สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2562

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 7 พฤษภาคม 2562

วันอังคาร ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2562, 18.17 น.

7 พ.ค.62 เวลา 11.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง ร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... (การจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติและรับทราบ ดังนี้

                   1. อนุมัติหลักการร่างพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วส่งให้คณะกรรมการประสานงานสภานิติบัญญัติแห่งชาติพิจารณา ก่อนเสนอสภานิติบัญญัติแห่งชาติต่อไป

                   2. รับทราบแผนในการจัดทำกฎหมายลำดับรอง กรอบระยะเวลา และกรอบสาระสำคัญของกฎหมายลำดับรองที่ออกตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอ 

                   สาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ

                   1. กำหนดให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติเป็นส่วนราชการระดับกรมที่จัดตั้งขึ้นใหม่ที่อยู่ในบังคับบัญชาขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี มีภารกิจเกี่ยวกับการสนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ

                   2. กำหนดให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนราชการดังต่อไปนี้มาเป็นของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

                             2.1 สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบริหารจัดการที่ดิน ในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับงานตามภารกิจของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ 

                             2.2 สำนักงานปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในส่วนของกองแก้ไขปัญหาการบุกรุกที่ดินของรัฐ 

                   3. กำหนดให้โอนบรรดาอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง และมติคณะรัฐมนตรีของ ทส. ในส่วนของสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กองบริหารจัดการที่ดิน เฉพาะที่เกี่ยวกับงานตามภารกิจของคณะกรรมการจัดที่ดินแห่งชาติ ไปเป็นของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

                   4. กำหนดให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพันข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้าง และอัตรากำลังของส่วนราชการตามข้อ 3. เป็นของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี

                   5. กำหนดให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ สิทธิ หนี้ ภาระผูกพันข้าราชการ และอัตรากำลังของส่วนราชการตามข้อ 4. ไปเป็นของกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย

                   6. กำหนดให้ในวาระเริ่มแรกให้เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติไปพลางก่อน จนกว่าจะมีการแต่งตั้งใหม่

 

2. เรื่อง ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้จำนวน 2 ฉบับ และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ (การปรับปรุงแก้ไขการเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้ายาสูบ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ จำนวน 2 ฉบับ และร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร จำนวน 1 ฉบับ รวมจำนวน 3 ฉบับ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ 

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวงจำนวน 3 ฉบับ

                   1. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ เป็นการแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 134 (พ.ศ. 2516) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ โดยกำหนดให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้ายาสูบทุกทอดที่ซื้อสินค้ายาสูบของการยาสูบ            แห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ (วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561) จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562  

                   2. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ เป็นการแก้ไขกฎกระทรวง ฉบับที่ 158 (พ.ศ. 2526) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยภาษีเงินได้ โดยกำหนดให้การยาสูบแห่งประเทศไทยเสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้ายาสูบทุกทอด ซึ่งเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ซื้อสินค้ายาสูบของการยาสูบแห่งประเทศไทย ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ (วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561) จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562   

                   3. ร่างกฎกระทรวง ฉบับที่ .. (พ.ศ. ....) ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร โดยกำหนดให้เงินได้จากการขายสินค้ายาสูบที่การยาสูบแห่งประเทศไทย ได้เสียภาษีเงินได้แทนผู้ขายสินค้าดังกล่าวทุกทอดตามมาตรา 48 ทวิ แห่งประมวลรัษฎากร เป็นเงินได้ที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัติการยาสูบแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2561 ใช้บังคับ (วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2561) จนถึงวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2562   

ทั้งนี้ ร่างกฎกระทรวงรวม 3 ฉบับ ดังกล่าว ได้มีการแก้ไขถ้อยคำจาก “โรงงานยาสูบ” เป็น “การยาสูบแห่ง ประเทศไทย”

 

3. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. ....

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบร่างกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. .... ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว และให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีส่งร่างกฎกระทรวงดังกล่าวให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขพิจารณาลงนาม และประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป 

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   ปรับปรุงการแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ ตามกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข พ.ศ. 2552 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 ดังนี้

การแบ่งส่วนราชการปัจจุบัน

การแบ่งส่วนราชการที่ขอปรับปรุง

1. สำนักงานเลขานุการกรม

2. โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี

3. โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง)

4. โรงพยาบาลราชวิถี

5. โรงพยาบาลเลิดสิน

6. โรงพยาบาลสงฆ์

7. สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์แห่งชาติ

8. สถาบันทันตกรรม

9. สถาบันประสาทวิทยา

10. สถาบันพยาธิวิทยา

11. สถาบันมะเร็งแห่งชาติ

12. สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด

13. สถาบันโรคทรวงอก

14. สถาบันโรคผิวหนัง

15. สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์

16. สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ

17. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี

18. กลุ่มตรวจสอบภายใน

19. กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร

20. กองคลัง

21. สำนักงานบริหารทรัพยากรบุคคล

22. สำนักยุทธศาสตร์

สำนักงานเลขานุการกรม (คงเดิม)

โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี (คงเดิม)

โรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ (วัดไร่ขิง) (คงเดิม)

โรงพยาบาลราชวิถี (คงเดิม)

โรงพยาบาลเลิดสิน (คงเดิม)

โรงพยาบาลสงฆ์ (คงเดิม)

สถาบันสิรินธรเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพทางการ แพทย์แห่งชาติ (คงเดิม)

สถาบันทันตกรรม (คงเดิม)

สถาบันประสาทวิทยา (คงเดิม)

สถาบันพยาธิวิทยา (คงเดิม)

สถาบันมะเร็งแห่งชาติ (คงเดิม)

สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด (คงเดิม)

สถาบันโรคทรวงอก (คงเดิม)

สถาบันโรคผิวหนัง (คงเดิม)

สถาบันวิจัยและประเมินเทคโนโลยีทางการแพทย์ (คงเดิม)

สถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ (คงเดิม)

สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (คงเดิม)

กลุ่มตรวจสอบภายใน (คงเดิม)

กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร (คงเดิม)

กองบริหารการคลัง (เปลี่ยนชื่อ)

กองบริหารทรัพยากรบุคคล (เปลี่ยนชื่อ)

กองยุทธศาสตร์และแผนงาน (เปลี่ยนชื่อ)

กองวิชาการแพทย์  ตั้งใหม่

 

4. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 จำนวน 3 ฉบับ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติเงินทดแทน (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2561 จำนวน 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1. ร่างกฎกระทรวงค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. .... 2. ร่างกฎกระทรวงค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. .... และ 3. ร่างกฎกระทรวงเงินค่าทำศพ พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงแรงงานเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงแรงงานรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. ร่างกฎกระทรวงค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราค่ารักษาพยาบาลที่ให้นายจ้างจ่ายเมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ดังนี้

                             1.1 กำหนดให้เมื่อลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 50,000 บาท 

                             1.2 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 1.1 ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มอีกไม่เกิน 100,000 บาท สำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างในลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

                             1.3 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 1.2 ไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้นอีก โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 4.1 และข้อ 4.2 แล้ว ต้องไม่เกิน 300,000 บาท สำหรับการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยของลูกจ้างในลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

                             1.4 ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 1.3 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น ตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์ โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 4.1 ข้อ 4.2 และข้อ 4.3 แล้ว ต้องไม่เกิน 500,000 บาท

                             1.5 กำหนดให้ในกรณีค่ารักษาพยาบาลที่จ่ายตามข้อ 1.4 สำหรับลูกจ้างรายใดไม่เพียงพอ ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นเพิ่มขึ้น โดยเมื่อรวมกับค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 4.1 ข้อ 4.2 ข้อ 4.3 และข้อ 4.4 แล้ว ต้องไม่เกิน 1,000,000 บาท เว้นแต่กรณีลูกจ้างเข้ารับการรักษาพยาบาลในสถานพยาบาลของรัฐตั้งแต่เริ่มแรกจนสิ้นสุดการรักษา ให้นายจ้างจ่ายค่ารักษาพยาบาลเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นจนสิ้นสุดการรักษาพยาบาล ตามความเห็นของคณะกรรมการการแพทย์ โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

                             1.6 กำหนดให้การจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามข้อ 4.1 ข้อ 4.2 ข้อ 4.3 ข้อ 4.4 หรือข้อ 4.5 หากลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ป่วยในมีค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าห้อง ค่าอาหาร และค่าบริการพยาบาล ให้นายจ้างจ่ายค่าใช้จ่ายดังกล่าวเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินวันละ 1,300 บาท 

                   2. ร่างกฎกระทรวงค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. .... เป็นการปรับปรุงกฎกระทรวงกำหนดการจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 โดยกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และอัตราค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่ายในกรณีที่ลูกจ้างจำเป็นต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังการประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย ดังนี้ 

                             2.1 กำหนดให้ลูกจ้างที่ประสงค์จะขอรับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานภายหลังประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยยื่นคำขอตามแบบที่เลขาธิการกำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา พร้อมด้วยหลักฐานตามที่ระบุไว้ในแบบดังกล่าว ณ สำนักงานประกันสังคม สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่ สำนักงานประกันสังคมจังหวัด หรือสำนักงานประกันสังคมจังหวัดสาขา แล้วแต่กรณี

                             2.2 กำหนดให้นายจ้างจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานของลูกจ้างเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็นตามหลักเกณฑ์และอัตรา ดังต่อไปนี้

                                      (1) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการเวชศาสตร์ฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านการแพทย์โดยเป็นค่าใช้จ่ายทางกายภาพบำบัดไม่เกินวันละ 200 บาท และค่าใช้จ่ายทางกิจกรรมบำบัดไม่เกินวันละ 100 บาท แต่รวมแล้วไม่เกิน 24,000 บาท 

                                      (2) ค่าใช้จ่ายในกระบวนการบำบัดรักษาและการผ่าตัดเพื่อประโยชน์ในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานไม่เกิน 40,000 บาท 

                                      (3) ค่าวัสดุและอุปกรณ์ด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟูหน่วยละไม่เกินอัตราตามที่กระทรวงการคลังกำหนด แต่รวมแล้วไม่เกิน 160,000 บาท 

                                       (4) ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพให้จ่ายได้เฉพาะที่เป็นการฝึกตามหลักสูตรที่หน่วยงานของสำนักงานประกันสังคมเป็นผู้ดำเนินการ ไม่เกิน 24,000 บาท

                             2.3 ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานด้านอาชีพตามข้อ 2.2 (4) ให้จ่ายได้ตามหลักสูตรและอัตราที่สำนักงานประกันสังคมประกาศกำหนด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ

                             2.4 กำหนดให้คำขอรับค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ได้ยื่นไว้ตามกฎกระทรวงกำหนดการจ่ายค่าฟื้นฟูสมรรถภาพในการทำงานที่ให้นายจ้างจ่าย พ.ศ. 2558 ให้ถือเป็นคำขอตามกฎกระทรวงนี้

                   3. ร่างกฎกระทรวงเงินค่าทำศพ พ.ศ. .... เป็นการกำหนดให้ในกรณีที่ลูกจ้างประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยจนถึงแก่ความตายหรือสูญหาย เนื่องจากการทำงาน ให้นายจ้างจ่ายค่าทำศพแก่ผู้จัดการศพของลูกจ้างเป็นจำนวน 40,000 บาท

 

5. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 จำนวน 4 ฉบับ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงที่ออกตามพระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 จำนวน 4 ฉบับ ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และให้ส่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการทะเบียนราษฎร พ.ศ. …. เป็นการกำหนดค่าธรรมเนียมการแจ้งการย้ายที่อยู่ที่เป็นการแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่ไปอยู่ใหม่โดยไม่ต้องแจ้งย้ายออก ฉบับละ 20 บาท และแก้ไขค่าธรรมเนียมการขอรับสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านแทนฉบับที่สูญหาย จากเดิมฉบับละ 20 บาท เป็นฉบับละ 30 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมกรณีอื่น ๆ ได้แก่ การขอคัดและรับรองสำเนารายการทะเบียนและรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร และการแจ้งการเกิด การตาย ยังคงตามเดิม 

                   2. ร่างกฎกระทรวงกำหนดให้คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยปฏิบัติเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรและกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม พ.ศ. …. เป็นการกำหนดให้คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร และกำหนดค่าธรรมเนียมการทะเบียนราษฎรสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ดังนี้ 

                             2.1 ให้มีการแจ้งการเกิดและการตายสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยทุกคนที่เกิดหรือตายในประเทศไทยตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร

                             2.2 ให้คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่มีใบสำคัญถิ่นที่อยู่หรือใบสำคัญประจำตัวคนต่างด้าว คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักร เป็นเวลาตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับการผ่อนผันให้อาศัยอยู่ในราชอาณาจักรเป็นกรณีพิเศษเฉพาะเรื่องตามที่รัฐมนตรีว่า                        การกระทรวงมหาดไทยประกาศกำหนด ได้แก่ ชนกลุ่มน้อยและกลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักร ปฏิบัติเกี่ยวกับการเพิ่มชื่อและรายการบุคคลในทะเบียนบ้าน การแจ้งการย้ายที่อยู่ การสำรวจตรวจสอบหรือแก้ไขปรับปรุงรายการทะเบียนราษฎร การจัดทำทะเบียนประวัติ และการจัดทำบัตรประจำตัว

