านล่วงหน้าด้วยครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

