สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2562

สรุปมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ประจำวันที่ 30 กรกฎาคม 2562

วันอังคาร ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2562, 17.25 น.

วันนี้ (30 กรกฎาคม 2562) เวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุม 501 ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งสรุปสาระสำคัญดังนี้

กฎหมาย


1. เรื่อง ระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ 2562 และระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2562 รวม 2 ฉบับ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. 2562 และระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ 2562 รวม 2 ฉบับ ตามที่สำนักงบประมาณ (สงป.) เสนอและให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนำระเบียบดังกล่าว รวม 2 ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาต่อไป

                   สาระสำคัญของร่างระเบียบ

                    1. ร่างระเบียบว่าด้วยการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรระหว่างหน่วยรับงบประมาณ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดวิธีการในการโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการและงบประมาณรายจ่ายบุคลากรของหน่วยรับงบประมาณ ไปให้หน่วยรับงบประมาณอื่นภายใต้แผนงานบูรณาการเดียวกันหรือภายใต้แผนงานบุคลากรภาครัฐได้ ดังนี้

เรื่อง

สาระสำคัญ

1. งบประมาณที่จะนำมาโอน

• ต้องเป็นงบประมาณรายจ่ายที่หน่วยรับงบประมาณไม่สามารถใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพันให้เป็นไปตามแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ รวมถึงงบประมาณเหลือจ่ายจากการใช้จ่ายหรือใช้จ่ายบรรลุวัตถุประสงค์แล้ว

• ไม่รวมถึงงบประมาณรายจ่ายที่เป็นเงินอุดหนุนทั่วไปที่มีกฎหมายกำหนดให้ได้รับการจัดสรรงบประมาณเป็นเงินอุดหนุน (ได้แก่ หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ และองค์กรอัยการ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น)

2. การโอนงบประมาณรายจ่ายบูรณาการ

• ผู้ที่คณะรัฐมนตรีมอบหมายให้เป็นประธานคณะกรรมการจัดทำงบประมาณบูรณาการเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติหลักการในการโอนงบประมาณ

• ให้หน่วยงานเจ้าภาพบูรณาการเป็นหน่วยงานหลักในการเสนอความเห็นว่าสมควรให้มีการโอนงบประมาณให้หน่วยงานใดหรือไม่ โดย สงป. จะเสนอความเห็นประกอบด้วย

• หากอนุมัติหลักการให้โอนงบประมาณแล้ว หน่วยรับงบประมาณที่ขอรับโอนงบประมาณ จะต้องจัดทำแผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณส่งให้ สงป. เพื่อดำเนินการต่อไป

3. การโอนงบประมาณรายจ่ายบุคลากร

• จะเริ่มพิจารณาก่อนสิ้นไตรมาสที่ 3 คือ ประมาณสิ้นเดือนพฤษภาคม

• สงป. จะร่วมกับหน่วยงานรับงบประมาณตรวจสอบการใช้จ่ายว่ามีงบประมาณรายจ่ายบุคลากรที่ไม่สามารถใช้จ่ายหรือก่อหนี้ผูกพัน สามารถโอนไปให้หน่วยรับงบประมาณอื่นหรือไม่

• กรณีหน่วยรับงบประมาณที่มีงบประมาณรายจ่ายบุคลากรไม่เพียงพอ สามารถจะจัดทำคำของบประมาณมาที่ สงป. ได้ เมื่อสิ้นไตรมาสที่ 3

                   2. ร่างระเบียบว่าด้วยการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. .... มีสาระสำคัญเป็นการกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับการบริหารงบประมาณรายจ่ายรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ เพื่อให้หน่วยรับงบประมาณใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพโดยเป็นการแก้ไขข้อความเล็กน้อยเพื่อให้สอดคล้องกับพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 โดยยังคงสาระสำคัญตามระเบียบการก่อหนี้ผูกพันข้ามปีงบประมาณ พ.ศ. 2534 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ดังนี้

                             2.1 แก้ไขคำว่า “ส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ” เป็น “หน่วยรับงบประมาณ”

                             2.2 เพิ่มเติมกรณีการเพิ่มวงเงินก่อหนี้ผูกพันซึ่งจะต้องเสนอคณะรัฐมนตรีอนุมัติโดยกำหนดให้กรณีที่ต้องมีการขยายระยะเวลาการก่อหนี้ผูกพัน ก็ให้เสนอคณะรัฐมนตรีในคราวเดียวกันด้วย

                             2.3 เพิ่มเติมให้ สงป. สามารถกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข หรือวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการบริหารวงเงินงบประมาณรายจ่ายที่ตั้งไว้สำหรับรายการก่อหนี้ผูกพันข้ามปี ทั้งนี้ เพื่อให้การบริหารวงเงินงบประมาณสอดคล้องกับงวดงานที่ดำเนินการจริง

 

เศรษฐกิจ - สังคม

2. เรื่อง การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน พร้อมหลักฐานที่พิสูจน์ความมีอยู่จริงของทรัพย์สินและหนี้สิน รวมทั้งหลักฐานการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีที่ผ่านมาของรัฐมนตรีในการเข้ารับตำแหน่งและพ้นจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย  พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เกี่ยวข้อง

