เส้นความยากจน (poverty line)

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มี “รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567” ซึ่งมีข้อมูลที่น่าสนใจ ผมจึงขอนำมาเรียนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบดังต่อไปนี้ครับ
ในปี 2567 ประเทศไทยได้กำหนดเส้นความยากจน (poverty line) ไว้ที่ 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ทำให้ประเทศไทยมีคนจน 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งประเทศ
ทุกๆ ท่านผู้อ่านหรือส่วนใหญ่ รวมทั้งผมด้วย อาจมีความเห็นว่า “เส้นความยากจน” นี้ต่ำไป เพราะในความเป็นจริงถึงแม้มีรายได้หรือมีค่าใช้จ่ายรายเดือน เดือนละ 5,000 – 10,000 บาท ก็อาจมีปัญหาในการดำรงชีวิตแล้ว แต่เมื่อประเทศกำหนดไว้ดังนี้ เราก็ขอเล่นไปตามนี้ก่อน
โดยใน 3.43 ล้านคนนี้ มีคนจนมากๆ 8.79 แสนคน (คนจนมาก คือ จนมากกว่า 20% ของ poverty line คนจนน้อย คือจนน้อยกว่า 20% ของ poverty line) และมีคนจนน้อย 2.55 ล้านคน โดยคนจนมากที่สุดอยู่นอกเขตเทศบาลและทำงานในภาคเกษตร ทั้งนี้ ยังมีคนเกือบจนอีก 4.29 ล้านคน ซึ่งคนกลุ่มนี้มีความเสี่ยงมากที่จะตกลงไปในกลุ่มคนจน ถ้าเพียงมีปัญหาทางด้านต่างๆ เพียงเล็กน้อย
อัตราการพึ่งพาของครัวเรือนที่ยากจนอยู่ที่ร้อยละ 103.69 (ครัวเรือนไม่ยากจนอยู่ที่ 60.06) หรือวัยแรงงาน 1 คนดูแลเด็กหรือผู้สูงอายุ 1.04 คน
ประชากรที่มีระดับการศึกษาต่ำมีปัญหาความยากจนมากที่สุด รวมทั้งเด็กจากครัวเรือนที่ยากจนมีอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับประถมศึกษาที่ 88.71% ระดับมัธยมต้น 67.28%, มัธยมปลาย 45.03%, อุดมศึกษา 8.07% ทั้งนี้ ค่าเดินทางไปเรียนในครัวเรือนที่ยากจนเป็นถึง 41.03% ของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาทั้งหมด!? ตามด้วยค่าเล่าเรียน เครื่องแบบ อุปกรณ์การเรียน
ครัวเรือนที่ยากจนไม่เข้าถึงการบริการพื้นฐาน เช่น น้ำประปา 18.98% โทร.เคลื่อนที่ (smart phone) 20.46% สัญญาณอินเทอร์เน็ต 25.18%
ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของครัวเรือนยากจนอยู่ที่ 7,938 บาทต่อเดือน ซึ่ง 51.30% เป็นอาหารและเครื่องดื่ม, 16.86% ที่อยู่อาศัย, 13.16% ค่าเดินทางและการสื่อสาร
สำหรับการบริการทางด้านสาธารณสุข พบว่าประชาชนมีสิทธิ์ดีมาก เข้าถึงบริการระบบต่างๆ ถึง 97.73% แต่ความเหลื่อมล้ำทางด้านการกระจายบุคลากรทางการแพทย์และเครื่องมือยังมีอยู่มาก เช่น แพทย์ 1 คน : 428 ประชากรในคน กทม., ภาคอีสาน 1 : 2,497 คน
ทั้งนี้ ประชากรที่มีอายุเกิน 60 ปี ในภาคเหนือมีถึง 31.9% ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มี 28.41% เฉลี่ยของทั้งประเทศมีอัตราส่วนผู้สูงอายุอยู่ที่ 24.97% โดยทั่วประเทศมีวัยเด็ก (0-14 ปี) 13.2% วัยทำงาน (15.59) 61.82%

จากรายงานข้อมูลทรัพยากรสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข เรื่องอัตราส่วนบุคลากรทางการแพทย์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่สำคัญต่อประชากร ปี 2567 พบว่า กรุงเทพมหานครมีความพร้อมด้านบุคลากรและเครื่องมือทางการแพทย์สูงกว่าภูมิภาคอื่น เมื่อพิจารณารายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอัตราส่วนแพทย์ต่อประชากรสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างของการกระจายบุคลากรทางการแพทย์ระหว่างพื้นที่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับกรุงเทพมหานคร

โดยสรุปคนจนมีโอกาสเข้ารับการศึกษาน้อยกว่าคนมีฐานะ เนื่องด้วยค่าเดินทางไปโรงเรียน และคนที่มีการศึกษาน้อยก็จะนำไปสู่ความยากจน ฉะนั้น หน้าที่หนึ่งของรัฐบาลและสังคม คือทำอย่างไรให้ไม่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา รัฐบาลต้องสนับสนุนให้มีโรงเรียนและครูที่ดีกระจายกันทั่วประเทศ และทำอย่างไรให้เด็กยากจนเข้ารับการศึกษาที่ดีให้ได้ เพื่อยับยั้งวงจรความยากจนเสียที
ส่วนตัวผมอยากขอร้องให้ทุกท่านที่พอมีฐานะ กรุณาพิจารณาช่วยสนับสนุนการศึกษาเด็กที่ยากจนอย่างน้อย 1 คนตลอดเวลา เพราะการช่วยให้คนช่วยตัวเองได้ดีที่สุดครับ
นพ.พินิจ กุลละวณิชย์

