533.jpg
สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 2 เมษายน 2562

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 2 เมษายน 2562

วันอังคาร ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2562, 19.24 น.

2 เม.ย. 62  เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี

 


กฎหมาย

1. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม พ.ศ. 2561 เพื่อจัดตั้งสำนักงานยุติธรรมจังหวัด 1 – 18 เป็นส่วนราชการภายในสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงยุติธรรม ทำหน้าที่ประสานการบริหารราชการและปฏิบัติงานที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของกระทรวงยุติธรรม ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค เพื่ออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชนในระดับภูมิภาคหรือระดับพื้นที่จังหวัด และกำหนดหน้าที่และอำนาจของส่วนราชการดังกล่าว

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ….

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง (ฉบับที่ ..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงคมนาคม (คค.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงคมนาคมรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย 

                คค. เสนอว่า

                1. ปัจจุบันมีอุบัติเหตุที่เกิดจากการใช้รถใช้ถนนทั้งรถยนต์บรรทุกและรถยนต์โดยสารเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และในการเกิดอุบัติเหตุแต่ละครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิต บาดเจ็บสาหัส และมีทรัพย์สินเสียหายเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการขับรถด้วยความเร็วเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนด ขับรถโดยประมาท หรือโดยมีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด ขับรถติดต่อกันนานเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด การขาดการตรวจสอบเครื่องอุปกรณ์และส่วนควบของรถในการใช้อุปกรณ์สำหรับยึดตู้บรรทุกสินค้า (Twist-lock) ยึดตรึงตู้บรรทุกสินค้าเข้ากับตัวรถให้เรียบร้อยก่อนทำการขนส่ง รวมทั้งการไม่จัดให้มีสิ่งป้องกันและระมัดระวังควบคุมดูแลไม่ให้สินค้าที่บรรทุกตกหล่น รั่วไหล ส่งกลิ่น ส่องแสงสะท้อนหรือปลิวไปมา อันก่อให้เกิดเหตุเดือดร้อนรำคาญ ทำให้ทางสกปรกเปรอะเปื้อน ก่อให้เกิดอันตรายแก่บุคคลและทรัพย์สินเป็นจำนวนมาก

                2. โดยที่ปัจจุบันพระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในการควบคุมและจัดระเบียบการขนส่งให้เกิดความปลอดภัยและคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ยังไม่มีบทบัญญัติที่กำหนดให้ผู้ประกอบการขนส่งต้องดำเนินการวางแผนและควบคุมกำกับดูแลความปลอดภัยในการขนส่ง โดยมีบุคลากรที่รับผิดชอบด้านความปลอดภัยในการขนส่งทำหน้าที่ในการควบคุมดูแล แนะนำให้คำปรึกษา ตรวจประเมินความพร้อมของพนักงานขับรถและตัวรถ ตรวจสอบสาเหตุการเกิดอุบัติเหตุ วิเคราะห์ และรวบรวมสถิติการเกิดอุบัติเหตุ เพื่อนำมากำหนดเป็นมาตรการหรือแนวทางในการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ อันจะทำให้การขนส่งทางถนนของประเทศไทยมีมาตรฐาน เกิดความปลอดภัย และช่วยลดการเกิดอุบัติเหตุทางถนนได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

                3. ดังนั้น เพื่อให้มีระบบการบริหารจัดการความปลอดภัยในการขนส่งอย่างยั่งยืน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2558 โดยกำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร และรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของทุกประเภทการขนส่งต้องจัดให้มีระบบการจัดการความปลอดภัยในการขนส่งดังกล่าวข้างต้น

จึงได้เสนอร่างกฎกระทรวงดังกล่าวมาเพื่อดำเนินการ

                สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                แก้ไขเพิ่มเติมกฎกระทรวงความปลอดภัยในการขนส่ง พ.ศ. 2558 โดยกำหนดเพิ่มเติมให้ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบการขนส่งด้วยรถที่ใช้ในการขนส่งผู้โดยสาร และรถที่ใช้ในการขนส่งสัตว์หรือสิ่งของทุกประเภทการขนส่งต้องจัดให้มีระบบการจัดการความปลอดภัยในการขนส่ง

เศรษฐกิจ - สังคม

3. เรื่อง ขอทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 เรื่อง ขอทบทวนแหล่งเงินลงทุนสำหรับโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนนระยะเร่งด่วน

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและอนุมัติ ดังนี้

                1. รับทราบผลการชำระคืนเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

                2. ให้กระทรวงการคลังทบทวนมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 (เรื่อง ขอทบทวนแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการเงินกู้เพื่อการพัฒนาระบบบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและระบบขนส่งทางถนน ระยะเร่งด่วน) โดยให้กระทรวงการคลังขยายระยะเวลาชำระคืนเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ ออกไปอีก 5 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2568 และให้กระทรวงการคลัง (สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ) จัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณตามความเห็นของสำนักงบประมาณต่อไป

                3. ให้กระทรวงการคลังรับไปประสานกับสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ เพื่อดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อตกลงยืมเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้เป็นไปตามนัยมติคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้ต่อไป

                สาระสำคัญของเรื่อง

                กค. รายงานว่า

                1. ภายหลังที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2558 และ 11 สิงหาคม 2558 กค. และสำนักงาน กสทช. ได้ทำข้อตกลงยืมเงินกองทุนฯ ขึ้นเพื่อกำหนดวิธีปฏิบัติต่าง ๆ ในการยืมเงิน ตลอดจนกำหนดกรอบระยะเวลาในการชำระคืนเงินกองทุนฯ ภายใน 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – 2563) ซึ่งที่ผ่านมามีผลการชำระคืนเงินกองทุนฯ สรุปได้ ดังนี้

                        1.1 ในช่วงปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – 2562 ที่ผ่านมา กค. ได้รับจัดสรรงบประมาณเพื่อชำระคืนเงินกองทุนฯ จำนวนทั้งสิ้น 4,600 ล้านบาท

                        1.2 สำหรับปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 สำนักงบประมาณ (สงป.) แจ้งต่อ กค. ว่า ในเบื้องต้นจะจัดสรรงบประมาณให้ในวงเงิน 1,300 ล้านบาท ซึ่งจะส่งผลให้คงเหลือยอดคงค้างที่ต้องชำระคืนเงินกองทุนฯ อีก จำนวน  8,400 ล้านบาท โดยสรุปได้ ดังนี้

หน่วย: ล้านบาท

ปีงบประมาณ พ.ศ.