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 234 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 102 และมาตรา 105 และประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติที่เกี่ยวข้องได้กำหนดเกี่ยวกับการแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี สรุปได้ดังนี้

                   1. วันเข้ารับตำแหน่ง

                   นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามที่มีอยู่จริงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภายใน 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันเข้ารับตำแหน่ง (วันเข้ารับตำแหน่ง หมายถึง วันถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์)

                   2. วันพ้นจากตำแหน่ง

                   นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ตามที่มีอยู่จริงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ภายใน 60 วัน นับแต่วันถัดจากวันพ้นจากตำแหน่ง (วันพ้นจากตำแหน่ง หมายถึง วันที่ลาออก หรือวันที่พ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุอื่น แล้วแต่กรณี ส่วนในกรณีที่คณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้หมายถึง วันที่คณะรัฐมนตรีคณะใหม่ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์)

                   3. กรณีพ้นจากตำแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่ หรือเข้ารับตำแหน่งอื่นที่ต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินหรือหนี้สิน

                   กรณีที่นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่ภายใน 1 เดือน นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีดังกล่าวไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินกรณีพ้นจากตำแหน่งและกรณีเข้ารับตำแหน่งใหม่ แต่ไม่ต้องห้ามที่จะยื่นเพื่อเป็นหลักฐาน

                   4. บุคคลที่ถือว่าเป็นคู่สมรส

                   การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินของคู่สมรสตามข้อ 1 และข้อ 2 ให้หมายความรวมถึงผู้ซึ่งอยู่กินกันฉันสามีภริยาโดยมิได้จดทะเบียนสมรสด้วย ดังนี้

                             4.1 บุคคลซึ่งได้ทำพิธีมงคลสมรสหรือพิธีอื่นใดในทำนองเดียวกันกับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรี โดยมีบุคคลในครอบครัวหรือบุคคลภายนอกรับทราบว่าเป็นการอยู่กินกันฉันสามีภริยาตามประเพณี

                             4.2 บุคคลซึ่งนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีแสดงให้ปรากฏว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน หรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะดังกล่าว

                             4.3 บุคคลซึ่งจดทะเบียนสมรสกับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีและต่อมาได้จดทะเบียนหย่าขาดจากกันตามกฎหมายแล้ว แต่ยังแสดงให้ปรากฏหรือมีพฤติการณ์เป็นที่รับรู้ของสังคมทั่วไปว่ามีสถานะเป็นสามีภริยากัน

                   5. การขอขยายเวลาการยื่นบัญชีแสดงรายการฯ และการขอแก้ไขบัญชีแสดงรายการฯ

                             5.1 ก่อนครบกำหนดตามระยะเวลาข้อ 1 และข้อ 2 ผู้ยื่นบัญชีอาจยื่นคำขอขยายระยะเวลายื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินได้ โดยต้องระบุเหตุผลและความจำเป็นต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ โดยอาจมีการขยายระยะเวลาได้ไม่เกิน 30 วัน นับแต่วันที่ครบกำหนดระยะเวลาที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน

                             5.2 กรณีการขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินที่ได้ยื่นไว้แล้ว มีดังนี้

                                      5.2.1 ก่อนครบกำหนดระยะเวลาตามข้อ 1 และข้อ 2 ผู้ยื่นบัญชีสามารถยื่นคำขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบที่ได้ยื่นไว้แล้ว

                                      5.2.2 หากครบกำหนดระยะเวลาตามข้อ 1 และข้อ 2 แล้ว ให้ผู้ยื่นบัญชียื่นคำขอแก้ไขหรือเพิ่มเติมบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบพร้อมคำชี้แจงต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

                   6. ทรัพย์สินที่จะต้องแสดงรายการฯ

                             6.1 ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะตามที่มีอยู่จริงในวันเข้ารับตำแหน่งหรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี

                             6.2 ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะในต่างประเทศตามที่มีอยู่จริง

                             6.3 ทรัพย์สินและหนี้สินของตน คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะที่มอบหมายให้อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

                   7. เอกสารที่ต้องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ

                             7.1 บัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินที่มีอยู่จริงในวันที่เข้ารับตำแหน่งหรือวันที่พ้นจากตำแหน่ง แล้วแต่กรณี ตามแบบที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติกำหนด

                             7.2 สำเนาหลักฐานที่พิสูจน์ได้ว่าทรัพย์สินและหนี้สินนั้นมีอยู่จริง

                             7.3 สำเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรอบปีภาษีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ เอกสารที่ยื่นจะต้องมีลายมือชื่อผู้ยื่นรับรองกำกับไว้ทุกหน้า โดยให้จัดทำเอกสารทั้งหมดจำนวน 2 ชุด ชุดหนึ่งเป็นต้นฉบับ และอีกชุดหนึ่งเป็นสำเนาคู่ฉบับ

