ความดี

ผมสอนลูกศิษย์ ประชาชน ให้เป็นคนดีเหนือสิ่งอื่นใด ตามด้วยความเก่ง ความรอบรู้ และการมีสุขภาพที่ดี
ความดีคืออะไร คำว่า “ดี” สั้นจู๋ แต่มีความหมายครอบจักรวาล แล้วแค่คำนิยามของแต่ละคน สำหรับผมความดีกว้างมาก กว้างจนสอนไม่มีวันสิ้นสุด อย่างศาสนาพุทธที่สอนมาแล้วกว่า 2,500 ปี ก็สอนเรื่องความดีเป็นหลัก สอนได้ทุกวัน ไม่มีวันจบ แล้วแต่พระผู้ที่จะเทศน์ว่าจะเอาประเด็นไหน อย่างศาสนาพุทธสอนให้มีศีล 5 คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มสุราและเครื่องดื่มสารที่ทำให้ขาดสติ รวมทั้งการปล่อยวาง ไม่โกรธ ไม่โลภ ไม่หลง มีสติ ไม่เบียดเบียนผู้อื่น รู้จักพอ ก็ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของความดี ฯลฯ
สำหรับผม คำนิยามของความดีกว้างขวางมาก ตอนแรกที่แพทยสภาและสถาบันพระปกเกล้าเปิดการอบรมหลักสูตร “ธรรมาภิบาลทางการแพทย์ สำหรับผู้บริหารระดับสูง” หรือ ปธพ. ผมยังสงสัยอยู่ว่า อะไรกันเป็นผู้บริหารระดับสูงของวงการแพทย์แล้วยังไม่รู้เรื่องธรรมาภิบาลนี่แย่มากเลย สำหรับผม ธรรมาภิบาล คือ ความเป็นคนดี ธรรมาภิบาล หรือ good governance คือการบริหารจัดการที่ดี โดยใช้อำนาจและทรัพยากรอย่างถูกต้องโปร่งใส เป็นธรรม และรับผิดชอบต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม สรุปสำหรับผมคือการเป็นคนดีนั่นเอง
พอขยายดูในรายละเอียดของหลักของธรรมาภิบาล คือ นิติธรรม (rule of law) คุณธรรม (morality) ความโปร่งใส (transparency) การมีส่วนร่วม (participation) ความรับผิดชอบ (accountability) ความคุ้มค่า (value for money) และความเสมอภาคและเป็นธรรม (equity) ก็เกี่ยวกับความดีทั้งนั้น
คนที่เป็นคนดีจะรักในสิ่งที่ทำ (มี passion) และกัดไม่ปล่อย (perseverance) ไม่ยอมแพ้ จะได้ประสบความสำเร็จ คนดีต้องรักหน้าที่ ทำเต็มที่ ไม่ท้อถอย ล้มแล้วต้องลุก อยากพัฒนา อยากเรียนรู้ตลอดชีวิต
สำหรับผมศีลธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ มนุษยธรรม ฯลฯ ก็เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นคนดี แต่ถ้าจะให้พูดง่ายๆ คนดีคือมีเหตุผล เห็นแก่ส่วนรวมไม่เบียดเบียนใคร คนดีจะรู้จักหน้าที่ ทำให้ดีที่สุดจะวางแผนเตรียมงาน พัฒนาตนเองให้ทันสมัยเสมอในหน้าที่การงาน รวมทั้งทางด้านความรู้ใหม่ เทคโนโลยี ให้ใครได้ ช่วยใครได้ ทำไป ฯลฯ