                             2.3 คนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเป็นเวลาน้อยกว่า 6 เดือน รวมถึงบุตรของบุคคลดังกล่าวที่เกิดในราชอาณาจักร ได้รับยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎร แต่ถ้าผู้ใดมีความประสงค์จะปฏิบัติเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรก็สามารถร้องขอต่อนายทะเบียนได้ 

                             2.4 กำหนดค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรณีการแจ้งการย้ายที่อยู่ที่เป็นการแจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งแห่งท้องที่ที่ไปอยู่ใหม่โดยไม่ต้องแจ้งย้ายออก ฉบับละ 20 บาท และแก้ไขค่าธรรมเนียมการขอรับสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้านแทนฉบับที่สูญหาย จากเดิมฉบับละ 20 บาท เป็นฉบับละ 30 บาท ส่วนค่าธรรมเนียมกรณีอื่น ๆ ได้แก่ การออกบัตรประจำตัวให้กับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย การขอคัดและรับรองสำเนารายการทะเบียน บัตรประจำตัว และรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร และการแจ้งการเกิด การตาย ยังคงตามเดิม 

                             2.5 ยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรสำหรับคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ดังนี้

                                      (1) การออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยกรณีทำบัตรครั้งแรกสำหรับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์

                                      (2) การขอคัดและรับรองสำเนารายการทะเบียนและรายการข้อมูลทะเบียนประวัติราษฎร เพื่อใช้ในเรื่องการศึกษาและการศาสนา การขอรับการสงเคราะห์จากทางราชการ และการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ 

                                      (3) การแจ้งการเกิด แจ้งตาย และการขอรับสำเนาทะเบียนบ้านฉบับเจ้าบ้าน และการออกบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยกรณีบัตรเดิมสูญหาย ถูกทำลาย หรือชำรุดในสาระสำคัญ ในเขตท้องที่ที่ประสบสาธารณภัยตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางประกาศกำหนด และได้แจ้งหรือขอภายในกำหนดเวลาที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางประกาศกำหนด 

                   3. ร่างกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมการแจ้งหรือขอเมื่อพ้นกำหนดเวลา พ.ศ. …. เป็นการกำหนดค่าธรรมเนียมการแจ้งหรือขอดำเนินการเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามที่กฎหมายกำหนด ดังนี้

                             3.1 กำหนดค่าธรรมเนียมการแจ้งเกี่ยวกับการทะเบียนราษฎรซึ่งผู้มีหน้าที่แจ้งได้แจ้งต่อนายทะเบียนผู้รับแจ้งเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ได้แก่ การแจ้งการเกิด การตาย การจัดการศพ การย้ายที่อยู่ การขอเลขที่บ้าน การขอเพิ่มชื่อ หรือจัดทำทะเบียนประวัติของคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย การแก้ไขปรับปรุงรายการทะเบียนบ้าน การรื้อถอนบ้าน และการแจ้งย้ายบ้านที่เคลื่อนย้ายได้ และค่าธรรมเนียมการขอมีบัตรประจำตัวของคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย กรณีขอมีบัตรครั้งแรก การขอมีบัตรใหม่กรณีบัตรเดิมหมดอายุ บัตรสูญหายหรือถูกทำลาย บัตรชำรุดในสาระสำคัญ และกรณีผู้ถือบัตรแก้ไขชื่อตัว ชื่อสกุล หรือวันเดือนปีเกิด ซึ่งผู้ขอได้ยื่นคำขอมีบัตร หรือมีบัตรใหม่ต่อนายทะเบียนเมื่อพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังต่อไปนี้ 

                                      (1) ระยะเวลาที่แจ้งล่วงเลยไปไม่เกิน 6 เดือน ครั้งละ 30 บาท

                                      (2) ระยะเวลาที่แจ้งล่วงเลยไปเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 1 ปี ครั้งละ 50 บาท

                                      (3) ระยะเวลาที่แจ้งล่วงเลยไปเกินกว่า 1 ปี ให้คิดค่าธรรมเนียมเพิ่มจาก (2) เป็นรายเดือน ๆ ละ 10 บาท แต่เมื่อรวมกับค่าธรรมเนียมตาม (2) แล้ว ต้องไม่เกินครั้งละ 500 บาท ทั้งนี้ เศษของเดือนถ้าเกิน 15 วัน ให้คิดเป็น 1 เดือน 

                             3.2 ยกเว้นค่าธรรมเนียมการแจ้งหรือขอเมื่อพ้นกำหนดเวลาตามข้อ 3.1 ในกรณีมีเหตุจำเป็นทำให้ผู้แจ้งหรือผู้ขอไม่สามารถแจ้งหรือขอได้ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ดังนี้ (1) เกิดภัยพิบัติหรือภัยธรรมชาติในบริเวณท้องที่ที่อยู่อาศัย (2) เป็นผู้พิการทางกายเดินไม่ได้ หรือเป็นใบ้ ตาบอดทั้งสองข้าง หรือจิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ (3) เป็นคนไร้ที่พึ่งที่อยู่ในการสงเคราะห์ของหน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (4) เป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้ระยะเวลาการรักษาเกินกว่าหนึ่งเดือน (5) เป็นผู้อยู่ในที่คุมขังโดยชอบด้วยกฎหมาย และ (6) มีเหตุจำเป็นอื่นตามที่ผู้อำนวยการทะเบียนกลางกำหนด

                   4. ร่างกฎกระทรวงกำหนดลักษณะอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์อย่างอื่นอันมิใช่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัย พ.ศ. …. เป็นการกำหนดลักษณะของอาคารที่สร้างขึ้นเพื่อประโยชน์อย่างอื่นอันมิใช่เพื่อเป็นที่อยู่อาศัยที่จะต้องกำหนดเลขประจำอาคาร และจัดทำทะเบียนอาคารตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎร ได้แก่ อาคารพาณิชย์ อาคารสาธารณะ อาคารพิเศษ สำนักงาน คลังสินค้า โรงงาน โรงมหรสพ ภัตตาคาร และอาคารอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522

 

6. เรื่อง ร่างกฎกระทรวงการรับฟังความเห็นของประชาชนสำหรับโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกฎกระทรวงการรับฟังความเห็นของประชาชนสำหรับโครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อ พ.ศ. …. ที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาแล้ว ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ และให้กระทรวงพลังงานรับความเห็นของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   สาระสำคัญของร่างกฎกระทรวง

                   1. กำหนดบทนิยามคำว่า “โครงการ” หมายความว่า โครงการระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่ต้องจัดทำรายงานด้านสิ่งแวดล้อมตามกฎกระทรวงว่าด้วยระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่ออกตามความในมาตรา 7 และคำว่า “เจ้าของโครงการ” “รายงานด้านสิ่งแวดล้อม” “รายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการ” “พื้นที่ที่ไวต่อผลกระทบสิ่งแวดล้อม”

                   2. กำหนดให้ก่อนเริ่มดำเนินโครงการ เจ้าของโครงการต้องจัดให้มีการรับฟังความเห็นของประชาชนตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงนี้ และต้องเผยแพร่ให้ประชาชนทราบ โดยมุ่งให้ประชาชนมีความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโครงการ

                   3. กำหนดให้เจ้าของโครงการจัดทำสรุปผลการรับฟังความเห็นของประชาชนและประกาศให้ประชนชนทราบภายใน 15 วัน นับแต่วันที่รับฟังความเห็นของประชาชน และต้องรวบรวมประเด็น ข้อคิดเห็น และความห่วงใย รวมทั้งกรณีที่ต้องก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน มากกว่าข้อมูลที่เผยแพร่แก่ประชาชน มาพิจารณาในการกำหนดมาตรการป้องกันแก้ไข ลด ติดตาม และตรวจสอบผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะผนวกไว้กับรายงาน

                   4. กำหนดให้เจ้าของโครงการต้องนำข้อมูลการดำเนินการ และการปรับปรุงแก้ไขประเด็นที่เกี่ยวข้อง ผนวกไว้กับรายงานด้านสิ่งแวดล้อมของโครงการหรือรายงานผลการปฏิบัติตามมาตรการที่เสนอกรมธุรกิจพลังงาน 

                   5. กำหนดบทเฉพาะกาล เป็นข้อยกเว้นให้ระบบการขนส่งก๊าซธรรมชาติทางท่อที่ได้ดำเนินการอยู่แล้วก่อนวันที่กฎกระทรวงนี้ใช้บังคับ ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎกระทรวงนี้

 

7. เรื่อง ร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลและการกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติในหลักการร่างประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลและการกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ.2552 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติเสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   สาระสำคัญของร่างประกาศ

                   1. ให้ยกเลิกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคล ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552 และประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง การกำหนดแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัย ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรักษาความปลอดภัยแห่งชาติ พ.ศ. 2552

                   2. กำหนดให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดำเนินการจัดให้มีการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลในสังกัด และให้ “ผู้ถูกตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของบุคคล” เป็น “เจ้าของประวัติ” กรอกรายละเอียดในแบบประวัติบุคคล

                   3. กำหนดให้กองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตรวจสอบแบบพิมพ์ลายนิ้วมือและประวัติอาชญากร โดยแจ้งผลไปยังหน่วยงานของรัฐเจ้าของเรื่องโดยตรง และให้หน่วยงานของรัฐพิจารณาผลการตรวจสอบว่าจะสั่งบรรจุเข้ารับราชการหรือว่าจ้าง หรือให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐดำเนินการเพื่อให้บุคคลนั้นพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ และให้ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

                   4. ให้เพิ่มองค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหาร หรือฝ่ายตำรวจ แล้วแต่กรณี ตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์บุคคลโดยละเอียดเมื่อมีคำขอจากหน่วยงานของรัฐ และในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็น องค์การรักษาความปลอดภัยฝ่ายพลเรือน ฝ่ายทหาร หรือฝ่ายตำรวจ แล้วแต่กรณี อาจประสานกับหน่วยงานของรัฐเพื่อดำเนินการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์โดยละเอียดของบุคคลที่จะบรรจุเข้ารับราชการ หรือได้รับการว่าจ้างหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหรือตำแหน่งที่สำคัญ หรือเข้าถึงสิ่งที่เป็นความลับของทางราชการ และทรัพย์สินมีค่าของแผ่นดินได้

                   5. กำหนดให้มีข้อมูลการตรวจสอบประวัติบุคคลให้สอดคล้องกับปัจจุบันในแบบเอกสารที่ใช้ในการรักษาความปลอดภัยหรือแบบ รปภ.1 ประวัติบุคคล เพิ่มการตรวจสอบลายนิ้วมือโดยละเอียดในแบบ รปภ.4 ใบรับรองความไว้วางใจ รวมทั้งเปลี่ยนชื่อแบบ รปภ.6 เป็น “บันทึกรับรองการรักษาความลับเมื่อเข้ารับการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหรือตำแหน่งหน้าที่” และแบบ รปภ.7 เป็น “บันทึกรับรองการรักษาความลับเมื่อพ้นจากการปฏิบัติหน้าที่ในภารกิจหรือตำแหน่งหน้าที่”

 

8. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการร่วมลุงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. ….

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการร่วมลุงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   กค. เสนอว่า

                   1. พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้วเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2562 โดยมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว บัญญัติให้มีคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ประกอบด้วยกรรมการโดยตำแหน่งและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 5 คน และมาตรา 14 บัญญัติให้การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการดังกล่าว ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาจากรายชื่อบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยวิธีการสรรหา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังกำหนดโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี ประกอบกับมาตรา 64 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว กำหนดให้การดำเนินการออกกฎกระทรวง ประกาศ และระเบียบที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัติต้องแล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

                   2. โดยที่การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติตามข้อ 1. ถือว่าเป็นเรื่องที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน นับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ (ครบกำหนด วันที่ 6 กันยายน 2562) จึงสมควรออกประกาศกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังกล่าว

จึงได้เสนอร่างประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการร่วมลุงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. …. มาเพื่อดำเนินการ

                   สาระสำคัญของร่างประกาศ

                   1. กำหนดให้มีคณะกรรมการสรรหากรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธานกรรมการ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง โดยมีผู้แทน สคร. ที่ผู้อำนวยการ สคร. มอบหมาย เป็นเลขานุการ 

                   2. กำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 

                   3. กำหนดวิธีการได้มาซึ่งรายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมเพื่อคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ เช่น ให้กรรมการสรรหาเสนอชื่อบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และความสามารถเป็นที่ประจักษ์ในสาขาความเชี่ยวชาญตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด พร้อมทั้งประวัติย่อและความยินยอมของผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อ และวิธีการอื่นที่คณะกรรมการสรรหาเห็นสมควร

                   4. กำหนดวิธีการคัดเลือกเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนี้

                             4.1 เมื่อได้รายชื่อผู้ที่มีความเหมาะสมให้จัดทำบัญชีรายชื่อแยกเป็นรายสาขาความเชี่ยวชาญตามที่คณะกรรมการสรรหา

                             4.2 ให้คณะกรรมการสรรหาคัดเลือกบุคคลจากบัญชีรายชื่อให้เหลือจำนวน 2 เท่าของจำนวนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                             4.3 ให้คณะกรรมการสรรหาตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามก่อนเสนอรายชื่อพร้อมทั้งประวัติต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

                             4.4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพิจารณาคัดเลือกบุคคลแล้วเสนอรายชื่อพร้อมทั้งประวัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อโดยวิธีสรรหาต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาแต่งตั้งเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิต่อไป

 

9. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้รถยนต์ที่ใช้แล้วเป็นสินค้าที่ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. ....

