542.jpg
งัดมาตรา44สางรถดับเพลิงกทม. ให้เป็นยุทธภัณฑ์-ยกเว้นภาษี!!

งัดมาตรา44สางรถดับเพลิงกทม. ให้เป็นยุทธภัณฑ์-ยกเว้นภาษี!!

วันพฤหัสบดี ที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2559, 18.19 น.

25 ส.ค.59 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 133 ตอนพิเศษ 188 ง ลงวันที่ 25 ส.ค.59 เผยแพร่ คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 51/2559 เรื่อง การดําเนินการกับของที่เก็บในเขตปลอดอากรและเขตประกอบการเสรีและของที่ใช้เป็นยุทธภัณฑ์เพื่อบรรเทาสาธารณภัย

โดยตามประกาศการที่นำรถยนต์หรือของที่จัดเก็บอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวออกมา จะเป็นการลดภาระในด้านงบประมาณหลายพันล้านบาท และก่อให้เกิดรายได้แก่รัฐด้านภาษีอากรอย่างมาก และรถยนต์บางประเภทที่จัดเก็บอยู่ ยังสามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ทางราชการในการบริการสาธารณะหรือเพื่อป้องกันบรรเทาสาธารณภัยให้แก่ประชาชนได้อีกด้วย


ทั้งนี้ จึงประกาศกำหนดให้ผู้ที่นำรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปตามประเภทพิกัดศุลกากรเข้ามาในราชอาณาจักร และได้นำเข้าเก็บในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี เป็นระยะเวลา ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือรวมกันไม่น้อยกว่า 2 ปี (เท่ากับระยะเวลาเกิน 2 ปีขึ้นไป) แล้วแต่กรณี ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ โดยเป็นของที่ยังไม่ได้ตรวจปล่อยออกไป และนำรถยนต์ดังกล่าวออกจากเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี เพื่อใช้หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยชำระภาษีอากรให้ถูกต้อง หรือส่งออกไปนอกราชอาณาจักร ให้มานำรถออกภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้

อย่างไรก็ตาม หากไม่ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนด ให้ถือว่ารถยนต์ดังกล่าว เป็นของตกค้างตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร และให้อธิบดีกรมศุลกากรดำเนินการกับของตกค้างนั้น ตามวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยศุลกากร แต่หากเป็นรถยนต์ใหม่สำเร็จรูปตามประเภทพิกัดศุลกากร ที่เก็บอยู่ในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี นอกจากที่กำหนดไว้ ให้เก็บไว้ต่อไปได้ไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่นำเข้าเก็บครั้งแรก จากก่อนหน้านี้ไม่มีกำหนดระยะเวลา

ขณะเดียวกันของที่เก็บอยู่ในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี นอกจากที่กำหนดไว้ (เท่ากับอยู่ในช่วง 2 ปี) ก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลใช้บังคับ ให้เก็บของดังกล่าวไว้ต่อไปได้ไม่เกิน 2 ปี นับตั้งแต่วันที่คำสั่งนี้ มีผลใช้บังคับ , กรณีมีการโอนย้ายของที่เก็บไว้ แต่กรณีไปยังเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรีอื่น ให้นับระยะเวลาที่เก็บของดังกล่าวต่อเนื่องไป ในกรณีจำเป็น อธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ว่าการการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย อาจขยายระยะเวลาที่กำหนด แล้วแต่กรณีได้ตามที่เห็นสมควร

สำหรับหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีกรมศุลกากรประกาศกำหนด โดยของที่นำเข้าเก็บไว้ในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรีเกินกว่าระยะเวลา ให้นำของนั้นออกจากเขตปลอดอากร หรือเขตประกอบการเสรี เพื่อใช้หรือจำหน่ายในราชอาณาจักรโดยชำระภาษีอากรให้ถูกต้อง หรือส่งของนั้น ออกไปนอกราชอาณาจักร หากมิได้ปฏิบัติเช่นว่านี้ให้ถือว่าสิทธิการยกเว้นภาษีอากรสำหรับของดังกล่าวสิ้นสุดลง และให้จัดเก็บภาษีอากรสำหรับของนั้นตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลา โดยให้ถือว่าวันที่ครบกำหนดนั้นเป็นวันนำเข้าสำเร็จตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร

อย่างไรก็ตาม ประกาศดังกล่าว ไม่ได้ใช้บังคับกับของที่เป็นเครื่องจักร อุปกรณ์ เครื่องมือ และเครื่องใช้ รวมทั้งส่วนประกอบของของดังกล่าวที่จำเป็นต้องใช้ในการประกอบอุตสาหกรรม หรือพาณิชยกรรม ซึ่งได้นำเข้ามาในราชอาณาจักรและได้นำเข้าไปในเขตปลอดอากรหรือเขตประกอบการเสรี

ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีรถยนต์และของที่จัดเก็บในเขตปลอดอากรตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ตลอดจนเขตประกอบการเสรีตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ฝากหรือเก็บอยู่เป็นเวลานานหลายปีโดยเปล่าประโยชน์ ไม่ได้มีการนำรถยนต์และของนั้นออกจากเขตพื้นที่ดังกล่าว เนื่องจากกฎหมายทั้ง 2 ฉบับไม่ได้กำหนดระยะเวลาไว้ ทำให้รัฐต้องจัดเก็บรถยนต์และของนั้นไว้นาน เป็นเหตุให้เกิดภาระในการจัดหาสถานที่เพื่อการจัดเก็บและภาระด้านค่าใช้จ่ายในการจัดเก็บรักษา ทั้งรถยนต์และของนั้นก็มิได้ผ่านกระบวนการหรือพิธีการในการตรวจปล่อยของออกตามกฎหมายว่าด้วยศุลกากร รัฐจึงขาดรายได้จากการจัดเก็บภาษีอากรจากรถยนต์หรือของนั้น

นอกจากนี้ ยังพบว่ารถยนต์และของที่จัดเก็บก็เสื่อมสภาพ เสื่อมราคา และเสื่อมประโยชน์ไปเรื่อยๆ อันส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณแผ่นดิน และระบบเศรษฐกิจของประเทศเป็นอย่างมาก รวมทั้งยังมีรถยนต์บางประเภทที่ทางราชการนำเข้ามาเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ต้องเก็บรักษาไว้เพราะมีคดีจนบัดนี้คดีสิ้นสุดลงแล้ว ก็ยังไม่สามารถนำรถยนต์ดังกล่าวออกมาใช้งานตามความประสงค์ของทางราชการได้ ส่งผลรัฐเองก็เสียค่าใช้จ่ายในการฝากหรือเก็บรักษานับพันล้านบาท หากทิ้งไว้โดยไม่นำมาซ่อมเพื่อใช้งานก็จะเสียประโยชน์ และยังต้องเสียงบประมาณเพิ่มในการจัดหาใหม่มาทดแทน การทิ้งไว้ จึงกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ ประโยชน์สาธารณะและราชการแผ่นดิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยังให้รถดับเพลิง รถกู้ภัย รถไฟส่องสว่าง และรถบรรทุก ที่นําเข้ามาในราชอาณาจักร ในโครงการพัฒนาระบบบริหารและเพิ่มประสิทธิภาพการทํางาน สํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรุงเทพมหานคร ทางท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 27 มกราคม พ.ศ.2549 จํานวน 176 คัน และวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2550 จํานวน 139 คัน เป็นยุทธภัณฑ์ที่ผู้นําของเข้ารับไว้ใช้ในราชการ เพื่อการบรรเทาสาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ และให้ได้รับยกเว้นอากร ตามประเภท 13 ภาค 4 ของที่ได้รับยกเว้นอากร แห่งพระราชกําหนดพิกัดอัตราศุลกากร พ.ศ.2530 นับแต่วันที่นําของดังกล่าวเข้ามาในราชอาณาจักร และให้ผู้นําของเข้าดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์และกฎหมายว่าด้วยศุลกากร ทั้งนี้ ในส่วนของการดําเนินการตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมยุทธภัณฑ์ ให้กรุงเทพมหานครทําความตกลงร่วมกับกระทรวงกลาโหม ในการดําเนินการกับยุทธภัณฑ์นี้ต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top