546.jpg
เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม! ศาลยกฟ้อง‘4แกนนำกปปส.’คดีกบฏ ใช้สิทธิชอบธรรมชุมนุมไล่‘ยิ่งลักษณ์’

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม! ศาลยกฟ้อง‘4แกนนำกปปส.’คดีกบฏ ใช้สิทธิชอบธรรมชุมนุมไล่‘ยิ่งลักษณ์’

วันพฤหัสบดี ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 16.40 น.

เปิดคำพิพากษาฉบับเต็ม! ศาลยกฟ้อง‘4แกนนำกปปส.’คดีกบฏ ใช้สิทธิชอบธรรมชุมนุมไล่‘ยิ่งลักษณ์’

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 ที่ห้องพิจารณา 701 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาคดีชุมนุม กปปส.สำนวนแรก ที่รวมพิจารณาคดีหมายเลขดำ อ.1191/2557 , อ.1298/2557 , อ.1328/2557 ซึ่งพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษ 4 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม อายุ 57 ปี , นายสกลธี ภัททิยกุล อายุ 42 ปี อดีต สส.กทม. ร่วมชุมนุม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม. , นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อายุ 68 ปี อดีตอธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และอดีตประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) , นายเสรี วงศ์มณฑา อายุ 70 ปี นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนและการตลาด เป็นจำเลยที่ 1- 4 (อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : ด่วน'4แกนนำกปปส.'เฮสนั่น!!! ศาลยกฟ้องคดีกบฏร่วมชุมนุมขับไล่'ยิ่งลักษณ์')


ในความผิดฐานร่วมกันเป็นกบฏ , กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หรือวิธีอื่นใดที่ไม่ใช่การกระทำในความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดความปั่นป่วน หรือความไม่สงบในราชอาณาจักรฯ , อั้งยี่ , ซ่องโจร , มั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้ายให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมืองโดยมีอาวุธ โดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการ , เจ้าพนักงานสั่งให้เลิกการกระทำนั้นแต่ไม่เลิก, ยุยงให้ร่วมกันหยุดงาน การร่วมกันปิดงานงดจ้างเพื่อบังคับรัฐบาล , ร่วมกันบุกรุก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 113 , 116, 117, 209, 210, 215, 362, 364, 365 และร่วมกันขัดขวางเจ้าหน้าที่ประจำหน่วยเลือกตั้ง , ร่วมกันขัดขวางการปฏิบัติงานของ กกต. ความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. 2550 มาตรา 76 ,152 รวม 8 ข้อหา

โดยคดีสำนวนแรกนี้ อัยการยื่นฟ้องตั้งแต่ปี 2557 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ย.56 จนถึงวันฟ้อง (เดือน พ.ค.57) ทั้งเวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน จำเลยที่ฟ้องกับพวกอีกหลายคนที่ยังไม่ได้ตัวมาฟ้อง ได้มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและเกินกว่า 10 คนสมคบกันเป็นอั้งยี่-ซ่องโจร ซึ่งร่วมกันและแบ่งหน้าที่กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ โดยมีการจัดตั้งเป็นคณะบุคคลชื่อ “ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส.” ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณประกาศตัวเป็นเลขาธิการ กปปส.

โดยจำเลยทั้งสองเป็นสมาชิกและเป็นกรรมการผู้มีหน้าที่สั่งการ ร่วมกันปลุกระดม ยุยง ชักชวนให้ประชาชน เข้าร่วมการชุมนุมและร่วมกิจกรรมในการก่อความไม่สงบ มุ่งขับไล่รัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งและการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี รวมทั้งดำเนินการคัดค้านและขัดขวางการเลือกตั้ง ส.ส. เพื่อไม่ให้มีนายกรัฐมนตรี และครม.ชุดใหม่ เข้ามาบริหารประเทศ ซึ่งมีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยปราศรัยชักชวนประชาชนให้ออกมาขับไล่รัฐบาล อีกส่วนหนึ่งทำหน้าที่เป็นกองกำลังทั้งที่มีอาวุธและไม่มีอาวุธ บุกเข้าไปยึดสถานที่ราชการและหน่วยงานต่างๆ เพื่อไม่ให้รัฐบาลปฏิบัติหน้าที่ได้ และมีการใช้กำลังขัดขวางต่อสู้ทำร้ายร่างกาย