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติ ดังนี้

                    1. อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงพาณิชย์ เรื่อง กำหนดให้รถยนต์ที่ใช้แล้วเป็นสินค้าที่

ต้องห้ามหรือต้องขออนุญาตในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พ.ศ. .... ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณา โดยให้รับข้อสังเกตของกระทรวงการคลังไปประกอบการพิจารณาด้วย แล้วดำเนินการต่อไปได้

                    2. ให้กระทรวงพาณิชย์รับข้อสังเกตของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                    สาระสำคัญของร่างประกาศ

ประเด็น

รายละเอียด

1. บทนิยาม

l “รถยนต์ที่ใช้แล้ว” หมายความว่า รถยนต์ที่ได้มีการใช้งานแล้วหรือมีลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้

  1. รถยนต์ที่ได้ผ่านการใช้งานตามปกติวิสัยแล้ว เว้นแต่สภาพการ

ใช้งานเกิดขึ้นเนื่องจากการทดสอบคุณภาพเพื่อจำหน่ายหรือการจัดส่งไปยังแหล่งจำหน่าย โดยมีหนังสือรับรองจากเจ้าของตราสินค้า

  1. รถยนต์รุ่นเก่าให้สันนิษฐานเบื้องต้นว่าเป็นรถยนต์ที่ใช้แล้ว 

เว้นแต่โดยสภาพแสดงให้เห็นชัดว่ายังไม่ได้ผ่านการใช้งานหรือไม่มีลักษณะตาม (1)

  1. รถยนต์ที่ได้จดทะเบียนใช้งานในต่างประเทศแล้ว ให้ถือว่าเป็น

รถยนต์ที่ใช้แล้ว แต่ไม่รวมถึงรถยนต์ที่ได้จดทะเบียนใช้งานครั้งแรกในต่างประเทศก่อนบรรทุกในยานพาหนะจากเมืองต้นทางไม่เกิน 60 วัน  โดยได้ชำระภาษีอากรต่อกรมศุลกากร  กระทรวงการคลัง ตามที่กำหนดสำหรับรถยนต์ใหม่

2. กำหนดประเภทของรถยนต์ที่ต้องห้ามนำเข้า

l รถยนต์ที่ใช้แล้วตามพิกัดอัตราศุลกากร ดังนี้

  1. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.01 เช่น รถแทรกเตอร์เพลาเดี่ยว

รถแทรกเตอร์ทางการเกษตร รถโดยสารประจำทางขนาดเล็ก เป็นต้น (ยกเว้น              รถหัวลาก)

  1. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.02 ทุกชนิด เช่น รถโดยสาร รถ

โดยสารประจำทาง รถโดยทางประจำทางขนาดเล็ก เป็นต้น

  1. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.03 เช่น รถยนต์นั่งส่วนบุคคล

รถแข่ง เป็นต้น (ยกเว้นรถพยาบาล)

  1. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.04 ทุกชนิด  เช่น รถดั้มพ์               

รถกระบะ รถบรรทุก เป็นต้น

3. กำหนดประเภทของรถยนต์ที่ต้องขออนุญาตนำเข้า

l รถยนต์ที่ใช้แล้วตามพิกัดอัตราศุลกากร ดังนี้

  1. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.01 เฉพาะรถหัวลาก
  2. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.03 เฉพาะรถพยาบาล
  3. พิกัดอัตราศุลกากรประเภท 87.05 ทุกชนิด เช่น รถเครน 

รถดับเพลิง เป็นต้น

4. กำหนดประเภทของรถยนต์ที่ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลการนำเข้า

l หน่วยงานซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแลการนำเข้ารถยนต์ ดังนี้

  1. กรมการค้าต่างประเทศ มีหน้าที่ออกใบอนุญาตนำเข้า สำหรับ

รถลักษณะพิเศษที่ใช้แล้วเพื่อใช้ในกิจการตนเอง และรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่นำเข้าโดยส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ  และองค์การสาธารณกุศล

  1. กรมการต่างประเทศ มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองประกอบพิธี

การศุลกากร สำหรับรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่นำเข้าโดยผู้มีเอกสิทธิทางการทูต สถานเอกอัครราชทูต  สถานกงสุล  หรือองค์การระหว่างประเทศ รถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่รับการยกเว้นภาษีหรือชดเชยภาษี และรถบริจาคที่นำเข้าตามแผนการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ

  1. กรมสรรพสามิต  มีหน้าที่ออกหนังสือรับรองประกอบพิธีการ

ศุลกากรสำหรับรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่นำเข้าเพื่อเป็นต้นแบบในการผลิตหรือการศึกษาวิจัย

  1. กรมศิลปากร มีหน้าที่ออกรับรองประกอบพิธีการศุลกากร 

สำหรับรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่นำเข้าเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ เพื่อการวิจัย  การแข่งขัน ตัวอย่าง หรือจัดแสดง

  1. กรมศุลกากร มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ศุลกากรสำหรับรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่นำเข้าเป็นการชั่วคราว รถยนต์ที่นำเข้าเพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก และรถยนต์ที่ไม่สามารถจดทะเบียนหรือนำเข้าไปในต่างประเทศได้

  1. การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มีหน้าที่ดำเนินการให้

เป็นไปตามกฎหมายการนิคมอุตสาหกรรมฯ สำหรับรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่นำเข้าเพื่อปรับสภาพแล้วส่งออก  (เขตอุตสาหกรรมส่งออก)

  1. กระทรวงกลาโหม มีหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย

ของกระทรวงกลาโหม  สำหรับรถยนต์ที่ใช้แล้วทุกชนิดที่เป็นยุทธภัณฑ์

5. กำหนดสภาพบังคับในกรณีที่ฝ่าฝืน

l การนำรถยนต์ที่ใช้แล้วเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนฯ ให้กรมศุลกากรทำลาย  หรือส่งรถยนต์ดังกล่าวกลับออกไปนอกราชอาณาจักร

 

เศรษฐกิจ - สังคม

10. เรื่อง ขออนุมัติเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายค้างเบิกปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 จากงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายค้างเบิกปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 รายการเงินอุดหนุนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จากงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 แผนงานบูรณาการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โครงการพัฒนาการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ รายการเงินอุดหนุนพัฒนาประสิทธิภาพการจัดการศึกษาของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำนวน 10,933,700 บาท ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ

 

11. เรื่อง แผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระยะที่ 11 พ.ศ. 2563 -2567

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ ดังนี้ 1. เห็นชอบแผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (Asian Institute of Technology : AIT) ระยะที่ 11 พ.ศ 2563 – 2567

                   2. อนุมัติสนับสนุนงบประมาณให้สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชียตามแผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและ AIT ระยะที่ 11 พ.ศ. 2563 - 2567 เพื่อดำเนินโครงการภายใต้งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการ  การอุดมศึกษา  งบเงินอุดหนุน  เงินอุดหนุนทั่วไป รายการเงินอุดหนุน AIT   จำนวนเงินทั้งสิ้น  852.3375 ล้านบาท โดยผูกพันงบประมาณเป็นเวลา 5 ปีงบประมาณปีงบประมาณละ 170.4675 ล้านบาท

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ศธ. รายงานว่า

                   1. AIT ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2502 โดยองค์การสนธิสัญญาป้องกันภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (สปอ.) (Southeast Asia Treaty Organization : SEATO) เดิมใช้ชื่อว่าสถาบันบัณฑิตวิทยาลัยวิทยาศาสตร์ สปอ. (SEATO Graduate School of Engineering) มีที่ตั้งอยู่ในคณะวิศวกรรมศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยมีภารกิจหลัก ในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในระดับบัณฑิตศึกษา ต่อมาได้แปรสภาพพ้นจากการควบคุมขององค์การ สปอ. เป็น AIT อยู่ภายใต้กฎบัตรสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ฉบับปี ค.ศ. 1967 โดยมีพระราชบัญญัติคุ้มครองการดำเนินงานของสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย พ.ศ. 2510  เป็นกฎหมายรองรับ  ซึ่งกำหนดให้สถาบันฯ มีสภาพเป็นนิติบุคคล มีภูมิลำเนาอยู่ในประเทศไทย  และได้ให้การยกเว้นในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ได้รับยกเว้นจากการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนราษฎร์และกฎหมายว่าด้วยสภาการศึกษาแห่งชาติ  การยกเว้นอากรแสตมป์ซึ่งเรียกเก็บตามประมวลรัษฎากรอากรตามกฎหมายว่าด้วยพิกัดอัตราศุลกากร  และภาษีการค้าตามประมวลรัษฎากร ภาษีนำเข้าวัสดุและอุปกรณ์เพื่อการศึกษา ภาษีโรงเรือนและที่ดินตามกฎหมายว่าด้วยภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีบำรุงท้องที่ตามกฎหมายว่าด้วยภาษีบำรุงท้องที่ และยกเว้นจากข้อจำกัดตามกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองเกี่ยวกับจำนวนคนเข้าเมืองและระยะเวลาที่จะได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรและกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเป็นผู้รักษาการตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ปัจจุบัน AIT เป็นสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ ตั้งอยู่ในประเทศไทยโดยสำนักงาน ก.พ. ได้ให้การรับรองคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกให้บรรจุเข้ารับราชการพลเรือนได้ในอัตราเงินเดือนเท่ากับผู้มีคุณวุฒิระดับเดียวกันกับคุณวุฒิในประเทศไทยและ สกอ. ได้พิจารณาเทียบคุณวุฒิผู้สำเร็จการศึกษาจากสถาบันฯ เสมือนผู้ที่จบจากสถาบันอุดมศึกษาในต่างประเทศ

                   2. รัฐบาลไทยได้ให้ความช่วยเหลือ AIT ตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง โดยช่วง 10 ปีแรก (พ.ศ.2503 - 2512) รัฐบาลไทยช่วยเหลือสถาบันฯ ในรูปของเงินสนับสนุนโดยตรงและการสนับสนุนอาจารย์ผู้สอน ตลอดตลอดจนการให้ใช้สถานที่ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รวมแล้วคิดเป็นเงินที่ 26.8 ล้านบาทและหลังจากที่เป็นสถาบันการศึกษาระหว่างประเทศ มีสถานะเป็นนิติบุคคลแล้ว ความช่วยเหลือของรัฐบาลไทยอยู่ในรูปแผนความร่วมมือ แผนละ 5 ปี และปัจจุบันอยู่ในช่วงแผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย ระยะที่ 10 พ.ศ. 2558 - 2562 ทั้งนี้ ตั้งแต่แผนความร่วมมือฯ ระยะที่ 1 จนถึงแผนความร่วมมือฯ ระยะที่ 10 (พ.ศ.2513 - 2562) ระยะเวลา 50 ปี สนับสนุนรวมเป็นเงินแล้วทั้งสิ้น 3,292.38 ล้านบาท

                   3. AIT ได้เสนอแผนความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยและ AIT ระยะที่ 11 พ.ศ. 2563 - 2567 โดยประกอบไปด้วยแผนงานต่อเนื่อง (แผนงานผลิตบัณฑิต) กล่าวคือ เป็นแผนงานผลิตบัณฑิตภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคลที่ผ่านมา AIT มีบทบาทในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและวิศวกรรมของประเทศไทยและภูมิภาคเอเชีย งานวิจัยของนักศึกษาและคณาจารย์ถูกนำมาใช้ประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้ได้รับทุนสนับสนุนผ่านทุนการศึกษาพระราชทานและทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย ดังนั้น ยุทธศาสตร์การพัฒนาทรัพยากรบุคคล สถาบันฯ จึงเสนอแผนงานผลิตบัณฑิต จำนวน 165 ทุนต่อปี แบ่งเป็น 2 ประเภททุน ดังนี้

 

ทุนระดับ

จำนวนทุนต่อปีงบประมาณ

จำนวนทุนละ (ล้านบาท)

เป้าหมาย

กลุ่มเป้าหมาย

1. ทุนการศึกษาพระราชทาน (ทุนการศึกษาเต็มจำนวน)

(1) ปริญญาโท

60

1.0999

ศึกษาการพัฒนาการศึกษาและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคเอเชีย

นักศึกษาที่มีสัญชาติอยู่ในภูมิภาคเอเชีย และกลุ่มอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

(2) ปริญญาเอก

15

1.9649

การพัฒนาบุคลากรเตรียมความพร้อมกับความท้าทายการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี (Disruptive Technology)

นักศึกษาที่มีสัญชาติอยู่ใน               ภูมิภาคเอเชีย

2. ทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย (ทุนการศึกษาบางส่วน)

(1) ปริญญาโท

80

0.7520

การพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

นักศึกษาไทย

(2) ปริญญาเอก

10

1.4840

โดยผูกพันงบประมาณเป็นเวลา 5 ปีงบประมาณ ปีงบประมาณละ 170.4675 ล้านบาท

 