วงเงินที่ กค. เสนอ
คำของบประมาณ

งบประมาณที่ กค. ได้รับจัดสรรเพื่อชำระคืนเงินกองทุนฯ

จำนวนเงินคงค้าง
ที่ต้องชำระ

2560

5,000

2,000

12,300

2561

3,000

1,300

11,000

2562

11,000

1,300

9,700

2563

9,700

1,300*

8,400

รวมทั้งสิ้น

5,900

8,400

 

หมายเหตุ : *กค. ได้เสนอคำของบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ในวงเงินคงเหลือ 9,700 ล้านบาท ซึ่ง สงป. แจ้งต่อ กค. ว่าในเบื้องต้นคาดว่าจะจัดสรรงบประมาณให้ กค. ในวงเงิน 1,300 ล้านบาท

                2. เนื่องจากที่ผ่านมา กค. ได้รับจัดสรรงบประมาณค่อนข้างจำกัดจึงทำให้ กค. ไม่สามารถชำระคืนเงินกองทุนฯ ให้กับสำนักงาน กสทช. ได้ตามกำหนดเวลา 4 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2560 – พ.ศ. 2563) ตามนัยมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม 2558 รวมทั้งไม่เป็นไปตามข้อตกลงยืมเงินกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (ข้อตกลงยืมเงินฯ) ที่ได้จัดทำขึ้นร่วมกันระหว่าง กค. และสำนักงาน กสทช. ดังนั้น กค. จึงได้จัดประชุมหารือแนวทางชำระคืนเงินกองทุนฯ ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ร่วมกับสำนักงาน กสทช. และ สงป. เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2562 ซึ่งที่ประชุมฯ มีมติรับทราบวงเงินที่ สงป. จะจัดสรรงบประมาณในเบื้องต้นสำหรับการชำระคืนเงินกองทุนฯ ปีงบประมาณ

พ.ศ. 2563 จำนวน 1,300 ล้านบาท และเห็นควรขยายระยะเวลาการชำระคืนเงินกองทุนฯ ออกไปอีกเป็นเวลา 5 ปี เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการคลังมากเกินไป โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 – พ.ศ. 2568 โดย สงป. จะจัดสรรเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีให้ กค. ปีละ 1,680 ล้านบาท

                3. ต่อสำนักงาน กสทช. มีหนังสือแจ้งต่อ กค. [สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.)] ว่า คณะกรรมการบริหารกองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม เพื่อประโยชน์สาธารณะ (คณะกรรมการบริหารกองทุนฯ) ได้มีมติรับทราบผลการประชุมร่วม 3 ฝ่ายข้างต้น ในคราวประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ ครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 24 มกราคม 2562 เรียบร้อยแล้ว

 

4. เรื่อง  การเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เสนอ ดังนี้

                1. อนุมัติในหลักการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว  Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี)

                2. มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สธ. กระทรวงมหาดไทย (มท.) กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ดำเนินการปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องพร้อมกับประชาสัมพันธ์ให้ชาวต่างชาติทราบอย่างทั่วถึง  และให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (สำนักงาน คปภ.) ร่วมกับสมาคมประกันที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดเตรียมช่องทางสำหรับซื้อประกันสุขภาพในรูปแบบออนไลน์ให้มีความพร้อมรองรับ

                สาระสำคัญของเรื่อง

                สธ. รายงานว่า

                1. ที่ผ่านมามีชาวต่างชาติจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยและมีเหตุต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลในไทย  ซึ่ง สธ. ได้รับรายงานข้อมูลจากสถานพยาบาลภาครัฐและเอกชนว่ามีชาวต่างชาติจำนวนมากที่เข้ารับการรักษาพยาบาลแต่ไม่มีทุนทรัพย์เพียงพอสำหรับใช้เป็นค่ารักษาพยาบาลจึงก่อให้เกิดปัญหาหนี้สูญแก่สถานพยาบาลโดยเฉพาะในสถานพยาบาลภาครัฐทั่วประเทศ โดยสถานพยาบาลต้องให้การรักษาชาวต่างชาติทุกรายตามหลักสิทธิมนุษยชนอย่างเต็มประสิทธิภาพแม้ว่าจะไม่อาจจัดเก็บค่ารักษาพยาบาลได้  ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดกลไกและมาตรการคุ้มครองชาวต่างชาติทางด้านสุขภาพรัฐบาลจึงจำเป็นต้องผลักดันนโยบายการทำประกันสุขภาพสำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าสู่ประเทศ ในระยะเริ่มแรกของนโยบาย สธ. พิจารณาแล้วเห็นควรดำเนินการนำร่องในกลุ่มคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) เนื่องจากผู้ขอรับการตรวจลงตราฯ กลุ่มดังกล่าว หมายถึง กลุ่มคนต่างด้าวทุกสัญชาติที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป โดยมีอายุการตรวจลงตรา 1 ปี และขออยู่ต่อได้ปีต่อปี ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโอกาสประสบปัญหาด้านสุขภาพมากกว่าผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทอื่น