ผมสอนลูกศิษย์แพทย์ให้เป็นคนดีเหนือความเก่ง ผมมักพูดเสมอว่าสำหรับแพทย์ ผมไม่สนใจเรื่องความเก่ง!? ตราบใดที่หมอคนนั้นเป็นคนดี!? ทำไม? เพราะทุกคนที่เข้าแพทย์ได้ เรียนจบ จะต้องมีสมองอยู่แล้ว ไม่มากก็น้อย ถ้าตอนนี้ถ้าเขาไม่ค่อยเก่ง แต่เป็นคนดีจริงๆ เขาจะเก่งเองในอนาคตโดยปริยาย!! ทำไม? เพราะว่าหมอที่เป็นคนดีจะรัก เป็นห่วง ผู้ป่วย ประชาชน ในเมื่อเป็นเช่นนี้เขาก็จะต้องขวนขวายหาความรู้ใส่ตนตลอดเวลา ทำทุกอย่างเพื่อประชาชน ผู้ป่วย เพื่อจะได้ทำหน้าที่ได้ดียิ่งขึ้นในการดูแลประชาชน (ก่อนเป็นโรค) และผู้ป่วย ในเมื่อเขามี “สมอง” เยอะพอแล้ว และเมื่อขยันเรียน เรียนรู้ตลอดชีวิต ช่างซัก ช่างถาม อ่าน ไปประชุม ฟัง เขาก็จะค่อยๆ เก่งเอง!? จริงไหมครับ
แต่ถ้าคุณหมอ (หรือใครก็ตาม) เก่งมาก แต่ไม่ดี อาจเห็นแก่เงิน ไม่ดูคนจน ดูแต่คนรวย หนีงาน รพ.หลวง ไปดูคนไข้เอกชนในเวลาราชการ เข้ากับเพื่อนแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่อื่นๆ ไม่ได้ พูดจาไม่ดี เอาเปรียบ ไม่มีเหตุผล ฯลฯ อย่างนี้ผมก็ไม่ต้องการ และจริงๆ แล้วในการสมัครงาน ไม่ว่าสาขาไหนๆ โดยเฉพาะแพทย์ เขาจะดู 2 อย่างเป็นหลักเท่านั้น คือ ความดี และความเก่ง ฉะนั้น ทุกๆ คนควรที่เขียนประวัติตนเองให้เป็น ต้องตระหนักดีในเรื่องนี้ ต้องเขียนให้ตอบโจทย์ โดยเฉพาะเรื่องความ “ดี” เพราะการเขียนเรื่องความเก่งไม่ยาก เช่น จบ พบ.เกียรตินิยม (แต่เมืองไทยก็เป็นโหล!?) เมืองนอกมีคน 2 คน ที่ได้เกียรตินิยม เขียน papers กี่อัน ฯลฯ แต่คนยังเขียนเกี่ยวกับความดี ความรอบรู้ ไม่เป็น รวมทั้งต้องเตรียมตัวด้วยสำหรับเรื่องนี้เวลาไปสัมภาษณ์เข้างาน ฯลฯ เช่น เอาแต่เรียน หรือทำกิจกรรม ทำกิจกรรม 1-2 ปีแรกเท่านั้น หรือทุกปี บริจาคโลหิตหรือไม่ มีงานอดิเรกไหม เป็นสมาชิกชมรมอะไรบ้าง เล่นกีฬาอะไร ออกกำลังกายอย่างไร ผมไม่ชอบคนที่เอาแต่เรียน แต่ชอบคนที่แบ่งเวลาเป็น และทำทุกๆ อย่าง มากบ้างน้อยบ้างตามช่วงเวลาของการเรียน ทำงาน ถ้าเอาแต่เรียน อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ทั้งกายและใจ ไม่มีเพื่อน ไม่มีสังคม
เป็นคนดีก็ต้องทั้งกาย วาจา ใจ เข้ากับคนได้ทุกเพศ ทุกวัย ทุกชั้นวรรณะ มีความยุติธรรมให้ความเสมอภาคกับทุกๆ คน รู้จักพอ ไม่เบียดเบียนใคร ฯลฯ
ทุกๆ ท่านมีความเห็นอย่างไรครับ ขอให้ทุกๆ ท่านพยายามเป็นคนดี พยายามทำความดีทุกๆ วัน และทำเพิ่มทุกวัน การทำความดีนั้นง่ายมาก เพราะการรับไหว้ ยิ้มให้ ให้เวลา ฯลฯ ก็เป็นการทำความดีแล้วครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