12. เรื่อง การขออนุมัติโครงการจัดสรรทุนการศึกษาตามความต้องการของกระทรวงการต่างประเทศโครงการที่ 5 (ปีงบประมาณ 2563 - 2574)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ ดังนี้

                   1. เห็นชอบในหลักการการดำเนินโครงการจัดสรรทุนการศึกษาตามความต้องการของกระทรวงการต่างประเทศ โครงการที่ 5 เป็นระยะเวลา 12 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2574) ตามที่กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) เสนอ โดยจัดสรรทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 จำนวน 10 ทุน และผูกพันการใช้งบประมาณประจำปี พ.ศ. 2563 สำหรับผู้รับทุนตามโครงการจัดสรรทุนการศึกษาตามความต้องการของกระทรวงการต่างประเทศดังกล่าว ส่วนการจัดสรรทุนในปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามความเห็นของสำนักงาน ก.พ. สำหรับงบประมาณในการดำเนินโครงการดังกล่าวให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการตามความเห็นของสำนักงบประมาณ

                   2. ในกรณีที่ส่วนราชการอื่นมีความประสงค์ขอรับการจัดสรรเงินงบประมาณเพื่อใช้ในการจัดสรรทุนการศึกษาให้แก่ผู้รับทุนซึ่งเป็นบุคคลทั่วไปหรือข้าราชการพลเรือนสามัญเพื่อเข้ารับราชการชดใช้ทุนในส่วนราชการฝ่ายพลเรือนเห็นควรดำเนินการในลักษณะเช่นเดียวกับกระทรวงการต่างประเทศและให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สำนักงาน ก.พ. เพื่อจัดสรรทุนรัฐบาลดังกล่าวตามความเหมาะสมต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กต. รายงานว่า

                   1. ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้ กต.ดำเนินโครงการจัดสรรทุนฯ แล้ว รวม 4 ระยะ โดยครั้งนี้เป็นการจัดสรรทุน ครั้งที่ 5 เพื่อรองรับ/ทดแทนบุคลากร (สายงานการทูต) ที่จะเกษียณอายุระหว่างปี พ.ศ.2563 - 2574 (รวม 12 ปี) จำนวน 285 คน ซึ่งจำนวนนักเรียนทุนและสาขาวิชาที่จบสามารถทดแทนข้าราชการที่เกษียณอายุได้เพียงบางส่วน โดยยังคงต้องสรรหานักการทูตโดยวิธีการสอบแข่งขัน ซึ่งการจัดสรรทุนฯ ช่วยให้การพัฒนาทรัพยากรบุคคลของ กต. เป็นไปอย่างต่อเนื่องด้วย ทั้งนี้ กต. จะจัดสรรทุนในสาขาวิชาที่เห็นว่ามีความจำเป็นหรือสาขาวิชาที่ กต. ขาดแคลนและตอบสนองต่อประเด็นยุทธศาสตร์ 5s/5มี (1. Security - มีความมั่นคงและสามารถรับมือกับความท้าทายจากภายนอกได้หลายรูปแบบ 2. Sustainability - มีความมั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อให้ไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้า การลงทุน การบริการ และความเชื่อมโยงที่สำคัญในภูมิภาคเอเชีย โดยมีระบบเศรษฐกิจที่เน้นนวัตกรรม 3. Standard - มีมาตรฐานสากล เพื่อให้ไทยมีพัฒนาที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในทุกมิติและสามารถมีบทบาทเชิงรุกในการร่วมกำหนดมาตรฐานสากล 4. Status - มีสถานะและเกียรติภูมิ เพื่อให้ไทยมีอำนาจต่อรองและได้รับการยอมรับในสากลเพื่อปกป้อง รักษา และเพิ่มพูนผลประโยชน์แห่งชาติในทุกมิติ และ 5. Synergy - มีพลัง โดยทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมขับเคลื่อนและได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน) โดยในและปีจะมีการพิจารณารายละเอียดของสาขาวิชาที่จะจัดสรรทุนโดยคณะกรรมการพิจารณารายละเอียดทุนซึ่งจะพิจารณาตามกรอบของสาขาที่ได้รับอนุมัติ

                   2. โครงการจัดสรรทุนฯ โครงการที่ 5 (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 - 2574) มีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

หัวข้อ

สาระสำคัญ

ชื่อโครงการ

 “โครงการจัดสรรทุนการศึกษาตามความต้องการของ กต. โครงการที่ 5 (ปีงบประมาณ               พ.ศ. 2563 – 2574)

หลักการและเหตุผล

เพื่อเป็นการรองรับแผนแม่บทด้านการต่างประเทศของไทย ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ซึ่งจัดทำขึ้นบนพื้นฐานของยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561 – 2580) ที่มุ่งให้ไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน โดยการสรรหานักเรียนทุนเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่มีความสำคัญในแผนงานด้านบุคลากรของ กต. เนื่องจากนักเรียนทุนเป็นบุคลากรที่มีศักยภาพสูงด้านภาษาและความรู้ทางวิชาการ รวมทั้งมีโลกทัศน์ที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นประโยชน์              ต่อการทำงานใน กต. ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการดำเนินการด้านการต่างประเทศตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน นอกจากนี้ การสรรหานักเรียนทุนตามโครงการจัดสรรทุนการศึกษาจะเอื้อในการวางแผนอัตรากำลังบุคลากรที่ค่อนข้างแน่นอนเมื่อเทียบกับการสอบแข่งขันในแต่ละครั้ง ซึ่งไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าผู้ที่สอบแข่งขันเป็นนักการทูตได้นั้นจะมีคุณวุฒิสาขาวิชาใดบ้าง และจะมีจำนวนเท่าใด ดังนั้น การจัดสรรทุนพัฒนาข้าราชการให้กับข้าราชการกลุ่มนี้จึงเป็นการสร้างโอกาสด้านการศึกษาภาษาและความรู้เฉพาะด้านที่สอดคล้องกับความต้องการของ กต. อีกด้านหนึ่งด้วย

วัตถุประสงค์

1. เพื่อสรรหาบุคลากรที่มีศักยภาพ ความรู้ความสามารถสูงเข้าสู่ระบบราชการเพื่อปฏิบัติงานด้านการทูตใน กต. และเป็นการยกระดับขีดความสามารถขององค์กร

2. เพื่อพัฒนาศักยภาพข้าราชการของ กต. ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น โดยให้โอกาสทางการศึกษาด้านภาษาและความรู้เฉพาะด้านที่สอดคล้องกับความต้องการของ กต.

จำนวนทุน

50 ทุน จำแนกเป็น (1) สำหรับบุคคลทั่วไป จำนวน 25 ทุน ซึ่งสรรหาจากบุคคลทั่วไทยที่มีสำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี – ปริญญาโท (8 ปี) และ (2) ข้าราชการ กต. จำนวน 25 ทุน สรรหาจากข้าราชการใน กต. ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท (3 ปี)

ระยะเวลา

12 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 – 2574)

สาขาวิชา

ภูมิภาคศึกษา กฎหมายระหว่างประเทศ รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการด้านเทคโนโลยีดิจิทัล Public Diplomacy และ Future Studies           (เป็นการศึกษาถึงแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการศึกษาอนาคต ตลอดจนระเบียบวิธีที่ใช้ในการศึกษาแนวโน้ม และทางเลือกต่าง ๆ ที่มีความเป็นไปได้ในอนาคต เพื่อให้ได้ข้อมูลที่สำคัญและจำเป็นเกี่ยวกับอนาคตที่จะนำมาใช้ในกระบวนการตัดสินใจ การกำหนดนโยบาย และการวางแผน)

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

กต. สามารถวางแผนด้านกำลังคน โดยสามารถกำหนดระดับการศึกษาสาขาวิชาและประเทศที่ไปศึกษาได้ตรงตามความต้องการของ กต. รวมทั้ง ได้บุคลาการที่มีคุณภาพกลับมาปฏิบัติราชการตามระยะเวลาที่กำหนด อันจะส่งเสริมให้สามารถทำหน้าที่ด้านการต่างประเทศได้    อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีบุคลากรที่มีศักยภาพและมีความพร้อมในการปฏิบัติงาน

 

13. เรื่อง (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบดังนี้

                   1. เห็นชอบในหลักการ (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษาตามที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) เสนอ โดยในส่วนของการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ตามแผนดังกล่าวให้ดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2562 เรื่อง การซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การทบทวนข้อเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานของรัฐตามแผนการปฏิรูปประเทศอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ให้มีการประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับแผนดังกล่าวในช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนทุกภาคส่วน รวมถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องที่จะต้องนำแผนไปปฏิบัติ เกิดความเข้าใจที่ถูกต้องตรงกันและสามารถขับเคลื่อนการดำเนินการอย่างสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกันต่อไป

                   2. ในการดำเนินการตามแผนดังกล่าวให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงการคลัง กระทรวงแรงงาน กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กระทรวงศึกษาธิการกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงอุตสาหกรรม สำนักงบประมาณ สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร.สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการนโยบายและพัฒนาการศึกษาไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ทั้งนี้ ให้ดำเนินการให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบและมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัดต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ตามที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  มาตรา 258 จ. บัญญัติให้มีการดำเนินการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา  และมาตรา 261 บัญญัติให้การปฏิรูปดังกล่าวมีคณะกรรมการที่มีความเป็นอิสระคณะหนึ่งที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งดำเนินการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องในการดำเนินการให้บรรลุเป้าหมายเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีดำเนินการต่อไป (ให้คณะกรรมการฯ เสนอคณะรัฐมนตรีภายใน 2 ปี  นับแต่วันที่ได้รับการแต่งตั้ง) ดังนั้น  คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษาได้จัดทำ (ร่าง) แผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับคุณภาพของการจัดการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา มุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ  และปรับปรุงระบบการศึกษาให้มีประสิทธิภาพในการใช้ทรัพยากร เพิ่มความคล่องตัวในการรองรับความหลากหลายของการจัดการศึกษาและสร้างเสริมธรรมาภิบาล ซึ่ง (ร่าง) แผนดังกล่าวประกอบด้วยแผนงานเพื่อการปฏิรูปการศึกษา 7 เรื่อง จำแนกเป็นประเด็นปฏิรูป รวม 29 ประเด็น ซึ่งประเด็นปฏิรูปที่มีลำดับสำคัญสูงสุดและต้องดำเนินการให้บรรลุผลให้ได้ในระยะเร่งด่วนมี 6 ประเด็นคือ (1) ยกเครื่องระบบการศึกษาโดยการบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่รวมถึงกฎหมายสำคัญอื่น ได้แก่ ร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา พ.ศ. .... ร่างพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. .... และการจัดตั้งสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติ (2) บุกเบิกนวัตกรรมของการจัดการศึกษาระดับโรงเรียน  กลุ่มโรงเรียน หรือการจัดการระดับพื้นที่ โดยให้โรงเรียนเป็นศูนย์กลางของการยกระดับคุณภาพของการศึกษา  ผ่านการขับเคลื่อนเรื่องสถานศึกษาที่มีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการและระบบนิเวศที่สนับสนุนการดำเนินการของการศึกษา (3) นำเสนอแนวทางการปรับหลักสูตรการจัดการศึกษาในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานไปสู่หลักสูตรฐานสมรรถนะ และรูปแบบการปรับหลักสูตรในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 จัดตั้งสถาบันหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติเพื่อเป็นเสมือนศูนย์ความเป็นเลิศในการวิจัยพัฒนาและปรับปรุงหลักสูตรและการเรียนรู้แห่งชาติเพื่อเป็นเสมือนศูนย์ความเป็นเลิศในการวิจัย  พัฒนาและปรับปรุงหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนและการประเมินผลการเรียนรู้ สำหรับการจัดการศึกษาในระดับต่าง ๆ (4) สร้าง “ดิจิทัลแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้แห่งชาติ” ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล นำความรู้และวิธีการเรียนรู้ไปสู่โรงเรียน  นักเรียน และครูทั่วประเทศ  โดยเฉพาะในท้องถิ่นห่างไกล (5) จัดระบบการผลิตครูให้มีคุณภาพและสมรรถนะความเป็นครู  ผ่านการจัดตั้งกองทุนหรือแผนงานเพื่อการผลิตและพัฒนาครูสำหรับครูรุ่นใหม่  และพัฒนาบัณฑิตครูที่มีอยู่ให้ตรงตามความจำเป็นของประเทศ ในระยะแรกเน้นครูปฐมวัย  และครูประถมศึกษาสำหรับท้องถิ่นขาดแคลน และ (6) ให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติตามที่กำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่เพื่อเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนแผนการศึกษาแห่งชาติและการปฏิรูปการศึกษาให้เริ่มดำเนินการได้และมีความต่อเนื่องในระยะยาว

 

14. เรื่อง การขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต”

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบดังนี้

                   1. เห็นชอบในหลักการการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา “เมืองต้นแบบอุตสาหกรรมก้าวหน้าแห่งอนาคต” และการจัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตพื้นที่พัฒนาเฉพาะกิจเมืองต้นแบบฯ อำเภอจะนะจังหวัดสงขลา ตามที่ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต) เสนอ