                2. สธ. แจ้งว่า ในระหว่างปี 2559 - 2561 มีข้อมูลสถิติของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาในประเทศไทย  ผู้ได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) จำนวนการเข้ารับการรักษาพยาบาลของชาวต่างชาติ และจำนวนครั้งและค่ารักษาพยาบาลที่ไม่สามารถจัดเก็บจากนักท่องเที่ยวได้ สรุปได้ ดังนี้

ปี

ชาวต่างชาติ

ชาวต่างชาติเข้ารับการรักษาพยาบาล

ไม่สามารถจัดเก็บค่ารักษาพยาบาล

ค่ารักษาฯ ที่ไม่สามารถจัด          เก็บได้

นักท่องเที่ยว

คนอยู่ชั่วคราว รหัส O-A

2559

32 ล้านราย

71,228 ราย

2.60 ล้านครั้ง

667,000 ครั้ง

380 ล้านบาท

2560

35 ล้านราย

68,696 ราย

3.30 ล้านครั้ง

565,000 ครั้ง

346 ล้านบาท

2561

38 ล้านราย

80,950 ราย

3.42 ล้านครั้ง

680,000 ครั้ง

305 ล้านบาท

 

                3. สธ. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนในการจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว

Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2561 มีการประชุมหารือกับหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ กต. มท. ตช. สำนักงาน คปภ. สมาคมประกันชีวิตไทย และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งทุกหน่วยงานเห็นพ้องกันว่า ควรมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การขอรับการตรวจลงตราประเภทอยู่ชั่วคราวประเภทดังกล่าวให้มีประกันสุขภาพภาคบังคับภายใต้พระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 อย่างไรก็ตาม  เนื่องจากนโยบายดังกล่าวอาจส่งผลกระทบบางประการต่อชาวต่างชาติทีได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรก่อนวันที่นโยบายดังกล่าวจะมีผลใช้บังคับ จึงมีความจำเป็นต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติในหลักการ

                4. คณะกรรมการอำนวยการเพื่อพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (นโยบาย Medical Hub) ในการประชุมครั้งที่ 2/2561 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2561 ซึ่งมีที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานและผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานกรรมการร่วม เห็นชอบในหลักการเพิ่มเติมหลักเกณฑ์การทำประกันสุขภาพสำหรับคนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) และมอบหมายให้ สธ. โดยกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ นำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณา

                5. คปภ. ร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทยและสมาคมประกันวินาศภัยไทยได้พิจารณาถึงแนวทางการกำหนดแบบและข้อความกรมธรรม์ประกันภัย และอัตราเบี้ยประกันภัยเพื่อใช้กับกลุ่มผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทดังกล่าว  โดยในเบื้องต้นให้ใช้วิธีการซื้อประกันสุขภาพแบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.longstay.tgia.org เช่นเดียวกับผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราวเพื่อการพำนักระยะยาว (Long stay)  Non-Immigrant Visa รหัส O-X (ระยะ 10 ปี) อย่างไรก็ตามทั้ง 2 สมาคม มีความเห็นว่า สำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูงด้านสุขภาพเกินกว่าที่บริษัทประกันภัยจะรับทำประกันภัย  สามารถมีสิทธิขอรับการตรวจลงตราได้และเห็นควรให้ ตม. กำหนดเงื่อนไขอื่นเพิ่มเติม เช่น การกำหนดให้มีเงินฝากประจำเพิ่มเติม ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้สูงอายุชาวต่างชาติมีทุนทรัพย์ในจำนวนที่เพียงพอต่อการดำรงชีพ การรักษาพยาบาล และเพื่อการอื่นที่เกี่ยวข้องในขณะพำนักในประเทศไทย

                6. สธ. พิจารณาแล้วเห็นควรปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาอนุญาตให้คนต่างด้าวผู้ขอรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว Non-Immigrant Visa รหัส O-A (ระยะ 1 ปี) ให้มีการประกันสุขภาพของไทยคุ้มครองตลอดระยะเวลาที่พำนักในราชอาณาจักรโดยมีจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับค่ารักษาพยาบาลในกรณีผู้ป่วยนอกไม่น้อยกว่า 40,000 บาท กรณีผู้ป่วยในไม่น้อยกว่า 400,000 บาท โดยซื้อกรมธรรม์แบบออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.longstay.tgia.org สำหรับผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพของบริษัทต่างประเทศจะต้องมีจำนวนเงินเอาประกันภัยไม่น้อยกว่าการทำประกันสุขภาพของไทยตามที่กำหนดด้วยเช่นกัน  สำหรับวิธีการพิจารณา  ตรวจสอบ หรือการอื่นที่เกี่ยวข้องในกระบวนการดำเนินงาน สธ. กต. มท. ตม. สำนักงาน คปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้ร่วมกันกำหนดให้มีความรอบคอบ รัดกุม และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อการปฏิบัติงานและการอำนวยความสะดวกแก่ชาวต่างชาติต่อไป

 