                   8. วิธียื่นบัญชีแสดงรายการฯ

                             8.1 จัดส่งด้วยตัวเอง หรือมอบหมายให้บุคคลอื่นจัดส่งแทน

                             8.2 จัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ

                   9. ผลของการไม่ยื่นบัญชี หรือยื่นบัญชีเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ

                             9.1 ผู้ที่จงใจไม่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน หรือจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น ให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย โดยให้ผู้นั้นหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองประทับรับฟ้อง และถ้าหากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยว่าผู้ใดกระทำความผิด ให้ผู้นั้นพ้นจากตำแหน่งนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่

                             9.2 ผู้กระทำความผิดตามข้อ 9.1 จะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งตลอดไป และไม่มีสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองใด ๆ และอาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นระยะเวลาไม่เกิน 10 ปี ด้วย

                             9.3 จำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

3. เรื่อง การจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรีในการเข้ารับตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 170 และมาตรา 187 และพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 มาตรา 4 มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 และมาตรา 10 ได้กำหนดเกี่ยวกับการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี สรุปได้ดังนี้ 

                   1. การจัดการหุ้นส่วนของรัฐมนตรี 

                             1.1 รัฐมนตรี คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของรัฐมนตรี ต้องไม่เป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทหรือไม่คงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท (รวมถึงการถือหุ้นของรัฐมนตรีที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ด้วย) เว้นแต่ในกรณีดังต่อไปนี้

                                      (1) ในห้างหุ้นส่วนจำกัด รัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนจำพวกจำกัดความรับผิดได้ไม่เกินร้อยละห้าของทุนทั้งหมดของห้างหุ้นส่วนจำกัดนั้น

                                      (2) ในบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด รัฐมนตรีเป็นผู้ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละห้าของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่จำหน่ายได้ในบริษัทนั้น

                             1.2 ในกรณีที่รัฐมนตรี คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะของรัฐมนตรี ประสงค์จะได้รับประโยชน์จากการเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ในส่วนที่เกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ให้รัฐมนตรีดำเนินการดังต่อไปนี้1

                                      (1) แจ้งเป็นหนังสือให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และ

                                      (2) โอนหุ้นส่วนหรือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นให้นิติบุคคลภายใน 90 วันนับแต่วันที่ได้แจ้งให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และเมื่อได้ดำเนินการโอนหุ้นส่วนหรือหุ้นให้กับนิติบุคคลใดแล้ว ให้รัฐมนตรีแจ้งเป็นหนังสือให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้โอนหุ้นส่วนหรือหุ้นนั้น

                   2. นิติบุคคลที่รัฐมนตรีจะโอนหุ้นส่วนหรือหุ้นให้จัดการได้ 

                             2.1 ต้องเป็นนิติบุคคลที่มีอำนาจจัดการกองทุนส่วนบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือนิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นตามกฎหมายโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. 

                             2.2 ต้องเป็นนิติบุคคลที่ไม่มีกรรมการหรือพนักงานซึ่งนิติบุคคลนั้นมอบหมายให้เป็นผู้จัดการในการบริหารและจัดการหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรีที่มีผลประโยชน์ หรือมีส่วนได้เสียกับรัฐมนตรี คู่สมรสของรัฐมนตรี เจ้าหนี้หรือลูกหนี้ของรัฐมนตรี 

                   3. ในการโอนหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรีให้กับนิติบุคคล ให้รัฐมนตรีโอนกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนหรือหุ้นให้กับนิติบุคคลโดยเด็ดขาดแต่การจัดการหรือการจัดหาผลประโยชน์เกี่ยวกับหุ้นส่วนหรือหุ้นของรัฐมนตรี ให้เป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาจัดการหุ้นส่วน หรือหุ้นของรัฐมนตรี โดยต้องจัดทำตามแบบที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ประกาศกำหนด 

                   4. ผลของการที่รัฐมนตรีไม่แจ้งการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของรัฐมนตรี คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ในส่วนที่เกินร้อยละ 5 ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้ง จะทำให้ถูกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภา เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาที่ตนเป็นสมาชิกว่า ความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีคนนั้นสิ้นสุดลง และให้ประธานแห่งสภาที่ได้รับคำร้องส่งคำร้องนั้นไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของรัฐมนตรีคนนั้นสิ้นสุดลง  หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นผู้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ด้วย ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82

--------------------------------------

1 คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2551 ได้วางหลักไว้ว่าพระราชบัญญัติการจัดการหุ้นส่วนและหุ้นของคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2543 มาตรา 5 กำหนดให้รัฐมนตรีต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรี และโอนหุ้นส่วนในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทนั้นให้นิติบุคคลซึ่งจัดการทรัพย์สินเพื่อประโยชน์ของผู้อื่นภายใน 90 วันนับแต่วันที่แจ้งให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบ และจะต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ทราบอีกครั้งภายใน 10 วันนับแต่วันที่ได้โอนหุ้นให้นิติบุคคลนั้น ซึ่งแม้ว่ามาตรา 5 แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวจะไม่มีบทบัญญัติให้รัฐมนตรีแจ้งความประสงค์ที่จะรับประโยชน์จากการเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของคู่สมรสและบุตร ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะนั้นเป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญให้นำบทบัญญัติสำหรับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมาใช้บังคับ เมื่อบทบัญญัติสำหรับนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมีกฎหมายบัญญัติไว้อย่างไร ก็ย่อมจะนำมาใช้บังคับกับคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะได้ด้วย ดังนั้น รัฐมนตรีจึงมีหน้าที่ต้องแจ้งความประสงค์จะรับประโยชน์จากกรณีดังกล่าวของคู่สมรสและบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อประธานกรรมการ ป.ป.ช. ด้วย