                   2. ให้ ศอ.บต. กระทรวงการคลัง  กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการในขั้นตอนต่อไปให้ถูกต้อง ครบถ้วน เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ระเบียบ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง  รวมทั้งให้รับความเห็นของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาดำเนินการต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ได้เสนอขออนุมัติขยายผลโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” จากเดิมที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติ  (4 ตุลาคม 2559) เห็นชอบในหลักการโครงการเมืองต้นแบบ “สามเหลี่ยมมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” (ปี 2560 - ปี 2563) โดยมีพื้นที่ดำเนินการนำร่องใน 3 อำเภอ ได้แก่ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานีอำเภอสุไหงโก – ลก จังหวัดนราธิวาสและอำเภอเบตง จังหวัดยะลา โดยครั้งนี้จะขอขยายผลโครงการเมืองต้นแบบฯ ไปสู่เมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในคราวประชุมครั้งที่ 1/2562 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2562 [ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรี (พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ) เป็นประธาน] ได้มีมติเห็นชอบในหลักการแล้ว ดังนั้น ศอ.บต. จึงเสนอความเห็นชอบการขยายผลโครงการเมืองต้นแบบฯ และเห็นชอบกรอบแผนงานโครงการภายใต้เมืองต้นแบบฯ รวมทั้งมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยมีรายละเอียด ดังนี้

หัวข้อ

สาระสำคัญ

วัตถุประสงค์

เพื่อยกระดับการพัฒนา 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ นาทวี เทพา และสะบ้าย้อย) และให้อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ยกระดับการพัฒนาเชิงพื้นที่ทั้งระบบและครบวงจร  เพื่อให้มีความเข้มแข็งและเป็นกลไกสำคัญขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจของอนุภูมิภาคใต้ตอนล่างที่สามารถเชื่อมโยงไปยังพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้และภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย สิงคโปร์ รวมทั้ง เชื่อมโยงการพัฒนาเศรษฐกิจไปยังประเทศอื่น ๆ โดยมุ่งเน้นการลงทุนของภาคเอกชนเป็นสำคัญ

มาตรการ

ศอ.บต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้กำหนดมาตรการต่าง ๆ เพื่อจูงใจให้ภาคเอกชนไปลงทุนในพื้นที่ เช่น (1) มาตรการการรักษาความปลอดภัย (2) สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ภาครัฐสนับสนุนค่าเบี้ยประกันภัยส่วนต่างอย่างน้อยร้อยละ 50 (3) การให้สิทธิประโยชน์ทางการคลังและการเงินแก่ภาคธุรกิจ (4) การลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธินิติกรรม  การโอนและการจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุด

กรอบแผนงานโครงการของภาคเอกชน

แผนงานโครงการ พ.ศ. 2562 - 2566 ประกอบด้วย 5 แผนงานโครงการ ได้แก่ (1) การพัฒนาท่าเรือสงขลาแห่งที่ 2 เป็นท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 (2) การวางแผนและลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้า [พลังงานไฟฟ้าทางเลือก (Energy Complex)]             (3) การจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมจะนะ (4) การบริหารจัดการด้านน้ำและสิ่งแวดล้อม และ (5) การจัดตั้งกองทุนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนจังหวัดชายแดนภาคใต้

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงการ

หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ  สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ โดยมีประเด็นที่จะต้องดำเนินการ เช่น (1) ให้กระทรวงการคลังประกาศให้พื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นคลังสินค้าทัณฑ์บนและเขตปลอดอากร  รวมทั้งดำเนินการพัฒนาเป็นพื้นที่ศุลกากรเป็นระบบ (2) ให้กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า กำหนดพื้นที่ปลอดภัยในเมืองต้นแบบที่ 4 อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

                   นอกจากนี้ ศอ.บต. ได้เสนอขอให้ ศอ.บต. ประกาศพื้นที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ให้เป็นพื้นที่พัฒนาพิเศษเฉพาะ ตามนัยมาตรา 10 ของพระราชบัญญัติการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ. 2553 และเสนอขอจัดตั้งคณะกรรมการบริหารเขตพื้นที่พัฒนาเฉพาะกิจเมืองต้นแบบฯอำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ซึ่งมี รองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ และมีคณะกรรมการตามที่นายกรัฐมนตรีเห็นชอบไม่เกิน 8 คน โดยมอบหมายให้ ศอ.บต. ร่วมกับ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้า เป็นกรรมการและเลขานุการ

 

15. เรื่อง การจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้กับสำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน

คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติดังนี้

                   1. อนุมัติการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่สำนักงานปลัดกระทรวง กระทรวงพลังงาน (สป.พน.) ตามมติคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) ครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 ตามที่สำนักงาน ก.พ. ในฐานะฝ่ายเลขานุการร่วมคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเสนอ สำหรับการจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรของส่วนราชการดังกล่าว ให้ดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงบประมาณ (สงป.)กำหนด

                   2. ให้กระทรวงพลังงานดำเนินการตามแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารอัตราข้าราชการตั้งใหม่ของส่วนราชการตามที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 11 กันยายน 2561 (เรื่อง รายงานผลการดำเนินการของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐเกี่ยวกับมาตรการด้านกำลังคนภาครัฐ)

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   สำนักงาน ก.พ. ในฐานะกรรมการและเลขานุการร่วม คปร. รายงานว่า

                   1. สป.พน. ได้เสนอขอรับการจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ในสำนักงานพลังงานจังหวัดเพื่อรองรับการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานให้เป็นไปตาม Roadmap การปฏิรูป 5 ปี (พ.ศ. 2561 – 2565) และแผนแม่บทด้านพลังงาน (พ.ศ. 2558 – 2579) จำนวน 115 อัตรา เพื่อรองรับการดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ชาติเกี่ยวกับพลังงานในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องมีบุคลากรเพียงพอต่อการดำเนินการด้านพลังงานต่าง ๆ เช่น การสนับสนุนการจัดหาและพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตามแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ การสนับสนุนและประเมินผลการพัฒนาพลังงานทดแทนตามแนวประชารัฐ  การสร้างเครือข่ายอาสาสมัครพลังงานชุมชน(อส.พน.) และการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านพลังงานแก่ประชาชนตามยุทธศาสตร์ชาติ  และเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาภาวะวิกฤติกำลังคนของสำนักงานพลังงานจังหวัดต่าง ๆ ที่ไม่มีตำแหน่งที่เป็นสายงานหลักและตำแหน่งที่เป็นสายงานสนับสนุนที่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของสำนักงานพลังงานจังหวัด         

                   2. คปร. ในการประชุมครั้งที่ 2/2562 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2562 ได้พิจารณาและมีมติอนุมัติจัดสรรอัตราข้าราชการตั้งใหม่ให้แก่หน่วยงานข้างต้น  จำนวนรวมทั้งสิ้น 78 อัตรา โดยให้กำหนดเงื่อนไขการใช้ตำแหน่งดังกล่าว โดยไม่ให้นำตำแหน่งที่ได้รับการจัดสรรมายุบเลิกเพื่อปรับปรุงการกำหนดตำแหน่งอื่นเป็นระดับที่สูงขึ้น และโดยที่การอนุมัติจัดสรรอัตรากำลังตั้งใหม่ให้แก่ สป.พน. ดังกล่าวจะทำให้มีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้น (ประมาณการ) รวมทั้งสิ้น 17,021,160 บาทต่อปี ซึ่งส่วนราชการจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ สงป. กำหนด โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ ดังนี้

ส่วนราชการ

ตำแหน่งที่ คปร. เห็นควรอนุมัติ

ค่าใช้จ่ายด้านบุคคลที่เพิ่มขึ้น

ตำแหน่งข้าราชการ

จำนวน (อัตรา)

ต่อเดือน

(บาท)

ต่อปี

(บาท)

กระทรวงพลังงาน (พน.) (สป.พน.)

นักวิชาการพลังงานระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ

17

354,110

4,249,320

วิศวกร

ระดับปฏิบัติการ/ชำนาญการ

22

458,260

5,499,120

เจ้าพนักงานการเงินและบัญชีระดับปฏิบัติงาน/ชำนาญงาน

39

606,060

7,272,720

รวม

78

1,418,430

17,021,160

 

16. เรื่อง การขอต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมของบริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด  ผู้รับสัมปทานและผู้ดำเนินงานตามสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข E5 เฉพาะในพื้นที่โคราช  และสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU 1

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติให้บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด และคณะ ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมสำหรับ (1) สัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 ออกไปอีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2562 ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2572 และ (2) สัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17 แปลงสำรวจบนบกหมาย E5 เฉพาะในพื้นที่โคราช  ออกไปอีก 10 ปี นับตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2564 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2574 โดยอาศัยความตามมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และให้ออกเป็นสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม(ฉบับที่ 5) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19 และสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17 ตามแบบ ชธ/ป3/1 ที่กำหนดในกฎกระทรวงกำหนดแบบสัมปทานปิโตรเลียม พ.ศ. 2555 ตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กระทรวงพลังงานเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด และคณะ (ผู้รับสัมปทาน) ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมสัมปทานโครงการแหล่งก๊าซสินภูฮ่อม ซึ่งประกอบด้วย 2 สัมปทาน คือ (1) สัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข E5 เฉพาะในพื้นที่โคราช  และสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19 แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1  ออกไปอีก 10 ปี โดยมีรายละเอียดสรุปได้ ดังนี้

หัวข้อ

สัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17

สัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 1/2524/19

แปลงสำรวจ             ช่วงผลิต

แปลงสำรวจบนบกหมายเลข E5

แปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1

พื้นที่การผลิต           (อยู่ในเขตจังหวัดขอนแก่น                  และอุดรธานี)

พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมภูฮ่อม (บริเวณพื้นที่โคราช)  จำนวน 39.31 ตารางกิโลเมตร

2 พื้นที่ คือ พื้นที่ผลิตปิโตรเลียมภูฮ่อม 1

จำนวน 1.96 ตารางกิโลเมตร และพื้นที่ผลิตปิโตรเลียมภูฮ่อม จำนวน 190.93 ตารางกิโลเมตร

มูลค่าปิโตรเลียม

ที่ผลิตได้

17,664 ล้านบาท (เฉพาะบริเวณพื้นที่โคราช) ตั้งแต่ปี 2550 ถึงเดือนธันวาคม 2561

70,656 ล้านบาท

ตั้งแต่ปี 2550 ถึงเดือนธันวาคม 2561

ค่าภาคหลวงที่รัฐได้รับ

2,208 ล้านบาท

8,832 ล้านบาท

ระยะเวลาการผลิต (ปัจจุบัน)

ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2534

ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2564 (30 ปี)

ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2532

ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2562 (30 ปี)

ข้อเสนอขอต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมออกไปอีก 10 ปี (เสนอคณะรัฐมนตรีในครั้งนี้)

ระยะเวลาการผลิต (ใหม่)

ตั้งแต่วันที่ 16 มีนาคม 2564

ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2574

ตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน 2562

ถึงวันที่ 2 มิถุนายน 2572

ปริมาณสำรองปิโตรเลียม                (ที่พิสูจน์แล้ว                ณ สิ้นปี 2560)

ก๊าซธรรมชาติ 114.27 พันล้านลูกบาศก์ฟุต และก๊าซธรรมชาติเหลว 0.38 ล้านบาร์เรล และหากมีการลงทุนเพื่อสำรวจและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  คาดว่าจะมีโอกาสพบทรัพยากรปิโตรเลียมเพิ่มเติม ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติประมาณ 527 พันล้านลูกบาศก์ฟุต และก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ

1 ล้านบาร์เรล

ผลตอบแทนที่รัฐจะได้รับ

1. ค่าภาคหลวงประมาณ 284 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  และภาษีเงินได้ปิโตรเลียมประมาณ 621 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ภายใต้สัมปทาน Thailand I)

2. เงินผลประโยชน์ซึ่งผู้รับสัมปทานเสนอเพิ่มเติมให้แก่รัฐ (ภายใต้สัมปทาน Thailand III)  ประมาณ 74 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ซึ่งประกอบด้วยเงินให้เปล่าในการลงนามสัมปทานต่อระยะเวลาการผลิต  เงินให้เปล่าจากปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติสะสมหรือโบนัสการผลิต  และค่าตอบแทนการต่อระยะเวลาผลิต (จ่ายเป็นรายปี)

3. ข้อผูกพันการสำรวจที่ผู้รับสัมปทานเสนอว่าจะเจาะหลุมสำรวจหรือหลุมประเมินผลหรือหลุมผลิตจำนวน 2 หลุม ในแปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU 1 (โดยมีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)

4. การฝึกอบรมบุคลากรของกระทรวงพลังงานเพื่อเตรียมการสำรวจการรับช่วงต่อความเป็น

ผู้ดำเนินงานภายใน 2 ปี ก่อนสิ้นระยะเวลาสัมปทาน

5. การปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการรื้อถอน บริษัทฯ จะปฏิบัติตามกฎกระทรวงว่าด้วยการรื้อถอนและประกาศกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติที่เกี่ยวข้องที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