5. เรื่อง กรอบความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มธนาคารโลก พ.ศ. 2562 – 2562 (กค.)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอกรอบความเป็นหุ้นส่วนเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มธนาคารโลก พ.ศ. 2562 – 2565 (Country Partnership Framework: CPF) เพื่อกำหนดแนวความร่วมมือระหว่างประเทศไทยกับกลุ่มธนาคารโลกเป็นระยะเวลา 4 ปี ซึ่งในการจัดทำ CPF กลุ่มธนาคารโลกได้คำนึงถึงบริบทของการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมา ร่วมกับเป้าหมายตามยุทธศาตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560 – 2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) บทสรุปจากการวิเคราะห์ศักยภาพของประเทศไทยอย่างเป็นระบบของกลุ่มธนาคารโลกและบทสรุปจากการจัดงานสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นจากภาคเอกชน องค์กรอิสระและหน่วยงานภาครัฐในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทย โดย CPF ดังกล่าวได้ผ่านการพิจารณาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมชาติ (สศช.) สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (สำนักงาน ก.พ.ร.) ธนาคารแห่งประเทศไทย และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหารของกลุ่มธนาคารโลกแล้วเมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2561 โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ประเด็น

สาระสำคัญ

วัตถุประสงค์

CPF ได้กำหนดขอบเขตการพัฒนาไว้ 2 ประการ ผ่าน 6 เป้าหมายย่อย ได้แก่

1. การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจและการเติบโตที่ยั่งยืน (Promoting Resilient and Sustainable Growth) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างภาคีความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกลุ่มธนาคารโลกกับประเทศไทยในการส่งเสริมการพัฒนาขีดความสามารถทางเศรษฐกิจเพื่อดึงดูดการลงทุนของภาคเอกชนและเพิ่มเงินทุนสำหรับการพัฒนาและการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดย CPF ได้กำหนดเป้าหมายย่อย 4 ด้าน ได้แก่ (1) การปรับปรุงและพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยและการอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ (2) การปรับปรุงการดำเนินนโยบายภาครัฐด้านการเงินและการคลัง (3) การเสริมสร้างคุณภาพการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน และ (4) การกำหนดมาตรการในการดูแลบริหารจัดการ และปรับปรุงทรัพยากรน้ำ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

2. การพัฒนาอย่างทั่วถึง (Strengthening Inclusion) ซึ่งมุ่งเน้นการสร้างภาคีความเป็นหุ้นส่วนระหว่างกลุ่มธนาคารโลกกับประเทศไทยในการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างทั่วถึง อาทิ การปฏิรูประบบการศึกษา การส่งเสริมการพัฒนาที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนในพื้นที่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากความขัดแย้ง และการส่งเสริมการยุติการเลือกปฏิบัติทางเพศ โดย CPF ได้กำหนดเป้าหมายย่อย 2 ด้าน ได้แก่ (1) การเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่มาตรการคุ้มครองทางสังคมและเพิ่มการมีส่วนร่วมของกลุ่มคนด้อยโอกาสหรือมีความเปราะบาง และ (2) การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพให้กับปวงชนและการบริหารจัดการที่สนับสนุนกลุ่มที่มีศักยภาพและความสามารถต่าง ๆ

 

การดำเนินการ

การขับเคลื่อนเป้าหมายตาม CPF จะอยู่ในรูปแบบของการจ้างกลุ่มธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษาแบบมีค่าใช้จ่าย (Reimbursable Advisory Service: RAS) เป็นหลักเนื่องจากประเทศไทยได้ก้าวสู่ประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper Middle Income Country) และไม่มีโครงการเงินกู้กับกลุ่มธนาคารโลก โดยแผนดังกล่าวไม่ได้มีผลผูกพันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องจ้างกลุ่มธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษาในอนาคตตาม CPF แต่อย่างใด อีกทั้งในการจ้างกลุ่มธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษาในแต่ละโครงการนั้น หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการขออนุมัติงบประมาณและความเห็นชอบตามอำนาจอนุมัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นรายกรณีไป ซึ่งในปัจจุบัน หน่วยงานภาครัฐมีการจ้างธนาคารโลกเป็นที่ปรึกษาในรูปแบบ RAS ที่ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว 4 โครงการ เช่น โครงการ Doing Business Reform Memorandum ของสำนักงาน ก.พ.ร. เป็นต้น อยู่ระหว่างดำเนินการ 3 โครงการ เช่น โครงการ Project Appraisal Guideline and Procedure Review ของ สศช. เป็นต้น และได้บรรลุข้อตกลงและอยู่ระหว่างลงนามเพื่อเริ่มดำเนินการ 3 โครงการ เช่น โครงการ Driving National Strategy for the Transformation of Thailand ของ สศช. เป็นต้น 

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยสู่การพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรมทั่วถึง และยั่งยืน ซึ่งกลุ่มธนาคารโลกเชื่อว่า หากสามารถดำเนินการตามแผนการพัฒนาได้เต็มประสิทธิภาพ จะสามารถช่วยยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยให้เหนือกว่าการเติบโตในปัจจุบันที่ ร้อยละ 4 และสามารถขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูงและทั่วถึงได้

 

6.  เรื่อง การออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล

                คณะรัฐมนตรีพิจารณาการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล ตามที่สำนักงาน ก.พ.ร. เสนอ แล้วมีมติ ดังนี้

                1. เห็นชอบในหลักการการออกเอกสารหลักฐานของทางราชการผ่านระบบดิจิทัล  โดยอาจพิจารณาให้มีการนำร่องดำเนินการในภารกิจของหน่วยงานที่มีผลกระทบต่อประชาชน ผู้ประกอบการ  และนักลงทุนเป็นสำคัญก่อนตามความเห็นของกระทรวงอุตสาหกรรม ทั้งนี้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีความจำเป็นต้องออก/ปรับปรุงแก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการดำเนินการดังกล่าว ก็ให้ดำเนินการให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  พ.ศ. 2544 และที่แก้ไขเพิ่มเติมตามความเห็นของสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) ด้วย