 

4. เรื่อง ระบบผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

                    คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอระบบผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา ดังนี้

                   สาระสำคัญของเรื่อง

                   1. ที่มาและหลักการของระบบผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

                             1.1 โดยที่การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีจะต้องอาศัยกลไกการทำงานของกระทรวง ส่วนราชการ และหน่วยงานของรัฐต่างๆ ที่จะต้องทำงานประสานสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้การดำเนินนโยบายของคณะรัฐมนตรีบรรลุเป้าหมาย สลค. จึงได้ดำเนินการพัฒนาระบบประสานงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภามาโดยตลอดอย่างต่อเนื่อง

                             1.2 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (23 กันยายน 2546 และ 11 พฤศจิกายน 2546) ให้ความเห็นชอบจัดตั้งระบบผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาบนแนวคิดที่จะมุ่งให้การประสานงานในภารกิจที่เกี่ยวข้องกับคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของส่วนราชการทั้งหลายเป็นไปอย่างราบรื่น โดยมีหลักการให้ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา หรือที่เรียกว่า ปคร. มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางของส่วนราชการนั้น ๆ ในการประสานงานกับส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับภารกิจของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และต่อมาเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2551 ได้มีการประกาศใช้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พ.ศ. 2551 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของ ปคร. ให้มีประสิทธิภาพและมีความชัดเจนมากขึ้น

                   2. หน้าที่ของผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา

                             2.1 ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พ.ศ. 2551 ได้กำหนดหน้าที่ของผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาไว้ ดังนี้

                                      (1) ประสานงานเกี่ยวกับการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและระยะเวลาที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548 และระเบียบว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548

                                      (2) ให้คำแนะนำเกี่ยวกับกระบวนการการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรีแก่เจ้าหน้าที่ของส่วนราชการที่จัดทำเรื่องเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

                                      (3) ประสานงานกับหน่วยงานในสังกัดในการจัดทำความเห็นในเรื่องที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้ขอความเห็นเพื่อให้สามารถส่งความเห็นได้ทันตามกำหนดเวลา

                                      (4) ประสานงานและติดตามให้หน่วยงานในสังกัดจัดทำข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่เสนอต่อคณะรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมาย

                                      (5) ประสานงานเกี่ยวกับวาระการประชุมของคณะรัฐมนตรีและมติคณะรัฐมนตรีให้หน่วยงานในสังกัดทราบ

                                      (6) รวบรวมมติคณะรัฐมนตรีของส่วนราชการ

                                      (7) ประสานงานและติดตามผลการดำเนินงานของส่วนราชการให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี

                                      (8) ประสานงานในการวางแผนการเสนอเรื่องต่อคณะรัฐมนตรี รวมทั้งการวางแผนเสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา

                                      (9) ประสานงานและติดตามความคืบหน้าของร่างกฎหมายและเรื่องอื่น ๆ ที่เสนอต่อรัฐสภาในขั้นตอนต่าง ๆ รวมทั้งประสานงานกับรัฐมนตรีเพื่อชี้แจงร่างกฎหมาย ญัตติ กระทู้ถาม และเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา

                                      (10) ประสานงานเกี่ยวกับเรื่องอื่น ๆ ในภารกิจของคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาตามที่รัฐมนตรีมอบหมาย            

                             2.2 คณะรัฐมนตรีได้มีมติ (27 พฤศจิกายน 2551) เห็นชอบให้หน่วยงานที่มีผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาพิจารณามอบหมายให้ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเป็นผู้ประสานงานหรือดำเนินการให้เป็นไปตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาขอความร่วมมือในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติและเรื่องอื่น ๆ ในชั้นการพิจารณาของวุฒิสภา ดังนี้

                                      (1) ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภาก่อนการประชุมวุฒิสภา ให้ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของหน่วยงานผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติฉบับนั้น ๆ หรือหน่วยงานผู้ได้รับแต่งตั้งจากสภาผู้แทนราษฎรให้เป็นกรรมาธิการพิจารณาร่างพระราชบัญญติในชั้นสภาผู้แทนราษฎรเข้าร่วมประชุมชี้แจงแสดงความคิดเห็น ตลอดจนให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรในที่ประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ก่อนนำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมวุฒิสภาต่อไป

                                      (2) ในชั้นวาระที่หนึ่งของวุฒิสภา ให้ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเข้าร่วมเป็นกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญติตามข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ข้อ 81 วรรคสองด้วย