ซึ่งเรื่องดังกล่าวกระทรวงพลังงานได้พิจารณาและตรวจสอบโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญแล้วพบว่า การต่อระยะเวลาผลิตสำหรับสัมปทานปิโตรเลียมแปลงนี้อยู่ภายใต้กติกาและเงื่อนไขที่ใช้เป็นการทั่วไปในปัจจุบัน  และผู้รับสัมปทานรายนี้ได้ปฏิบัติตามข้อกำหนดของสัมปทานและบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยปิโตรเลียม  รวมทั้งได้ตกลงในเรื่องข้อกำหนด  ข้อผูกพัน  และเงื่อนไขที่ใช้อยู่ในปัจจุบันอย่างครบถ้วน  โดยผู้รับสัมปทานมีประสบการณ์ในพื้นที่ผลิต  และได้เสนอแผนการดำเนินงาน  แผนการลงทุน  และผลประโยชน์พิเศษให้แก่รัฐอย่างเหมาะสม  และสอดคล้องกับศักยภาพของแปลงสำรวจ  คณะกรรมการปิโตรเลียมพิจารณาแล้วเห็นควรให้บริษัท พีทีทีอีพี เอสพี ลิมิเต็ด และคณะ ต่อระยะเวลาผลิตปิโตรเลียมสัมปทานโครงการแหล่งก๊าซสินภูฮ่อมทั้ง 2 สัมปทานข้างต้น   โดยให้ออกเป็นสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่1/2524/19 และสัมปทานปิโตรเลียมเพิ่มเติม (ฉบับที่ 6) ของสัมปทานปิโตรเลียมเลขที่ 2/2522/17

                   ทั้งนี้  แหล่งผลิตปิโตรเลียมแปลงสำรวจบนบกหมายเลข E5 และแปลงสำรวจบนบกหมายเลข EU1 เป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมภายใต้โครงการแหล่งก๊าซสินภูฮ่อมที่มีความสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของระบบไฟฟ้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นอย่างมาก เนื่องจากก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้จากแหล่งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับผลิตไฟฟ้าในโรงไฟฟ้าน้ำพองที่ตั้งอยู่ที่จังหวัดขอนแก่น

 

17. เรื่อง มาตรการลดภาระค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม กรณีอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและอนุมัติดังนี้

                   1. เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมกรณีอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง  ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เสนอ

                   2. อนุมัติในหลักการร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน  กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินพร้อมอาคารหรืออาคารที่อยู่อาศัย ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด และร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด รวม 2 ฉบับ ตามที่กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์เสนอ และให้ส่งคณะกรรมการตรวจสอบร่างกฎหมายและร่างอนุบัญญัติที่เสนอคณะรัฐมนตรีตรวจพิจารณาเป็นการเร่งด่วน โดยให้รับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาไปประกอบการตรวจพิจารณาด้วย  แล้วดำเนินการต่อไปได้

                   3. ให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์รับความเห็นสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและสำนักงบประมาณไปพิจารณาดำเนินการต่อไปด้วย

                   พม. เสนอว่า

                   1. ปัจจุบันมีประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง จำนวน 2.87 ล้านครัวเรือน (Percentile ที่ 41 ถึง 80) ยังไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง ดังนั้น เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จำเป็นต้องใช้มาตรการหลายด้านควบคู่กันไป ทั้งนโยบายด้านเศรษฐกิจและนโยบายที่ไม่ใช่ด้านเศรษฐกิจ โดยนโยบายด้านเศรษฐกิจที่ได้ผลดีที่สุดคือ นโยบายการคลังซึ่งสามารถนำมาใช้ให้ได้ผลอย่างทันท่วงทีตรงกับกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะเจาะจงที่มีปัญหา ได้แก่ การลดภาระค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ และยังช่วยกระตุ้นตลาดสินเชื่อที่อยู่อาศัยและภาคอสังหาริมทรัพย์ของประเทศได้อีกทางหนึ่ง                              

                   2. คณะกรรมการนโยบายที่อยู่อาศัยแห่งชาติ (กอช.) ในการประชุมครั้งที่ 1/2561 เมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2561 มีมติเห็นชอบมาตรการการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอสังหาริมทรัพย์โดยการกำหนดให้เรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนและจดทะเบียนจำนองอสังหาริมทรัพย์ ร้อยละ 0.01 สำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ทั้งนี้ ให้ศึกษาพิจารณาเพิ่มเติมและหารือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่คณะกรรมการให้ข้อเสนอแนะ

                   3. หลักเกณฑ์และเงื่อนไขของมาตรการลดภาระค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมอสังหาริมทรัพย์ราคาซื้อขายไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อหน่วย โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง มีดังนี้

                             3.1 หลักการ : เพื่อสนับสนุนประชาชนให้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาที่ไม่สูง โดยการลดภาระให้กับผู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ไม่สามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย

                             3.2 กลุ่มเป้าหมาย : ประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในราคาซื้อขายไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อหน่วย โดยมุ่งเน้นกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง                                 

                             3.3 มาตรการ :

                                      3.3.1 ลดค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมในการทำธุรกรรมการซื้อที่ดินและอาคารที่อยู่อาศัย โดยให้ลดการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนการโอนจากเดิมร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์เหลือร้อยละ 0.01

                                      3.3.2 ลดค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์และห้องชุดจากเดิมร้อยละ 1 ของมูลค่าที่จำนอง เหลือร้อยละ 0.01

                                      ทั้งนี้ ในส่วนของการเรียกเก็บค่าภาษีธุรกิจเฉพาะและภาษีอากร สำหรับการโอนอสังหาริมทรัพย์ตามมาตรการนี้ ให้เรียกเก็บภาษีอากรตามอัตราปกติ

                             3.4 หลักเกณฑ์ : เป็นการจดทะเบียนซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยและการจำนองเพื่อประกันหนี้กู้ยืมเงินเพื่อซื้ออสังหาริมทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัยราคาไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อหน่วย  แต่หากราคาซื้อขายเกินกว่า 1 ล้านบาท จะไม่ได้รับสิทธิการลดค่าธรรมเนียมฯ

                             3.5 ประเภทที่อยู่อาศัย :

                                      3.5.1 ที่ดินพร้อมอาคาร หรืออาคาร ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว

บ้านแฝด บ้านแถว

                                      3.5.2 ห้องชุดตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย

                                      3.5.3 ที่ดินพร้อมอาคารหรืออาคาร หรือห้องชุด ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยเก่า

                                      อนึ่ง ถ้าเป็นการขายและจำนองที่ดินเปล่าจะไม่ได้รับการลดค่าธรรมเนียม

3.6 เงื่อนไขของมาตรการฯ :

                                      3.6.1 มูลค่าจำนองเฉพาะวงเงินค่าที่ดินพร้อมอาคารหรือห้องชุด ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยไม่เกิน 1 ล้านบาท ต่อหน่วย โดยผู้รับจำนอง (ผู้ให้กู้) ต้องเป็นสถาบันการเงินเท่านั้น

                                      3.6.2 การจดทะเบียนการโอน และการจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัย  ต้องดำเนินการในคราวเดียวกัน

                             3.7 ระยะเวลาโครงการ : ระยะเวลา 1 ปี เริ่มต้นให้มีผลตั้งแต่วันที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยลงนามในประกาศกระทรวงมหาดไทย

                             3.8 วงเงินงบประมาณโครงการ : จำนวนรวม 1,700 ล้านบาท

                   4. มาตรการลดภาระค่าธรรมเนียมสำหรับการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมสำหรับผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางดังกล่าว  จะสร้างประโยชน์สาธารณะและความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ ส่งผลดีในแต่ละภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

                             4.1 ประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง การลดภาระและเพิ่มกำลังซื้อให้กับประชาชนผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ซื้ออสังหาริมทรัพย์ให้สามารถตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยได้เร็วขึ้น และสนับสนุนให้ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางที่ยังไม่สามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยได้มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองในระดับราคาที่ไม่สูงนักได้ง่ายขึ้น โดยจะมีครัวเรือนผู้มีรายได้น้อยและปานกลางสามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัย ประมาณ 58,340 ครัวเรือน คิดเป็นจำนวนประมาณ 175,020 ราย

                             4.2 ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ สามารถช่วยลดอุปทานในตลาดอสังหาริมทรัพย์สำหรับกลุ่มผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลางในระดับราคาไม่เกิน 1 ล้านบาท เนื่องจากยังมีอุปทานคงเหลือในตลาดอยู่สูง ในขณะที่ลูกค้ายังมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยและมีความสามารถรับภาระในการผ่อนค่างวดได้ในระดับที่สูงเช่นเดียวกัน  แต่ไม่สามารถเข้าถึงกรรมสิทธิ์ในที่อยู่อาศัยได้ อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีเงินทุนหมุนเวียนในการลงทุนอย่างต่อเนื่องก่อให้เกิดการสร้างที่อยู่อาศัยใหม่เพิ่มขึ้น รวมไปถึงการสนับสนุนโครงการสินเชื่อที่อยู่อาศัยของรัฐ(โครงการบ้านล้านหลัง)

                             4.3 รัฐบาล เป็นการสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศโดยการสร้างอุปสงค์ทางด้านอสังหาริมทรัพย์โดยตรงจากรัฐบาล เพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย การจ้างงานและผลักดันให้ทุกภาคส่วนนำทรัพยากรที่ยังใช้ประโยชน์ได้อย่างไม่เต็มที่ออกมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาระสำคัญของร่างประกาศ

                   1. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามประมวลกฎหมายที่ดิน กรณีอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินพร้อมอาคารหรืออาคารที่อยู่อาศัย ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด  กำหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนอสังหาริมทรัพย์และค่าจดทะเบียนการจำนองอสังหาริมทรัพย์อันเนื่องมาจากการจดทะเบียนโอนอสังหาริมทรัพย์ดังกล่าวร้อยละ 0.01 (จากเดิมร้อยละ 2 ของราคาประเมินทุนทรัพย์ เหลือร้อยละ 0.01) สำหรับกรณีการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ที่เป็นที่ดินพร้อมอาคารหรืออาคารที่อยู่อาศัยประเภท บ้านเดี่ยว บ้านแฝด และบ้านแถว โดยราคาซื้อขายไม่เกิน 1 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน  1 ล้านบาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563 2. ร่างประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมตามกฎหมายว่าด้วยอาคารชุด กรณีห้องชุด ตามหลักเกณฑ์ที่คณะรัฐมนตรีกำหนด กำหนดให้เรียกเก็บค่าจดทะเบียนการโอนห้องชุดและค่าจดทะเบียนการจำนองห้องชุดอันเนื่องมาจากการจดทะเบียนการโอนห้องชุดดังกล่าวร้อยละ 0.01 (จากเดิมร้อยละ 1 ของมูลค่าที่จำนอง เหลือร้อยละ 0.01) สำหรับกรณีการโอนกรรมสิทธิ์และการจำนองห้องชุดในอาคารชุด โดยราคาซื้อขาย ไม่เกิน 1 ล้านบาท และวงเงินจำนองไม่เกิน 1 ล้านบาท โดยให้มีผลใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาถึงวันที่ 31 พฤษภาคม 2563

 

18. เรื่อง มาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอ และให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นหน่วยงานหลักร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การดำเนินการในเรื่องดังกล่าวเป็นไปตามข้อเสนอแนะของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติต่อไป โดยให้รับความเห็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงาน ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติไปประกอบการพิจารณาดำเนินการด้วย

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) แจ้งว่า ด้วยปรากฏข้อเท็จจริงพบความผิดปกติในการจัดเก็บเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ ซึ่งพบว่า กระบวนการจัดเก็บและการใช้จ่ายเงินรายได้ของอุทยานแห่งชาติมีช่องทางและความเสี่ยงในการทุจริตให้เจ้าหน้าที่ของรัฐแสวงหาประโยชน์ได้โดยมิชอบ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติจึงได้ศึกษาสาเหตุของปัญหาดังกล่าวและเสนอข้อเสนอแนะมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ โดยข้อเสนอแนะมาตรการดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ (1) ด้านการจัดเก็บเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ (2) ด้านการพิจารณาและอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ และ (3) ด้านการบริหารจัดการ

2. หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) กระทรวงคมนาคม (คค.) กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) สำนักงบประมาณ (สงป.) สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา (สคก.) สำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. และสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) พิจารณาแล้วเห็นชอบด้วย

                   ทั้งนี้ คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นควรเสนอมาตรการป้องกันการทุจริตเกี่ยวกับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติต่อคณะรัฐมนตรีตามความมาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 ดังนี้

                   ด้านการจัดเก็บเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ

                   • ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำเนินการ ดังนี้

1. จัดทำและพัฒนาระบบการจัดเก็บเงินค่าบริการและระบบการจองล่วงหน้าสำหรับบุคคลที่เข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การใช้บัตรเข้ารับบริการอิเล็กทรอนิกส์ (E - Ticket) การซื้อบัตรล่วงหน้าแบบออนไลน์ เป็นต้น และจัดตั้งจุดจำหน่ายบัตรค่าบริการที่เชื่อมโยงการบริหารจัดการกับหน่วยงานภาครัฐหรือภาคเอกชน เช่น การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวประจำจังหวัด เคาน์เตอร์บริการ (Service Counter)  เป็นต้น พร้อมทั้งให้จัดทำและพัฒนาระบบการตรวจสอบและจัดเก็บค่าบริการด้วย

2. จัดทำระบบการรายงานผลจำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้า – ออกอุทยานแห่งชาติ แบบทันทีและตลอดเวลา (Real Time) ผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ เป็นต้น

3. ตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงเงินรายได้ของอุทยานแห่งชาติแต่ละแห่งอย่างเข้มงวด หากพบการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติให้หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดำเนินการตรวจสอบเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงพร้อมรายงานต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมเผยแพร่ผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงให้สาธารณชนรับทราบ

4. ปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการติดตามและควบคุมการจัดเก็บเงินรายได้โดยให้หน่วยงานภายนอกมีส่วนร่วมในการติดตามตรวจสอบ เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นภาคประชาชน เป็นต้น และควรให้คณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติมีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดเก็บเงินรายได้ด้วย

5. จัดทำข้อมูลขีดความสามารถในการรองรับได้ของแต่ละอุทยานแห่งชาติ (Carrying Capacity) ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน แล้วนำข้อมูลมาจัดทำแผนการบริหารจัดการจำนวนนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้มีการจัดการแหล่งท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพประสิทธิผล และคำนึงถึงผลกระทบโดยให้มีการดำเนินการที่เร่งด่วน โดยเฉพาะอุทยานแห่งชาติที่มีความสำคัญและมีความเสี่ยงที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะถูกทำลาย ได้แก่ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ อุทยานแห่งชาติอ่าวพังงา อุทยานแห่งชาติหาดนพรัตน์ธารา-หมู่เกาะพีพี อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะลันตา และอุทยานแห่งชาติอื่น ๆ

6. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบูรณาการนำแผนการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวของอุทยานแห่งชาติไปปฏิบัติ และร่วมมือในการประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวทราบ

7. ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดทำและพัฒนาระบบติดตามตำแหน่งเรือ (Vessel Monitoring System : VMS) และประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีท่าเทียบเรือเพื่อประโยชน์ในการควบคุมจำนวนเรือท่องเที่ยวที่จะเข้ามาในเขตอุทยานแห่งชาติ

                   • ให้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (กก.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการส่งเสริมและประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวรอง และอุทยานแห่งชาติทางเลือกให้กับผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวทราบ เพื่อให้เกิดการกระจายปริมาณนักท่องเที่ยวไปยังแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ

                   • ให้ ทส. กก. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการตรวจสอบการจัดเก็บเงินรายได้ในเขตอุทยานแห่งชาติ

                   ด้านการพิจารณาและอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ

                   • ประเด็นเกี่ยวกับคณะกรรมการพิจารณาการใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำเนินการ ดังนี้

                   1. ปรับปรุงระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเก็บรักษา การใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ พ.ศ 2560 โดยให้องค์ประกอบของคณะกรรมการพิจารณาการใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติมีตัวแทนจากหน่วยงานภายนอกและผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านการท่องเที่ยวและนันทนาการ ด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม

                   2. แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจติดตามและประเมินผลแผนงาน/โครงการและกิจกรรมที่อนุมัติจากเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ และให้รายงานผลการตรวจสอบประจำปีและรายงานการใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติต่อคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติพร้อมทั้งเปิดเผยรายงานดังกล่าวผ่านช่องทางการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เว็บไซต์ เป็นต้น

                   • ประเด็นเกี่ยวกับการพิจารณาการใช้จ่ายเงินรายได้ ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำเนินการ ดังนี้

                   1. คณะกรรมการพิจารณาการใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติควรมีการพิจารณาแผนงาน/โครงการขอใช้เงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติอย่างรอบคอบและพิจารณาถึงความซ้ำซ้อนกับงบประมาณที่ตั้งไว้ในหน่วยงานภายในที่มีภารกิจเกี่ยวข้องอยู่แล้ว

                   2. การพิจารณาแผนงาน/โครงการเพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติควรผ่านความเห็นชอบของคณะกรรมการพิจารณาการใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติก่อน ยกเว้นกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น

                   3. เห็นควรกำหนดกรอบการใช้ดุลพินิจของอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติฯ ตามระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ว่าด้วยการเก็บ การรักษา การใช้จ่ายเงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2560 ข้อ 13 วรรคสอง กรณีการอนุมัติโดยกรณีจำเป็นเร่งด่วนให้มีหลักเกณฑ์และแนวทางที่มีความชัดเจนว่าควรใช้ในเรื่องใดบ้าง รวมทั้งควรกำหนดวงเงินงบประมาณและระยะเวลาในการใช้

                   4. แผนงาน/โครงการขอใช้เงินรายได้เพื่อบำรุงรักษาอุทยานแห่งชาติจากอุทยานแห่งชาติ ทุกโครงการควรผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติและให้คณะกรรมการดังกล่าวมีส่วนร่วมในการตรวจติดตามแผนงาน/โครงการและกิจกรรมด้วย

                   ด้านการบริหารจัดการ

                   • การบริหารงานบุคคล

                   1. ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ กำหนดระบบการสรรหาและหลักเกณฑ์ในการดำรงตำแหน่งหัวหน้าอุทยานแห่งชาติด้วยความโปร่งใส เป็นมาตรฐาน และสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล เช่น การจัดทำเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ (Career Path) เป็นต้น รวมทั้งมีระบบติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของหัวหน้าอุทยานแห่งชาติ

                    2. ให้ ทส. หารือร่วมกับกระทรวงการคลัง (กค.) จัดให้มี “ระเบียบที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับบำเหน็จความชอบสำหรับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในการป้องกันรักษาพื้นที่ป่าไม้” โดยให้ระเบียบดังกล่าวมุ่งคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติในภาคสนามทุกระดับ ได้แก่ ข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานพิทักษ์ป่า ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราว และพนักงานจ้างเหมา ประกอบด้วย (1) บำเหน็จความชอบที่เป็นตัวเงิน ได้แก่ เงินค่าตอบแทนพิเศษ การประกันชีวิต เป็นต้น และ (2) บำเหน็จความชอบที่มิใช่ตัวเงิน ได้แก่ การยกย่องเชิดชูเกียรติ การสงเคราะห์และช่วยเหลือทายาท เป็นต้น เพื่อเป็นการสร้างขวัญ กำลังใจ และแรงจูงใจให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ และลดโอกาสในการทุจริตดำเนินการ ดังนี้

                   • การส่งเสริมการมีส่วนร่วม ให้กรมอุทยานแห่งชาติฯ ดำเนินการ ดังนี้

                   1. ให้ความสำคัญกับคณะกรรมการที่ปรึกษาอุทยานแห่งชาติ โดยเปิดโอกาสให้คณะกรรมการฯ มีส่วนร่วมในการเสนอแนะแนวทางหรือข้อคิดเห็นต่าง ๆ ในการพัฒนาและบริหารอุทยานแห่งชาติ เช่น การทำแผนแม่บทการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ การให้ความเห็นชอบแผนงาน โครงการต่าง ๆ ของอุทยานแห่งชาติ เป็นต้น

                   2. ให้มีการจัดทำแผนแม่บทการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติในทุกอุทยานแห่งชาติ โดยกระบวนการจัดทำแผนแม่บทดังกล่าวต้องใช้การมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ เช่น หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ ภาคประชาชน ภาคเอกชน เป็นต้น เพื่อให้แผนแม่บทมีความครอบคลุมภารกิจสำคัญ มีทิศทาง เป้าประสงค์และยุทธศาสตร์ตลอดจนปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จที่ชัดเจนและอุทยานแห่งชาติสามารถใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และใช้เป็นกรอบในการติดตามประเมินผลได้

 

19. เรื่อง แนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Ecosystem)

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบ ดังนี้

                    1. รับทราบแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Ecosystem) และการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ตามแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้นตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ

                   2. ให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเหมาะสมของแหล่งเงินทุนของกองทุนพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งกองทุนพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น ข้อกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง

                   3. มอบหมายให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่มีภารกิจในการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้นเร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว รวมทั้งให้กระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับความเห็นของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมและสำนักงานคณะกรรมการและส่งเสริมการลงทุนไปพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   กค. รายงานว่า

                    1. เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2561 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้จัดการประชุมหารือแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup Ecosystem) ร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง และผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักนายกรัฐมนตรี กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กระทรวงการคลัง สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และเนื่องจากการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้นเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน กค. จึงได้นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนให้มีระบบนิเวศที่ส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                             1.1 กำหนดให้มีแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น ดังนี้

                                      1.1.1 ให้มีหน่วยบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One – Stop Service : OSS) สำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อเป็นศูนย์กลางในการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจของวิสาหกิจเริ่มต้นทั้งในและต่างประเทศ ตั้งแต่ในระยะเริ่มต้น (Idea Stage) จนถึงเริ่มการดำเนินธุรกิจ (Commercialization) โดยจะมีการบ่มเพาะวิสาหกิจเริ่มต้น (Incubate/Accelerate) จัดหาสถานที่ทำงานร่วมกัน (Coworking Space) พร้อมเจ้าหน้าที่ส่วนกลางเพื่ออำนวยความสะดวกในด้านต่าง ๆ รวมทั้งเป็นศูนย์กลางให้บริการติดต่อประสานงานและรับผิดชอบการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้นและเป็นหน่วยงานหลักในการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างวิสาหกิจเริ่มต้นกับภาครัฐและเอกชน

                                      1.1.2 ให้มีการจัดตั้งกองทุนพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น (กองทุนฯ) เพื่อสนับสนุนด้านการเงินแก่วิสาหกิจเริ่มต้น และสนับสนุนค่าใช้จ่ายของหน่วยบริการเบ็ดเสร็จข้างต้น (ตามข้อ 1.1.1) โดยจะเริ่มตั้งแต่ช่วงพัฒนาแนวคิด จนกระทั่งสามารถพัฒนาเป็นสินค้าและบริการที่จำหน่ายได้ ซึ่งกองทุนฯ อาจให้ค่าตอบแทนแก่วิสาหกิจเริ่มต้นที่มีศักยภาพเป็นประจำทุกเดือนในช่วงที่วิสาหกิจเริ่มต้นยังไม่มีรายได้ และเมื่อพร้อมที่จะจัดตั้งเป็นบริษัท กองทุนฯ จะเป็นผู้ลงทุนให้  ในขณะที่วิสาหกิจเริ่มต้นจะได้ความเป็นหุ้นส่วนโดยไม่ต้องชำระค่าหุ้นตามสัดส่วนที่ตกลงกัน และได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้ให้ด้วย รวมทั้งเปิดโอกาสให้นักลงทุนที่ลงทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น (Angel Investor) หรือกิจการร่วมลงทุน (Venture Capital : VC) สามารถร่วมลงทุนกับกองทุนฯ ได้ ทั้งนี้การจัดตั้งกองทุนดังกล่าวอาจมีแหล่งเงินทุนจากกองทุนพัฒนาผู้ประกอบการเทคโนโลยีและนวัตกรรม และกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายและหากวิสาหกิจเริ่มต้นประสบความสำเร็จ กองทุนฯ ก็จะขายหุ้นให้แก่นักลงทุนที่สนใจผ่านช่องทางต่าง ๆ ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะทำให้มีเงินกลับเข้ามาในกองทุนฯ และจะได้นำไปสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้นอื่นต่อไป สำหรับวิสาหกิจเริ่มต้นที่ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ หน่วยบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวจะดำเนินการหาช่องทางให้ออกจากระบบโดยไม่มีพันธะผูกพันหรือถ้าต้องการดำเนินธุรกิจต่อ ก็จะมีช่องทางการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินของรัฐต่อไป

                             1.2 จากแนวทางการขับเคลื่อนการส่งเสริมระบบนิเวศของวิสาหกิจเริ่มต้น (ตามข้อ 1.1) มีหน่วยงานที่รับผิดชอบการขับเคลื่อนตามแนวทางดังกล่าว ดังนี้

ภารกิจ

หน่วยงาน

1. การจัดตั้งหน่วยบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว สำหรับวิสาหกิจเริ่มต้น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

2. การเสนอร่างพระราชบัญญัติการพิสูจน์เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ พ.ศ. .... โดยครอบคลุมเรื่องการกำหนดให้มีกลไกในการพิสูจน์นวัตกรรม (Regulatory Sandbox) เพื่อทดสอบเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ภายใต้สภาพแวดล้อมจริงเพื่อกำหนดแนวทางการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์  เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ

3. การเสนอร่างพระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น พ.ศ. .... โดยครอบคลุมเรื่องการจัดตั้งหน่วยบริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และกองทุนพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ

4. การกำหนดรูปแบบกองทุนพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้กับวิสาหกิจเริ่มต้นและเป็นเงินทุนในการสร้างระบบนิเวศที่ส่งเสริมให้เกิดวิสาหกิจเริ่มต้น

 

รวมทั้งสนันสนุนนักลงทุนที่ลงทุนในวิสาหกิจเริ่มต้น หรือกิจการร่วมลงทุน

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กรมบัญชีกลาง และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

5. การแก้ไขพระราชบัญญัติการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมายให้ครอบคลุมการส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้น เพื่อให้สามารถใช้เงินกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอุตสาหกรรมเป้าหมายสำหรับพัฒนาและส่งเสริมวิสาหกิจเริ่มต้นได้

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

6. การเตรียม Platform เพื่อรองรับวิสาหกิจเริ่มต้นที่ประสบความสำเร็จ โดยจัดให้มี Trading Platform ระดมทุนสำหรับวิสาหกิจเริ่มต้นที่ออกแบบเพื่อวิสาหกิจเริ่มต้นให้สามารถระดมทุนได้