                2. ในกรณีที่หน่วยงานใดไม่สามารถดำเนินการผ่านระบบดิจิทัลหรือไม่สามารถปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบได้ ภายในปี พ.ศ. 2562 หรือไม่สามารถพัฒนางานบริการให้เป็นระบบการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์  (e-Service)  จัดทำแผนการดำเนินการพัฒนางานบริการให้เป็นระบบ e-Services  หรือยกเลิกการใช้กระดาษได้ภายในปี พ.ศ. 2563  ตลอดจนในกรณีที่มีปัญหาในทางปฏิบัติ  ให้หน่วยงานดังกล่าวเร่งประสานงานกับสำนักงาน ก.พ.ร. เพื่อพิจารณาขยายระยะเวลาดำเนินการเป็นรายกรณี โดยจัดลำดับตามความสำคัญ  เร่งด่วนและความพร้อมของหน่วยงาน รวมถึงระยะเวลาที่หน่วยงานนั้น ๆ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ 

                3. ให้สำนักงาน ก.พ.ร. เป็นหน่วยงานหลัก ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล  (องค์การมหาชน) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็น (1) ความพร้อมของหน่วยงาน เพื่อรองรับการออกเอกสารผ่านระบบดิจิทัล เช่น ความพร้อมของระบบอินเทอร์เน็ต (2) การบูรณาการร่วมกันเพื่อการพัฒนาระบบและการเชื่อมโยงข้อมูล และ (3) ความปลอดภัยทางระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ                   ไปพิจารณาให้ได้ข้อยุติและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไปได้

                4. เมื่อการกำหนดมาตรฐานธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ว่าด้วยการจัดทำใบอนุญาต  หนังสือรับรองในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์แล้วเสร็จ  ให้สำนักงาน ก.พ.ร. ร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์  (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำแนวปฏิบัติที่ชัดเจนและซักซ้อมความเข้าใจกับบุคลากรของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง  รวมถึงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ให้แก่ประชาชนผู้รับบริการ  เพื่อให้การพัฒนางานบริการภาครัฐให้เป็นระบบการให้บริการอิเล็กทรอนิกส์และการออกเอกสารของทางราชการผ่านระบบดิจิทัลมีมาตรฐานในการดำเนินงานในแนวทางเดียวกันและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

 

7. เรื่อง แนวทางการรณงค์ เพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม เนื่องในประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2562 (สงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ชีวาปลอดภัย)

                คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางการรณงค์ เพื่อสืบสานคุณค่าทางวัฒนธรรม เนื่องในประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2562 (สงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่า ชีวาปลอดภัย) ตามที่ กระทรวงวัฒนธรรม เสนอดังนี้

                สาระสำคัญ

                กระทรวงวัฒนธรรม โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้ดำเนินการจัดประชุมบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในวันที่ 18 มีนาคม 2562 ณ กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลรับผิดชอบในภารกิจหลัก จำนวน 19 หน่วยงาน ได้แก่ การจัดงานและกิจกรรมต่าง ๆ ในช่วงประเพณีสงกรานต์ การบริหารจัดการน้ำ และการดูแล รักษา ความปลอดภัย ซึ่งประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น  กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  การประปานครหลวง และการประปาส่วนภูมิภาค กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (กรมชลประทาน) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (กรมทรัพยากรน้ำ) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (กรมอุตุนิยมวิทยา) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กรมการท่องเที่ยว และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกองบังคับการตำรวจจราจร สำนักนายกรัฐมนตรี (กรมประชาสัมพันธ์) กระทรวงคมนาคม (กรมการขนส่งทางบก) กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์) กรุงเทพมหานคร  (สำนักวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยว และสภาวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร) สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และมูลนิธิเมาไม่ขับ เพื่อบูรณาการความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เพื่อกำหนดแนวทางรณรงค์ เพื่อสืบสาน ประเพณีสงกรานต์ที่ดีงามเหมาะสม การป้องกันและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นในช่วงประเพณีสงกรานต์ ประจำปี 2562 ซึ่งดำเนินการภายใต้แนวคิด “สงกรานต์วิถีไทย ใช้น้ำคุ้มค่าทุกชีวาปลอดภัย” ซึ่งได้ข้อสรุปแนวทางในการจัดกิจกรรมภาพรวมของประเทศ 3 แนวทาง 14 ด้าน ดังนี้

                1. การรณรงค์จัด “สงกรานต์แบบไทย” ได้แก่

                        1.1 ส่งเสริมให้จังหวัดต่าง ๆ ใช้พื้นที่จัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและร่วมกันสืบสานประเพณีต่าง ๆ เน้นวิถีวัฒนธรรมชูเอกลักษณ์ของแต่ละท้องถิ่น

                        1.2 ขอความร่วมมือจากประชาชนในการสืบสานคุณค่าสาระและสิ่งที่ควรทำของประเพณีสงกรานต์แบบไทย เช่น ทำความสะอาดบ้านเรือน วัด สถานที่สาธารณะ ทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรม ฟังเทศน์สรงน้ำพระ รดน้ำขอพรผู้สูงอายุ ทำบุญอุทิศส่วนกุศลแก่บรรพบุรุษ เล่นน้ำอย่างพองาม

                        1.3 รณรงค์ให้แต่งกายด้วยชุดสุภาพ ใช้ผ้าไทย ผ้าท้องถิ่น หรือชุดไทยย้อนยุคเข้าร่วมงาน

                        1.4 ขอความร่วมมือผู้ประกอบการและประชาชน ในการจัดกิจกรรมโดยคำนึงถึงวัฒนธรรมที่ดีงาม โดยจัดให้มีการเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สายด่วนวัฒนธรรม 1765