                   3. การแต่งตั้งผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง แล้วแต่กรณี แต่งตั้งบุคคลเพื่อทำหน้าที่ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา และส่งหนังสือแจ้งมายัง สลค. เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีทราบตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา พ.ศ. 2551 ดังนี้

                             3.1 ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของรองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้รองนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แล้วแต่กรณี แต่งตั้งจากข้าราชการการเมืองหรือข้าราชการประจำ ตามที่เห็นสมควร

                             3.2 ผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาของส่วนราชการ ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัดแต่งตั้งจากข้าราชการประจำผู้ดำรงตำแหน่งระดับ 10 หรือข้าราชการประจำผู้ดำรงตำแหน่งที่เทียบเท่า

                   4. บทบาทของผู้ประสานงานคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาในการสนับสนุนการทำงานของคณะรัฐมนตรี

                             4.1 ประสานงานกับ สลค. ในกรณีต้องการนำเรื่องสำคัญเร่งด่วนหรือเรื่องที่มีเงื่อนไขเวลาที่ต้องดำเนินการเสนอคณะรัฐมนตรีได้ทันการณ์

                             4.2 ประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องเสนอความเห็นเพื่อประกอบการพิจารณาเรื่องที่เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อขอทราบความเห็น หรือเร่งรัดให้ดำเนินการตอบความเห็นเพื่อให้เรื่องต่าง ๆ สามารถเข้าสู่กระบวนการตัดสินใจของคณะรัฐมนตรีได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว

                             4.3 ประสานงานกับ สลค. ขอให้แจ้งยืนยันมติคณะรัฐมนตรีในเรื่องที่มีความเร่งด่วนเป็นกรณีพิเศษ

                             4.4 รายงานผลการพิจารณาร่างกฎหมายที่เสนอต่อรัฐสภาให้ทราบเป็นระยะ ๆ

 

5. เรื่อง สถานการณ์และแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงปี 2562 ระยะเร่งด่วน

               คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบสถานการณ์และแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วงปี 2562 ระยะเร่งด่วน ตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เสนอ ดังนี้

                   ตามที่ได้เกิดสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง (มิถุนายน 2562 ถึงปัจจุบัน) ที่เกิดขึ้นในหลายพื้นที่
ทั่วประเทศ ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและ
เพื่อการเกษตร ดังนั้น พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
ได้สั่งการให้ทุกส่วนราชการและเหล่าทัพสนับสนุนอากาศยานและกำลังพลร่วมการปฏิบัติการฝนหลวง
เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง และร่วมแก้ไขปัญหาเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนโดยเร็ว

                   กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดตามสถานการณ์ และดำเนินการแก้ไขปัญหาฝนทิ้งช่วง ที่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร สรุปได้ดังนี้

                   1. สถานการณ์และแนวโน้ม

                       สภาพฝน กรมอุตุนิยมวิทยา ได้คาดหมายปริมาณฝนในช่วงฤดูฝนปี 2562 จะมีปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศน้อยกว่าปี 2561 และน้อยกว่าค่าปกติประมาณ 5-10 % (ปีที่แล้วต่ำกว่าค่าปกติ 3%) โดยช่วงต้นเดือนกรกฎาคม บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีปริมาณและการกระจายของฝนลดลง และมีปริมาณฝนน้อยกว่าค่าปกติ ก่อให้เกิดการขาดแคลนน้ำด้านการเกษตร

                       สถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่
ทั้ง 35 แห่ง ณ วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 มีปริมาณน้ำใช้การได้ทั้งประเทศ 10,729 ล้านลูกบาศก์เมตร
คิดเป็นร้อยละ 23 ของความจุ (น้อยกว่าปริมาณน้ำปี 2561 อยู่ 11,484 ล้านลูกบาศก์เมตร) โดยมีอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ที่มีปริมาตรต่ำกว่าร้อยละ 30 ของความจุ รวม 19 แห่ง ปริมาตรระหว่างร้อยละ 30 – 50 รวม 10 แห่ง และปริมาตรมากกว่าร้อยละ 50 รวม 6 แห่ง ซึ่งถือว่าขณะนี้มีปริมาณน้ำน้อย

                       สถานการณ์การเพาะปลูกข้าวปี 2562/63 จากข้อมูลการสำรวจของกรมส่งเสริมการเกษตร ณ วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 จำนวน 47.88 ล้านไร่ ยังไม่ปลูกอีก 12.45 ล้านไร่

                       ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ พบว่า ฝนทิ้งช่วงจะส่งผลต่อปริมาณ คุณภาพ ผลผลิตของเกษตรกรจะลดลงหรือเสียหาย และผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนเกษตรกร ปัจจุบัน ยังไม่มีรายงานความเสียหายและไม่มีการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ ตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ

          2. แนวทางบริหารจัดการความเสี่ยงและบรรเทาผลกระทบ

             กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้ดำเนินการทันที และเตรียมการแก้ไขในระยะยาว
โดยบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพอากาศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพื่อให้ปฏิบัติงานได้ทันที และมีแผนปฏิบัติที่ครอบคลุมการแก้ไขปัญหาในระยะต่อไป