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

7. การดูแลในกรณีวิสาหกิจเริ่มต้นไม่สามารถเติบโตต่อไปได้ หรือที่ไม่ประสบความสำเร็จปรับตัวเป็นวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมโดยได้รับความช่วยเหลือจากสถาบันการเงินของรัฐในการให้สินเชื่อ

สถาบันการเงินของรัฐ

 

20. เรื่อง โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ (Human Capital) เพื่อรองรับ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน ผ่านกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอให้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  (กยศ.) ดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับปริญญาตรี และโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งเป็นโครงการที่มีเงื่อนไขพิเศษผ่อนปรนกว่าการดำเนินการให้กู้ยืมตามเงื่อนไขปกติของกยศ. เพื่อสนับสนุนให้มีนักเรียน นักศึกษา เข้าเรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการในอุตสาหกรรมเป้าหมายมากขึ้น และหากในอนาคต กยศ. มีความจำเป็นต้องขอรับงบประมาณให้ กยศ. ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป 

                   สาระสำคัญ

                   กระทรวงการคลังเสนอโครงการฯ ประกอบด้วย 2 โครงการ ได้แก่ 1) โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับปริญญาตรี และ 2) โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับอาชีวศึกษา ซึ่งคณะกรรมการ กยศ. ได้มีมติเห็นชอบในหลักการของโครงการฯ แล้ว เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2562 โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                   1. โครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับปริญญาตรี

                             1.1 กลุ่มเป้าหมาย : นิสิตและนักศึกษาในระดับปริญญาตรีที่กำลังศึกษาหรือกำลังจะเข้าศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน

                             1.2 วิธีดำเนินการ : ผู้กู้ยืมเงินที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 0.5 และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 30 อย่างไรก็ดี กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถสำเร็จการศึกษาหรือไม่ได้สำเร็จการศึกษาตามสาขาที่กำหนดไว้หรือผิดนัดชำระหนี้ จะไม่ได้รับส่วนลดเงินต้น โดยจะต้องชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ กยศ. กำหนด

                                      ทั้งนี้ กยศ. จะพิจารณากำหนดสถานศึกษาและสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน โดยสามารถกำหนดหรือปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม

                             2. โครงการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ในระดับอาชีวศึกษา

                                      2.1 กลุ่มเป้าหมาย : นักเรียนอาชีวศึกษาที่กำลังศึกษาหรือกำลังจะเข้าศึกษาในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน

                                      2.2 วิธีการดำเนินการ : ผู้กู้ยืมเงินที่เข้าร่วมโครงการ เมื่อสำเร็จการศึกษาในสาขาวิชาที่กำหนดจะคิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกินร้อยละ 0.5 และได้ส่วนลดเงินต้นร้อยละ 50 กรณีที่ผู้กู้ยืมเงินไม่สามารถสำเร็จการศึกษาหรือไม่ได้สำเร็จการศึกษาตามสาขาที่กำหนดไว้หรือผิดนัดชำระหนี้ จะไม่ได้รับส่วนลดเงินต้น โดยจะต้องชำระหนี้ตามเงื่อนไขที่ กยศ. กำหนด

                                                ทั้งนี้ กยศ. จะพิจารณากำหนดสถานศึกษาและสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย และ 3 โครงสร้างพื้นฐาน โดยสามารถกำหนดหรือปรับปรุงหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสม

                             3. ระยะเวลาดำเนินการ : ปีการศึกษา 2562 – 2566 (5 ปีการศึกษา)

                             4. งบประมาณ : เนื่องจากในขณะนี้การดำเนินโครงการส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับปริญญาตรี และโครงการส่งเสริมทรัพยากรมนุษย์ในระดับอาชีวศึกษา จะยังไม่เกิดภาระต่องบประมาณ อย่างไรก็ดี หากในอนาคต กยศ. มีความจำเป็นต้องขอรับงบประมาณ ขอให้ กยศ. ดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

 

21. เรื่อง ขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่ของบริษัท มานะศิลา 2537 จำกัด ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช

                    คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างและหินอุตสาหกรรมชนิดหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ  ตามคำขอประทานบัตรที่ 3/2557 ของบริษัท มานะศิลา 2537 จำกัด  ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2532 และผ่อนผันการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 และวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม (อก.) เสนอ  โดยให้กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรต่อไป

                    สาระสำคัญของเรื่อง

                    กระทรวงอุตสาหกรรมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติการขอผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เพื่อทำเหมืองแร่หินอุตสาหกรรมชนิดหินปูนเพื่ออุตสาหกรรมก่อสร้างและหินอุตสาหกรรมชนิดหินดินดานเพื่ออุตสาหกรรมอื่น ๆ ตามคำขอประทานบัตรที่ 3/2557 ของบริษัท มานะศิลา 2537 จำกัด ตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่  7 พฤศจิกายน 2532 และขอผ่อนผันการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2533 และวันที่ 4 ตุลาคม 2559 ที่กำหนดให้โครงการที่จะขออนุมัติผ่อนผันการใช้พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 เพื่อการทำเหมือง การต่ออายุประทานบัตรทำเหมืองแร่  และการต่ออายุการอนุญาตเข้าทำประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้จะต้องเป็นโครงการที่ดำเนินการในพื้นที่เดิมที่มีการทำเหมืองมาก่อน ทั้งนี้ เมื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติผ่อนผันการใช้ประโยชน์พื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1  บี เพื่อทำเหมืองแร่แล้ว กระทรวงอุตสาหกรรมโดยกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่จะได้ดำเนินการให้ครบถ้วนถูกต้องตามขั้นตอนของระเบียบและกฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อนการพิจารณาอนุญาตประทานบัตรต่อไป ซึ่งพื้นที่คำขอ รวมเนื้อที่ทั้งหมด 176-3-61 ไร่ อยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำชั้นที่ 1 บี เป็นพื้นที่ป่าไม้ที่ได้ยื่นคำขออนุญาตเข้าทำประโยชน์ในเขตพื้นที่ป่าไม้แล้ว  และที่ดินมีสิทธิครอบครอง น.ส.3 และ น.ส. 3 ก ของบริษัทฯ เอง โดยเป็นพื้นที่ประทานบัตรเดิมที่ 26188/15237 และพื้นที่มีใบอนุญาตจัดตั้งสถานที่เพื่อการเก็บขังมูลดินทรายนอกเขตเหมืองแร่เดิมที่ 1/2552 ของผู้ขอเองบางส่วน  และขยายพื้นที่คำขอประทานบัตรเพิ่มเติมในพื้นที่ที่ยังไม่เคยได้รับการอนุญาตประทานบัตรหรือใบอนุญาตฯ มาก่อนทางด้านทิศตะวันตกเฉียงเหนือและทิศใต้ โดยพื้นที่ไม่เป็นแหล่งธรรมชาติอันควรอนุรักษ์ ไม่เป็นพื้นที่ต้องห้ามสำหรับการทำเหมืองตามระเบียบและกฎหมายของส่วนราชการต่าง ๆ การปิดประกาศการขอประทานบัตรไม่มีผู้ร้องเรียนคัดค้าน  รวมทั้งองค์การบริหารส่วนตำบลหินตกได้แจ้งความเห็นชอบในการขอประทานบัตร  และคณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ด้านเหมืองแร่  ได้ให้ความเห็นชอบกับรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการแล้ว เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2560

ต่างประเทศ

22. เรื่อง ปฏิญญาว่าด้วยการมาตรฐานที่ตระหนักถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและการกำหนดมาตรฐาน (Declaration on Gender Responsive Standards and Standards Development)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบปฏิญญาว่าด้วยการมาตรฐานที่ตระหนักถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและการกำหนดมาตรฐาน (Declaration on Gender Responsive Standards and Standards Development) พร้อมทั้งอนุมัติให้เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ลงนามในปฏิญญาฯ ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรม เสนอ

                   สาระสำคัญของปฏิญญาว่าด้วยการมาตรฐานที่ตระหนักถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและการกำหนดมาตรฐาน (Declaration on Gender Responsive Standards and Standards Development) มีดังนี้

                   1. ยอมรับเป้าหมายที่ 5 การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals) ของสหประชาชาติว่าเป็นวาระแห่งปี 2030 ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อความเสมอภาคหญิงชายและเสริมพลังศักยภาพแก่ผู้หญิงและเด็ก มีการทำงานผ่านองค์กรกำหนดมาตรฐานที่ผนวกเนื้อหาเกี่ยวกับความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย สร้างความสมดุลระหว่างหญิงชายในทุกระดับของโครงสร้าง รวมทั้งขยายความชำนาญให้ครอบคลุมความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย

                   2. หน่วยงานรับผิดชอบได้แก่ คณะกรรมาธิการเศรษฐกิจแห่งสหประชาชาติยุโรป (United Nations Economic Commission for Europe - UNECE) และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม                  

                   3. เลขาธิการสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรมหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายลงนามในปฏิญญาว่าด้วยการมาตรฐานที่ตระหนักถึงความเสมอภาคระหว่างหญิงชายและการกำหนดมาตรฐาน (Declaration on Gender Responsive Standards and Standards Development)

                   4. ไม่มีข้อผูกพันด้านงบประมาณที่ใช้สำหรับการดำเนินงานภายใต้ปฏิญญาฯ

                  ทั้งนี้ พิธีลงนามจะมีขึ้นในวันที่ 14 พฤษภาคม 2562

 

แต่งตั้ง

23. เรื่อง การปรับปรุงคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเสนอการปรับปรุงองค์ประกอบของคณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่คณะรัฐมนตรีได้มีมติอนุมัติให้แต่งตั้ง

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2557 ดังนี้

คณะกรรมการจัดการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์

องค์ประกอบ (เดิม)

องค์ประกอบ (ใหม่)

ตำแหน่ง

1. รองนายกรัฐมนตรี

กำกับการบริหารราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

1. รองนายกรัฐมนตรี

กำกับการบริหารราชการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

ประธานกรรมการ

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

2. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

รองประธานกรรมการ

3. ปลัดกระทรวงการคลัง

3. ปลัดกระทรวงการคลัง

กรรมการ

4. อัยการสูงสุด หรือผู้แทน

4. อัยการสูงสุด หรือผู้แทน

กรรมการ

5. ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

5. อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีแพ่ง

กรรมการ

6. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

6. อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่ง

กรรมการ

7. อธิบดีอัยการฝ่ายคดีแพ่ง

7. อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีล้มละลาย

กรรมการ (เพิ่มเติม)

8. อัยการพิเศษฝ่ายคดีแพ่ง

8. ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ

กรรมการ

9. เลขาธิการคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (พล.ต. จารึก อารีราชการัณย์) (ลาออก)

9. ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทย

กรรมการและเลขาธิการ

 

24. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง (กระทรวงศึกษาธิการ)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหาร ระดับสูง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

                   2. นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา

                   ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อสับเปลี่ยนหมุนเวียน

 

25. เรื่อง การแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการในคณะกรรมการศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศ รวม 2 คน แทนผู้ที่ลาออก ดังนี้

                   1. นางจันทิรา ยิมเรวัต วิวัฒน์รัตน์ ประธานกรรมการ

                   2. นายปรีชา ส่งวัฒนา กรรมการผู้แทนสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป

 

26. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการส่งเสริมกิจการฮัจย์แห่งประเทศไทย จำนวน 4 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งจะครบวาระสองปี ดังนี้ 

                   1. นายนิพนธ์ นราพิทักษ์กุล

                   2. นายอรุณ บุญชม

                   3. นายปริญญา ประหยัดทรัพย์

                   4. นายวิรุฬห์ พรพัฒน์กุล                   

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 6 มิถุนายน 2562 เป็นต้นไป

 

27. เรื่อง การแต่งตั้งประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเสนอ แต่งตั้งประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ จำนวน 12 คน ดังนี้

                   1. ศาสตราจารย์สนิท อักษรแก้ว ประธานสภา

                   2. คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ 

                   3. นายคณิศ แสงสุพรรณ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   4. นายณัฐพร จาตุศรีพิทักษ์ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   5. นายทวีศักดิ์ กออนันตกูล กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ 

                   6. นายเทวินทร์ วงศ์วานิช กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   7. นายนินนาท ไชยธีรภิญโญ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   8. ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์รัชตะ รัชตะนาวิน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   9. รองศาสตราจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ 

                   10. รองศาสตราจารย์ศักรินทร์ ภูมิรัตน กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   11. นางเสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   12. นายเอ็นนู ซื่อสุวรรณ กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ  

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

 

28. เรื่อง การแต่งตั้งผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงการคลังเสนอแต่งตั้ง นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ เป็นผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป

 

29. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการพิจารณาค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จำเลยในคดีอาญา จำนวน 5 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระสองปี ดังนี้

                   1. ผู้ช่วยศาสตราจารย์จรูญศักดิ์ นวลแจ่ม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการแพทย์ 

                   2. นายวิทัศน์ เตชะบุญ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสังคมสงเคราะห์

                   3. นางสาวศุภมาศ พยัฆวิเชียร กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน 

                   4. นายพิทยา จินาวัฒน์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 

                   5. นายชนะพล มหาวงษ์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป

 

30. เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาราชการแทนรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติมอบหมาย รองนายกรัฐมนตรี (นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) รักษาราชการแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top