                2. การรณรงค์ “ใช้น้ำคุ้มค่า” ได้แก่

                        2.1 ขอความร่วมมือสืบสานประเพณีอย่างมีวัฒนธรรม เพื่อใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพคุ้มค่าสูงสุด ขอความร่วมมืองดใช้รถบรรทุกตระเวนสาดน้ำในพื้นที่ต่าง ๆ กำหนดระยะเวลาการเล่นน้ำให้เลิกเล่นน้ำในเวลาที่กำหนด ห้ามใช้แป้งและสีต่าง ๆ มาเล่น

                        2.2 ขอความร่วมมือจากประชาชนให้ใช้อุปกรณ์ที่ปลอดภัยและประหยัดน้ำ เช่น ขันขนาดเล็ก ไม่ใช้ปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เล่นน้ำอย่างสุภาพ

                        2.3 ขอความร่วมมือประชาชนให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและน้ำสะอาดเพื่อสุขอนามัย และสำรองน้ำไว้ใช้ในช่วงขาดแคลนน้ำ

                3. การรณรงค์ “ทุกชีวาปลอดภัย” ได้แก่

                        3.1 ขอความร่วมมือภาคเอกชน ผู้ประกอบการ สถานบันเทิง ผู้จัดกิจกรรม กำหนดเวลาเปิด – ปิด จัดกิจกรรมและงดจำหน่ายเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตามเวลาที่กฎหมายกำหนด

                        3.2 ควบคุมและรณรงค์ผู้ใช้รถโดยใช้มาตรการเมาไม่ขับ ปลอดแอลกอฮอล์ และมีน้ำใจให้แก่กันในการใช้รถใช้ถนน และพบเห็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมให้แจ้งหน่วยงานหรือศูนย์รับแจ้งเหตุของหน่วยงานต่าง ๆ

                        3.3 มาตรการเข้ม ลดปัจจัยเสี่ยงด้านคน ถนน และยานพาหนะ และมาตรการด้านความปลอดภัยแก่นักท่องเที่ยว ความปลอดภัยทางน้ำ – ทางเรือ และหลังเกิดอุบัติเหตุ ควบคุมความเร็วการใช้รถให้ใช้รถใช้ถนนอย่างเคร่งครัด

                        3.4 กิจกรรมส่งคนกลับบ้าน อำนวยความสะดวกในการเดินทาง การตวจความพร้อมของ ผู้ขับรถสาธารณะ ควบคุมและตรวจจับความเร็วของรถบริการสาธารณะด้วยระบบ GPS  และเฝ้าระวังยานพาหนะต่าง ๆ ศูนย์บริการตรวจสภาพรถฟรี รวมถึงมีศูนย์รับแจ้งเหตุร้องเรียนการใช้รถใช้ถนนโดยกรมการขนส่งทางบก และจุดบริการพักรถระหว่างการเดินทางเพื่อลดการเกิดอุบัติเหตุในช่วงเทศกาล

                        3.5 สถานที่ที่จัดงานต่าง ๆ ต้องมีมาตรการเพื่อรักษาความปลอดภัยให้แก่ผู้เข้าร่วมงาน

                        3.6 การบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง เช่น พ.ร.บ. การจราจรทางบก

                        3.7 มีศูนย์แจ้งเตือนภัยสภาพอากาศตลอดช่วงเทศกาล

ต่างประเทศ

8.  เรื่อง  การขอความเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนของสำนักเลขาธิการอาเซียนในการต่ออายุครั้งที่ 2 ของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลเครือรัฐออสเตรเลียกับอาเซียนว่าด้วยโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย ระยะที่ 2 และการแก้ไขข้อความในบันทึกความเข้าใจฯ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบต่อร่างหนังสือแลกเปลี่ยนของสำนักเลขาธิการอาเซียนในการต่ออายุ                    ครั้งที่ 2 ของบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลเครือรัฐออสเตรเลียกับอาเซียนว่าด้วยโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย ระยะที่ 2 (Memorandum of Understanding between the Association of Southeast Asian Nations and the Government of Australia on the Second Phase of the ASEAN Australia Development Cooperation Program : AADCP II) และการแก้ไขข้อความในบันทึกความเข้าใจฯ และหากมีความจำเป็นต้องแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีก พร้อมทั้งเห็นชอบให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนเป็นผู้ลงนามในร่างหนังสือแลกเปลี่ยนฯ และให้กระทรวงการต่างประเทศ แจ้งสำนักเลขาธิการอาเซียนผ่านคณะผู้แทนถาวรไทยประจำอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ว่า รัฐบาลไทยให้ความยินยอมให้เลขาธิการอาเซียนหรือผู้แทนลงนามในเอกสารดังกล่าว ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ที่ผ่านมาประเทศไทยได้จัดทำบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลเครือรัฐออสเตรเลียกับอาเซียนว่าด้วยโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลียระยะที่ 2 ในระหว่างปี  2552 – 2558 เพื่อดำเนินโครงการความร่วมมือด้านการพัฒนาระหว่างอาเซียนกับออสเตรเลีย เช่น การสร้างเสริมขีดความสามารถของสำนักเลขาธิการอาเซียนและการวิจัยด้านเศรษฐกิจเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะทางนโยบายเกี่ยวกับการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค เป็นต้น โดยฝ่ายออสเตรเลียให้ความช่วยเหลือแบบให้เปล่าแก่ประเทศสมาชิกอาเซียน เป็นมูลค่าประมาณ 57 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย โดยบันทึกความเข้าใจฯ ได้ดำเนินการต่ออายุบันทึกความเข้าใจฯ มาแล้ว 1 ครั้ง รวม 4 ปี ซึ่งทำให้บันทึกความเข้าใจฯ มีผลบังคับใช้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2562 ทั้งนี้ ออสเตรเลียจึงได้เสนอให้มีการต่ออายุบันทึกความเข้าใจฯ ออกไปอีก 2 ปี เป็นครั้งที่ 2 โดยสิ้นสุดในวันที่ 31 ธันวาคม 2564