             การเผชิญเหตุระยะเร่งด่วน

                       1. ปฏิบัติการฝนหลวง เพื่อเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและพื้นที่การเกษตรที่ประสบปัญหาฝนทิ้งช่วง กรมฝนหลวงและการบินเกษตร บูรณาการการปฏิบัติร่วมกับกองทัพ โดยกองทัพสนับสนุนอากาศยานเพิ่ม จำนวน 7 ลำ จากกองทัพบก 1 ลำ กองทัพอากาศ 5 ลำ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ 1 ลำ พร้อมกำลังพล 88 นาย

                       2. สำรวจพื้นที่ขาดแคลนน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ เช่น รถบรรทุกน้ำ เครื่องสูบน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ทันที และสร้างการรับรู้ ร่วมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด ดำเนินการ ดังนี้

                          2.1 ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บูรณาการสำรวจข้อมูลพื้นที่การเกษตรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะฝนทิ้งช่วง รวมทั้งจัดทำชุดข้อมูลแนวโน้ม/สถานการณ์น้ำในอนาคต วิเคราะห์ความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น วิธีการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในไร่นา การสะสมน้ำต้นทุน และความชื้นในดิน เป็นต้น เพื่อสื่อสารสร้างการรับรู้ให้แก่เกษตรกร และผู้ใช้น้ำได้ตระหนักและเข้าใจสถานการณ์ความเสี่ยง และให้ความร่วมมือในระดับที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูล แนวโน้ม เรียนรู้ที่จะปรับตัวและบรรเทาผลกระทบให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เช่น วิธีการดูแลรักษาพืชในภาวะแห้งแล้งฝนทิ้งช่วง ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูกพืชอายุสั้นใช้น้ำน้อยทดแทนการเพาะปลูกข้าวในช่วงเดือนสิงหาคม - กันยายน 2562 

                          2.2 การจัดเตรียมเครื่องสูบน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรเครื่องมือสนับสนุนอื่นๆ
ทั้งประเทศ จำนวน 4,850 หน่วย เพื่อสนับสนุนและพร้อมให้การช่วยเหลือทันท่วงที กระจายอยู่ตามโครงการชลประทานทุกจังหวัด และเตรียมพร้อมแหล่งน้ำต้นทุนในพื้นที่ใกล้เคียงระบบชลประทาน สำหรับการแจกจ่ายน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค

                          2.3 แจ้งเตือนให้เกษตรกรที่ยังไม่ได้เริ่มทำการปลูกข้าว ให้ชะลอการปลูกไปจนกว่าจะสิ้นสุดภาวะฝนทิ้งช่วง หรือจนกว่าปริมาณและการกระจายของฝนมีความสม่ำเสมอ และหากมีภาวะการขาดแคลนน้ำให้ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วนเพื่อให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด รวมทั้ง สร้างการรับรู้ ร่วมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ให้มีการใช้น้ำประหยัดอย่างต่อเนื่อง

                          2.4 วางแผนการเพาะปลูกพืชและปฏิทินการเพาะปลูกเป็นการล่วงหน้า โดยเฉพาะในฤดูแล้งปี 2562/63 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ                    

                          2.5 จัดตั้ง War room ทุกจังหวัด เร่งสำรวจพื้นที่ประสบฝนทิ้งช่วงทุกจังหวัดพร้อมช่วยเหลือเกษตรกรผู้ประสบฝนทิ้งช่วง และแนะนำให้เกษตรกรมาขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนก่อนเกิดความเสียหาย

                       3. ปรับแผนการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ และเพิ่มความเข้มงวดติดตาม กำกับ การจัดสรรน้ำในระดับพื้นที่เพื่อให้ใช้น้ำอย่างประหยัด และมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภคบริโภค รักษาระบบนิเวศเพียงพอถึงฤดูแล้งปี 2562/63 ดำเนินการ ดังนี้

                          3.1  เก็บน้ำในอ่างเก็บน้ำไว้ให้มากที่สุด ไม่ระบายน้ำจากเขื่อนจนกว่าปริมาณน้ำ
จะมากกว่าเส้นควบคุมตอนล่าง และบริหารปริมาณน้ำฝนที่ไหลลงสู่ระบบคลองชลประทาน แทนการบริหารน้ำ
ที่ระบายจากเขื่อน

                          3.2  พื้นที่ดอนที่ยังไม่ได้ปลูก ให้ประชาสัมพันธ์แนะนำให้เกษตรกรชะลอการเพาะปลูกตามปริมาณฝนที่ตกในพื้นที่ หรือสนับสนุนการปลูกพืชใช้น้ำน้อย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดความเสียหายของผลผลิต สำหรับพื้นที่เพาะปลูกแล้ว จะดำเนินมาตรการส่งน้ำแบบประณีตด้วยวิธีเปียกสลับแห้ง ส่งน้ำแบบรอบเวรหมุนเวียนในแต่ละพื้นที่

                          3.3  จัดแผนหมุนเวียน/จัดรอบเวรการใช้น้ำในระบบลุ่มน้ำ และบริหารจัดการน้ำ
ที่จัดสรรอย่างเข้มงวด และสอดคล้องกับสถานการณ์