โดยวันที่ 16 ม.ค. 57 เวลากลางคืน ได้มีการจัดตั้งสะสมกองกำลังอันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการกบฏ และประกาศรับสมัครชายฉกรรจ์ 500 คน เพื่อทำการขับไล่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ และจับตัวรัฐมนตรีคนอื่นๆ บีบบังคำให้ลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งจัดตั้งศาลประชาชนขึ้นพิจารณาลงโทษและริบยึดทรัพย์ อันเป็นการล้มล้างอำนาจบริหารและอำนาจตุลาการ

นอกจากนี้วันที่ 13 ม.ค. - 2 มี.ค.57 จำเลย , นายสุเทพ พร้อมพวก ยังได้ปิด กทม. มีการตั้งเวทีปราศรัย 7 แห่ง ปิดกั้นการจราจรและได้ยึดครองไม่ให้ประชาชนใช้เส้นทางดังกล่าว โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายแก่ชีวิต

รัฐบาลมอบหมายให้ศูนย์รักษาความสงบและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ออกคำสั่ง ตาม พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ให้จำเลยและพวก เลิกชุมนุมและบุกรุกสถานที่ราชการ หยุดปิดกั้นการจราจร แต่จำเลยกับพวกไม่เลิกกระทำการดังกล่าว  เหตุเกิดทั่วราชอาณาจักร ในชั้นสอบสวนจำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ขณะที่ท้ายคำฟ้องอัยการ ไม่ได้คัดค้านการปล่อยชั่วคราวจำเลยแต่อย่างใด

ขณะที่จำเลยทั้ง 4 รายให้การปฏิเสธทุกข้อหาพร้อมตั้งทนายความสู้คดี ระหว่างพิจารณาคดีจำเลยทั้งสี่ก็ได้รับการปล่อยชั่วคราว ซึ่งคดีเริ่มสืบพยานตั้งแต่ปี 2558-2562

วันนี้ จำเลยทั้งสี่มาศาลพร้อมฟังคำพิพากษา โดยมี “นายสุเทพ” อดีตเลขาธิการ กปปส. , กลุ่มแกนนำ กปปส. ที่ถูกฟ้องอีกสำนวน และพระพุทธอิสระที่วันนี้ห่มจีวรนั่งรถเข็นมา รวมทั้งคนใกล้ชิดกว่า 60 คน มาร่วมให้กำลังใจในการฟังคำพิพากษาด้วย

โดยนายสุเทพ อดีตเลขาธิการ กปปส. ที่เดินทางมาให้กำลังใจ ให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ศาลนัดอ่านคำพิพากษา ซึ่งพวกเราถูกฟ้องเนื่องจากการชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมและรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อปี 2556-2557 จำเลยชุดแรกมีจำนวน 4 คน คือ นายสนธิญาณ , นายสกลธี, นายสมบัติ และ นายเสรี ซึ่งอัยการยื่นฟ้องคดีก่อน ก็แยกเป็นคนละสำนวนคดีกับที่ฟ้องพวกตนอีก 30 กว่าคน และคดีนี้ได้ต่อสู้คดีกันมานานกว่า 4 ปีแล้วในฐานะผู้ร่วมอุดมการณ์ ตนจึงเดินทางมาเป็นกำลังใจให้แกนนำทั้ง 4 คน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานตามที่โจทก์และจำเลยทั้งสี่นำสืบแล้ว เห็นว่า จากพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบแม้ฟังข้อเท็จจริงได้ว่านายสนธิญาณ จำเลยที่ 1 , นายสกลธี จำเลยที่ 2 และ นายเสรี ที่ 4 เป็นแกนนำเคยพากลุ่มผู้ชุมนุมไปสถานที่ต่างๆ และมีเหตุการณ์นำโซ่คล้องประตู ล็อคกุญแจ ตัดไฟฟ้า ปิดล้อมยังสถานที่ต่างๆตามฟ้อง หรือขัดขวางเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง  แต่กลับปรากฏจากพยานหลักฐานโจทก์อีกว่า จำเลยทั้งสี่ไม่เคยปราศรัยในลักษณะเป็นผู้สั่งการ หรือร่วมกับผู้เข้าร่วมชุมนุมกระทำการใดๆ ที่เป็นความผิดอาญาตามฟ้อง การที่มีเหตุการณ์ใช้โซ่คล้องประตู ล็อคกุญแจ ตัดไฟฟ้า ปิดล้อมยังสถานที่ต่างๆตามฟ้อง หรือขัดขวางเพื่อไม่ให้ประชาชนเข้าไปใช้สิทธิเลือกตั้ง จึงเป็นการกระทำที่ถือเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่มบุคคลที่กระทำการนั้นๆ โดยจำเลยทั้งสี่ไม่ได้มีส่วนร่วมกระทำความผิดนั้นด้วย

ประกอบกับคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญที่ 54/2556 , ที่ 58/2556 , ที่ 59/2556 และที่ 21/2557 ก็มีคำวินิจฉัยว่า การที่กลุ่มของนายสุเทพ และ กปปส. ออกมาชุมนุมคัดค้านเป็นการชุมนุมของประชาชนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง ถือเป็นการแสดงออกทางการเมืองของประชาชน โดยมีเหตุผลสืบเนื่องมาจากการต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม , ความไม่ไว้วางใจในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาล

จึงเป็นการใช้สิทธิชอบธรรมตามที่รัฐธรรมนูญมาตรา 61 วรรคหนึ่ง และมาตรา 63 วรรคหนึ่ง ให้การรับรองไว้ การชุมนุมของกลุ่ม กปปส. จึงเป็นการประชุมทางการเมือง อันเป็นสิทธิของจำเลยทั้งสี่ เช่นเดียวกับประชาชนที่มาเข้าร่วมกับการชุมนุมกับจำเลยทั้งสี่ ถือเป็นการแสดงออกทางเสรีภาพของผู้ชุมนุมที่มีความเห็นตรงกันทางการเมือง ย่อมมีสิทธิที่จะมาร่วมชุมนุมกันได้ตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การชุมนุมเพื่อการกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง พยานหลักฐานโจทก์จึงฟังไม่ได้ว่า จำเลยทั้งสี่ร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าฯ กทม. จำเลยที่ 2 ซึ่งศาลยกฟ้อง กล่าวว่า ขอขอบคุณทุกกำลังใจที่สนับสนุน ส่วนจำเลยทั้ง 4 คนก็รู้สึกดีใจเพราะเราต่อสู้คดีขึ้นศาลมาเกือบ 5 ปีและค่อนข้างลำบากในการใช้ชีวิตประจำวันพอสมควร แต่ว่าสิ่งที่พวกเราทุกคนยึดถือเหมือนกันคือเคารพกระบวนการยุติธรรม โดยมาศาลทุกครั้งไม่เคยขาด เมื่อใครเดินทางไปต่างประเทศก็กลับมาตามกำหนดนัดทุกครั้ง คดีนี้ศาลพิพากษายกฟ้อง เนื่องจากศาลมองว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ในช่วงปี 2556-2557 เป็นการชุมนุมที่อยู่ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญซึ่งศาลรัฐธรรมนูญก็ได้วินิจฉัยไว้ด้วยค่อนข้างชัดเจนแล้ว ประกอบกับการเดินทางไปชุมนุมตามในที่ต่างๆ ของกลุ่มผู้ชุมนุมเองก็เป็นไปโดยสงบ อหิงสาและสันติ ไม่ได้มีความรุนแรงเกิดขึ้นแต่อย่างใด ซึ่งเป็นสิ่งที่ศาลท่านมองเห็นและวินิจฉัยในวันนี้

ขณะที่นายสุเทพ อดีตเลขาธิการ กปปส. จำเลยอีกสำนวน ซึ่งวันนี้เดินทางมาให้กำลังใจ กปปส. ชุดแรก ก็กล่าวว่า ในฐานะที่เคยเป็นเลขาธิการ กปปส.ได้ร่วมกันต่อสู้กับพี่น้องประชาชนทั้งประเทศนั้น ตนมีความรู้สึกกังวลในการต่อสู้คดีมาโดยตลอด เพราะว่าจำเลยทุกคนต่างก็มีภาระหน้าที่ที่จะต้องทำ บ้างก็เป็นอาจารย์หรือทำงานด้านสื่อมวลชน แต่ว่าทุกคนก็ต่อสู้คดีด้วยความเด็ดเดี่ยว ยืนหยัดที่จะนำความจริง ข้อเท็จจริงทั้งหลายมาพิสูจน์กันในศาลยุติธรรม ท่ามกลางความเป็นห่วงของมวลมหาประชาชน กปปส.ทั้งหลาย