 

9.  เรื่อง  ร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ครั้งที่ 5

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการต่อร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ครั้งที่ 5 ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างแถลงการณ์ร่วมการประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและผู้ว่าการธนาคารกลางอาเซียน ครั้งที่ 5 ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของประเทศไทย ให้กระทรวงการคลัง ดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังร่วมรับรองร่างแถลงการณ์ดังกล่าว ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ

(มีกำหนดการรับรองร่างแถลงการณ์ร่วมฯ ในวันที่ 5 เมษายน 2562 ณ จังหวัดเชียงราย)

                   ร่างแถลงการณ์ร่วมฯ  มีสาระสำคัญเกี่ยวกับการรายงานสถานการณ์เศรษฐกิจและความท้าทายด้านนโยบาย การรวมตัวและการเปิดเสรีบริการด้านการเงิน การอำนวยความสะดวกด้านการค้าและการลงทุน ความเชื่อมโยงระบบการชำระเงินและบริการทางการเงิน การระดมทุนโครงสร้างพื้นฐาน การเงินที่ยั่งยืน การเข้าถึงบริการทางการเงิน การระดมทุนเพื่อการบริหารจัดการภัยพิบัติ การสร้างภูมิคุ้มกันทางไซเบอร์และความร่วมมือด้านกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งสอดคล้องกับทั้งนโยบายรัฐบาลในปัจจุบันและแนวคิดหลักของการดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนของประเทศไทย ในปี 2562 คือ “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) และจะช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับรัฐสมาชิกอาเซียนต่อไป      

 

10.  เรื่อง  ร่างบันทึกความเข้าใจ (MOU) ด้านความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับรัฐบาลมณฑลเหอหนานและคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษอากาศยานเจิ้งโจว

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เสนอ ดังนี้

                    1. เห็นชอบต่อร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือ ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับรัฐบาลมณฑลเหอหนาน และร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษ อากาศยานเจิ้งโจว ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งสองฉบับดังกล่าว ในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทย ให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ ภาคตะวันออกสามารถดำเนินการได้โดยไม่ต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอีกครั้ง

                   2. อนุมัติให้เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกหรือผู้แทนที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับรัฐบาลมณฑลเหอหนาน

                   3. อนุมัติให้เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในร่างบันทึกความเข้าใจว่าด้วยความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกกับคณะกรรมการบริหารเขตเศรษฐกิจพิเศษอากาศยานเจิ้งโจว

                   สาระสำคัญของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้งสองฉบับ

                   1. เนื้อหาโดยสรุปของร่างบันทึกความเข้าใจ ระว่าง สกพอ. กับรัฐบาลมณฑลเหอหนาน ประกอบด้วยการสนับสนุนการพัฒนาโครงการศูนย์การบินคู่ขนาน (Aviation Dual Hub Project) ระหว่างจีนตอนกลางและภูมิภาคอาเซียน เสริมสร้างความร่วมมือในการวางแผนพัฒนาพื้นที่สนามบิน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการบิน เช่น โลจิสติกส์การบิน การซ่อมบำรุงอากาศยาน หลักสูตรอบรมบุคลากรการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี เป็นต้น ตลอดจนส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันภายใต้กรอบข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (Belt and Road Initiative)

                   2. เนื้อหาโดยสรุปของร่างบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่าง สกพอ. กับ ZAEZ (Zhengzhou Airport Economy Zone : ZAEZ) ประกอบด้วย ความร่วมมือด้านการแลกเปลี่ยนข้อมูลการวางแผนและการบริหารจัดการมหานครการบินระหว่างกัน โดยจะเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมความร่วมมือในกิจกรรมการพัฒนาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น เที่ยวบิน การค้า และการลงทุน

                โดยร่างบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 2 ฉบับนี้จะเป็นการต่อยอดความร่วมมือบนพื้นฐานของบันทึกความเข้าใจฯ ระหว่าง สกพอ. กับกระทรวงพาณิชย์แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ได้ลงนามร่วมกันในช่วงการประชุมคณะกรรมการร่วมว่าด้วยการค้า การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทย – จีน ครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 24 สิงหาคม 2561 ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกของประเทศไทย ซึ่งได้กำหนดแนวทางความร่วมมือในสาขาต่าง ๆ รวมถึงการคมนาคมและการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมายของไทย ซึ่งบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 2 ฉบับ ข้างต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดกับประเทศไทยในการพัฒนามหานครการบิน อุตสาหกรรมอากาศยานและการบิน รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง

                   ทั้งนี้ สกพอ. มีกำหนดจัดให้มีการลงนามในบันทึกความเข้าใจฯ ทั้ง 2 ฉบับระหว่าง สกพอ.กับรัฐบาลมณฑลเหอหนานและ ZAEZ ระหว่างการเข้าร่วมงาน the 13th China Henan International Investment & Trade Fair ระหว่างวันที่ 8 – 11 เมษายน 2562 ณ เมืองเจิ้งโจว มณฑลเหอหนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน 

แต่งตั้ง

11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับทรงคุณวุฒิ (กระทรวงการคลัง)

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นางศิริวัลย์ แก้วมูลเนียม รองอธิบดีกรมสรรพากร ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านพัฒนาฐานภาษี (นักวิเคราะห์นโยบายและแผนทรงคุณวุฒิ) กรมสรรพากร ตั้งแต่วันที่ 28 ธันวาคม 2561 ซึ่งเป็นวันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนสมบูรณ์ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

12. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการถ้ำแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการถ้ำแห่งชาติ โดยมีองค์ประกอบ รวม 26 คน ประกอบด้วย คณะที่ปรึกษา จำนวน 4 คน คณะกรรมการ จำนวน 22 คน มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานกรรมการ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี เป็นกรรมการและเลขานุการ รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณี รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และรองอธิบดีกรมป่าไม้ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ และมีกรรมการอีก จำนวน 17 คน มีอำนาจหน้าที่กำหนดนโยบาย หลักเกณฑ์ แนวทางในการใช้ประโยชน์ การบริหารจัดการถ้ำ และแนวทางในการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมกับภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของท้องถิ่น และบูรณาการการบริหารจัดการการท่องเที่ยวถ้ำโดยมีความเชื่อมโยงกับการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่น ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

13. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ แทนตำแหน่งที่ว่าง รวม 5 คน ดังนี้

                1. นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค         ประธานกรรมการ

                2. นายชายพงษ์ นิยมกิจ                      กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                3. นายเธียรพันธุ์ บุญทรงษีกุล              กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                4. นายรังสรรค์ ตุลชีวิน                       กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                5. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ขจีพร วงศ์ปรีดี    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

14. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ รวม 4 คน แทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้

                1. นายประสาท สืบค้า         ประธานกรรมการ

                2. นายสมคิด เลิศไพฑูรย์             กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                3. นายสุวิชญ โรจนวานิช            กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                4. นายสัญชัย นิลสุวรรณโฆษิต    กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ                

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

15. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (คพพ.) รวม 5 คน แทนประธานกรรมการและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งจะครบวาระสี่ปีในวันที่ 19 เมษายน 2562 ดังนี้

                1. นางสาวจุฬารัตน์ สุธีธร    ประธานกรรมการ

                2. นายเสรี นนทสูติ             กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                3. นายธงทอง จันทรางศุ      กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                4. นายจักร บุญ-หลง           กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                5. นายวิสุทธิ์ จันมณี            กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

16. เรื่อง แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการมาตรฐานในคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ

                คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการมาตรฐานแห่งชาติ จำนวน 7 คน ดังนี้

                1. นางปัทมา เธียรวิศิษฎ์สกุล

                2. นายสุวิทย์ อมรนพรัตนกุล 

                3. นางอัจฉรา เจริญสุข

                4. นางรัชดา อิสระเสนารักษ์ (ภาคเอกชน)

                5. นายธวัช ผลความดี (ภาคเอกชน)

                6. นางพรรณี อังศุสิงห์ (ภาคเอกชน)

                7. นายเขมทัต สุคนธสิงห์ (ภาคเอกชน)

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

17. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2563

                คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ พ.ศ. 2563 โดยมีองค์ประกอบ รวม 43 คน และอำนาจหน้าที่ รวม 4 ข้อ ดังนี้

                องค์ประกอบ

                ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นประธานกรรมการ รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ (ที่ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ) เป็นรองประธานกรรมการ กรรมการประกอบด้วย รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ รองผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้ตรวจราชการกรม (พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 1) ผู้ตรวจราชการกรม (พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 2) ผู้ตรวจราชการกรม (พื้นที่เขตตรวจราชการที่ 3) ผู้แทนจากสำนักงบประมาณ ผู้แทนจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทนจากกรมการปกครอง ผู้แทนจากกระทรวงแรงงาน ผู้แทนจากกระทรวงศึกษาธิการ ผู้แทนจากกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้แทนจากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นของมนุษย์ ผู้แทนจากกระทรวงกลาโหม ผู้แทนบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ผู้แทนจากกรุงเทพมหานคร ผู้แทนจากกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ ผู้แทนจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ผู้แทนจากสำนักงานพัฒนาสุขภาพระหว่างประเทศ ผู้แทนจากสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้แทนจากวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้แทนจากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เลขานุการกรม สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการศูนย์สารสนเทศยุทธศาสตร์ภาครัฐ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองนโยบายและวิชาการสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองสถิติพยากรณ์ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองสถิติสาธารณมติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดเก็บข้อมูลสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองบริหารจัดการระบบสถิติ สำนักงานสถิติแห่งชาติ ผู้อำนวยการกองสถิติเศรษฐกิจ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถิติจังหวัด ผู้แทนภาคกลาง สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถิติจังหวัด ผู้แทนภาคเหนือ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สถิติจังหวัด ผู้แทนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ สถิติจังหวัด ผู้แทนภาคใต้ สำนักงานสถิติแห่งชาติ โดยมีผู้อำนวยการกองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ  ผู้อำนวยการกลุ่มสถิติประชากร กองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ นางอรศรี ฮินท่าไม้ นักวิชาการสถิติชำนาญการ กองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ นางสาวกรรณิการ์ เสนา นักวิชาการสถิติชำนาญการ กองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ นางนิภาพรรณ บรมพิชัยชาติกุล นักวิชาการสถิติชำนาญการ กองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ และ นายวรยุทธ ขุนราชเสนา นักวิชาการสถิติปฏิบัติการ กองสถิติสังคม สำนักงานสถิติแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

                อำนาจหน้าที่ 

                1. พิจารณาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับแผนการดำเนินงานโครงการสำมะโนประชากรและเคหะ

พ.ศ. 2563

                2. ให้คำปรึกษา แนะนำ และกำกับดูแลการดำเนินงานตามโครงการให้เป็นไปตามแผนงานที่กำหนด

                3. มีอำนาจแต่งตั้งคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ได้ตามความจำเป็น

                4. พิจารณาข้อเสนอของคณะอนุกรรมการต่าง ๆ ให้เกิดประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการ

                ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 เมษายน 2562 เป็นต้นไป

 

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top