                          3.4  พิจารณาการใช้น้ำจากแก้มลิงธรรมชาติ และเสริมแหล่งน้ำด้วยบ่อน้ำบาดาล ในพื้นที่ที่เป็นที่ดอน

                          3.5 การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา เมื่อประเมินน้ำฝนที่ตกลงมาแล้ว พบว่า มีความจำเป็นต้องปรับลดแผนการระบายน้ำ เพื่อประหยัดการใช้น้ำตลอดฤดูฝน และให้มีปริมาณน้ำเพียงพอ สำหรับการอุปบริโภค บริโภค ในปี 2563 เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำเป็นไปได้ตามแผนที่วางไว้ จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรการควบคุมการบริหารจัดการน้ำ ดังนี้

                                1) ประตูระบายน้ำที่รับน้ำจากแม่น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะเปิดรับน้ำเฉพาะการอุปโภคบริโภคเป็นครั้งคราว ทั้งนี้ อาคารเชื่อมต่อที่ดูแลโดยองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ให้จัดทำปฏิทินการรับน้ำส่งให้กรมชลประทาน

                                2) ลำน้ำหรือคลองส่งน้ำที่มีความจำเป็นต้องรับน้ำเข้าเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลิ่งลำน้ำ ให้รับน้ำเข้าในเกณฑ์ต่ำสุด ซึ่งกรมชลประทานจะกำหนดอัตราการรับน้ำที่เหมาะสมให้

                                3) ขอความร่วมมือ ไม่ให้เกษตรกร ทำการปิดกั้นลำน้ำหรือสูบน้ำเข้าพื้นที่เพาะปลูกเช่นกัน ทั้งนี้ หากพื้นที่ใดมีความจำเป็นจะต้องสูบน้ำเพื่อใช้สำหรับการอุปโภคบริโภค ให้จัดทำปฏิทินการสูบน้ำ ส่งให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับทราบ

                                4) สถานีสูบน้ำของการประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาส่วนท้องถิ่นสามารถทำการสูบน้ำได้ตามปกติ ทั้งนี้ให้จัดทำปฏิทินการสูบน้ำ ส่งให้กรมชลประทาน

                                5) ลดการเพาะเลี้ยงปลาในกระชังในแม่น้ำปิง แม่น้ำน่าน แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำท่าจีนและในระบบชลประทาน

                                6) ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและควบคุมไม่ให้มีการปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำ

คูคลอง และแหล่งน้ำต่างๆ เนื่องจากทำให้ต้องระบายน้ำจากอ่างเก็บน้ำเพิ่มขึ้นเพื่อเจือจางน้ำเสีย

                       การช่วยเหลือเยียวยาระยะสั้น

                       1. การบรรเทาความเดือดร้อนด้านรายได้เพื่อเสริมสภาพคล่องของเศรษฐกิจครัวเรือนเกษตรกรที่ประสบภัยฝนทิ้งช่วง โดยการสนับสนุนเงินทุนแก่สมาชิกสหกรณ์ สนับสนุนเงินทุนดอกเบี้ยต่ำจากกองทุนพัฒนาสหกรณ์ให้สหกรณ์วงเงิน 1,600 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 1 เป็นระยะเวลา 3 - 5 ปี โดยมีวงเงินกู้ให้สมาชิกรายละไม่เกิน 30,000 – 50,000บาท ผ่านการดำเนินโครงการ 3 โครงการ ได้แก่

                          1.1  โครงการส่งเสริมอาชีพสมาชิกสหกรณ์ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง วงเงิน 600 ล้านบาท มี 2 กิจกรรม ได้แก่ ให้สมาชิกกู้ยืมเพื่อพัฒนาอาชีพ และเพื่อจัดหาแหล่งน้ำทำการเกษตร

                          1.2  โครงการจัดหาแหล่งน้ำให้สมาชิกสหกรณ์ วงเงิน 400 ล้านบาท

                          1.3  โครงการสนับสนุนสินเชื่อเพื่อพัฒนาธุรกิจสหกรณ์ วงเงิน 600 ล้านบาท

                       2.  การช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลัง เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือฯ เกษตรกรจะได้รับการช่วยเหลือ ข้าว ไร่ละ 1,113 บาท พืชไร่ ไร่ละ 1,148 บาท พืชสวนและอื่นๆ ไร่ละ 1,690 บาท รายละไม่เกิน 30 ไร่ โดยเร่งสำรวจความเสียหาย เพื่อให้การช่วยเหลือภายใน 90 วัน

                       3. โครงการประกันภัยข้าวนาปี ปีการผลิต 2562 เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงที่ซื้อประกันภัยกับ ธ.ก.ส. จะได้รับการช่วยเหลือ ไร่ละ 1,260 บาท และโครงการประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีการผลิต 2562 เกษตรกรที่ได้รับความเสียหายสิ้นเชิงที่ซื้อประกันภัยกับ ธ.ก.ส. จะได้รับการช่วยเหลือ ไร่ละ 1,500 บาท