ดังนั้นเมื่อถึงวันที่ศาลพิพากษายกฟ้องคดี คิดว่าคงจะทำให้พี่น้องประชาชนที่รักชาติรักแผ่นดินมีความสุขใจขึ้น ได้เห็นว่าสิ่งที่ได้ทุ่มเททำงานเพื่อบ้านเมืองแม้จะต้องเหนื่อยยากลำบาก และได้รับผลกระทบจากที่ร่วมชุมนุมมานาน 4-5 ปีนั้น วันนี้กระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยได้พิสูจน์ให้เห็นว่าทุกอย่างเป็นไปตามระบบ และเป็นสิ่งที่พวกเราประชาชนคนไทยช่วยกันดูแลรักษากันต่อไป

เมื่อถามว่าคำพิพากษาจะเป็นแนวทางให้กับ กปปส.ชุดใหญ่ที่คดีอยู่ในกระบวนการศาลหรือไม่ นายสุเทพ กล่าวว่า เป็นเรื่องของการต่อสู้คดีของ แกนนำ กปปส.ชุดใหญ่ เห็นว่าศาลชั้นต้นจะต่อสู้คดีในแนวทางไหน  ซึ่งศาลอาญาได้อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่วินิจฉัยไว้หลายครั้งหลายหนในปี 2556-2557  แต่ว่าหากการกระทำของผู้ชุมนุมใด เป็นความผิดกฎหมายอาญาอื่นก็ต้องรับผิดไป อย่างไรก็ตามหลังจากนี้เราจะได้นำคำพิพากษาฉบับเต็มมาศึกษาต่อไปด้วย

ด้านนายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด ได้กล่าวว่า คณะทำงานอัยการที่รับผิดชอบการดำเนินคดี ของสำนักงานคดีพิเศษได้รายงานผลคดีให้อธิบดีอัยการ สำนักงานคดีพิเศษและนายเข็มชัย ชุติวงศ์ อัยการสูงสุด ทราบแล้ว ขั้นตอนกฎหมายต่อจากนี้คณะทำงานอัยการผู้รับผิดชอบดำเนินคดี จะดำเนินการขอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มพร้อมถ้อยคำสำนวนศาล จากนั้นก็จะเสนอคำพิพากษาพร้อมสำนวนและความเห็นว่าควรอุทธรณ์หรือไม่ไปยังอธิบดีอัยการศาลสูงเพื่อพิจารณาต่อไป โดยคดีนี้เป็นคดีสำคัญตามระเบียบของสำนักงานอัยการสูงสุด ดังนั้นอธิบดีอัยการศาลสูง จะเป็นผู้รับผิดชอบและกำกำกับดูแลการพิจารณา คดีในชั้นอุทธรณ์ว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ ขณะนี้ต้องถือว่าคดียังไม่ถึงที่สุดตามกฎหมาย

ดังนั้นส่วนของคดีการชุมนุม กปปส. ที่ยังอยู่ระหว่างสืบพยานโจทก์ ชุดนายสุเทพ เทือกสุบรรณ กับแกนนำ กปปส. รวม 32 ราย และผู้ต้องหาที่เหลืออีก 14 รายซึ่งร่วมชุมนุมกับ กปปส. ที่อัยการมีคำสั่งฟ้องแล้วแต่ยังไม่ได้ส่งตัวฟ้องนั้นต้องถือเป็นเหตุลักษณะคดีกับคดีที่ยกฟ้องในครั้งนี้ซึ่งขณะนี้ถือว่าคำสั่งฟ้องและการดำเนินคดียังมีผลตามกฎหมายทุกประการ แต่เมื่อทั้งหมดเป็นเหตุลักษณะคดีดังกล่าวก็คงต้องรอผลการพิจารณาของอธิบดีอัยการศาลสูงและคณะทำงานของสำนักงานคดีพิเศษก่อน ผลคืบหน้าคณะโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดจะได้แถลงให้ทราบต่อไป

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ [email protected] โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top