                       4. เตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อแจกจ่ายให้กับเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ฝนทิ้งช่วง (มิถุนายน - สิงหาคม 2562) ตามความต้องการพันธุ์ข้าวของเกษตร โดยต้องคำนึงปริมาณน้ำและความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่

                       การดำเนินการในระยะต่อไป

                       1. ประเมินความเสี่ยงต่อปริมาณน้ำต้นทุนในอนาคต เพื่อนำไปสู่การบริหารความต้องการน้ำภาคเกษตรและวางแผนการเพาะปลูกพืชที่สอดคล้องกับปริมาณน้ำ โดยกำหนดปฏิทินการเพาะปลูกให้เหมาะสมกับสถานการณ์น้ำ

                       2. ประเมินความเสี่ยงต่อระดับความมั่นคงด้านอาหาร และผลกระทบต่อการผลิตสินค้าเกษตรและอาหาร การดำรงชีวิต และสภาพคล่องทางการเงินของครัวเรือนเกษตรกร รวมทั้งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง

                       3. ประเมินความเสี่ยง ต่อการปฏิบัติงานเพื่อการแก้ไขปัญหาเร่งด่วน โดยวิเคราะห์มาตรการ งบประมาณที่จะช่วยเหลือเยียวยา และสนับสนุนเกษตรกรให้สามารถประกอบอาชีพการเกษตรได้อย่างต่อเนื่อง

                   ทั้งนี้ หากพบความเสี่ยงที่จะสร้างความเสียหายต่อผลผลิต เกษตรกรเสียโอกาสในการผลิต และกระทบต่อรายได้ในครัวเรือนจนอาจทำให้ขาดสภาพคล่องทางการเงิน และไม่สามารถดำรงชีพขั้นพื้นฐาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเตรียมนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา มาตรการเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ให้สามารถปรับตัวและมีความพร้อมที่จะเผชิญเหตุ และสามารถบริหารความเสี่ยงได้ด้วยตนเองในระดับหนึ่ง เช่น มาตรการเสริมสภาพคล่องทางการเงิน มาตรการเพิ่มขีดความสามารถการผลิตและการตลาด โดยยึดหลักที่จะไม่สร้างภาระงบประมาณภาครัฐ รวมทั้งเป็นมาตรการที่ส่งเสริมให้เกษตรกรมีศักยภาพ และความพร้อมที่จะรับมือกับภาวะฝนทิ้งช่วง ในอนาคตได้ดีกว่าปัจจุบัน รวมทั้ง เป็นมาตรการที่สามารถช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบได้ในห้วงเวลาที่เหมาะสมหรือทันต่อสถานการณ์ต่อไป

 

6. เรื่อง สรุปสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูฝนและมาตรการแก้ไข

                   คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบและเห็นชอบตามที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติเสนอ ดังนี้

                   1. รับทราบสถานการณ์น้ำในปัจจุบัน และการเปิดศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ

                   2. เห็นชอบมาตรการแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ เพื่อให้หน่วยงานนำไปดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

สาระสำคัญ

สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ขอรายงานสรุปสถานการณ์ภัยแล้งในช่วงฤดูฝนและมาตรการแก้ไข ดังนี้

                   1. สรุปการคาดการณ์สภาพอากาศและปริมาณน้ำ

                       1.1 สภาพอากาศและน้ำฝน : กรมอุตุนิยมวิทยาและสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) คาดการณ์ปริมาณฝนในช่วงครึ่งแรกของฤดูฝน (พฤษภาคม-กรกฎาคม) น้อยกว่าค่าปกติ  5 - 10% และส่วนครึ่งหลังของฤดูฝน (สิงหาคม-ตุลาคม) จะมีปริมาณฝนตกใกล้เคียงกับค่าปกติและคาดว่าจะมีพายุพัดผ่านประเทศไทย จำนวน 1 - 2 ลูกในช่วงเดือนสิงหาคม 2562

                          ข้อเท็จจริงสถิติฝนที่ตกจริงในช่วงเดือนมิถุนายน - กลางกรกฎาคม มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าค่าปกติ 30 - 40% ในภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่มีปริมาณฝนมากกว่าปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่แล้งสุด 12% เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเอลนีโญกำลังอ่อน ส่วนภาคอื่น ๆ เป็นไปตามคาดการณ์

                            1.2 ปริมาณน้ำทุกแหล่งน้ำ ณ วันที่ 21 กรกฎาคม 2562 มีปริมาณน้ำรวม 38,665 ล้านลูกบาศก์เมตร (47%) แบ่งเป็น ภาคเหนือ 9,183 ล้านลูกบาศก์เมตร (34%) ภาคกลาง 508 ล้านลูกบาศก์เมตร (20%) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4,246 ล้านลูกบาศก์เมตร (33%) ภาคตะวันตก 18,284 ล้านลูกบาศก์เมตร (68%) ภาคตะวันออก 1,120 ล้านลูกบาศก์เมตร (36%) ภาคใต้ 5,323 ล้านลูกบาศก์เมตร (58%) และศักยภาพน้ำบาดาล 1,228 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อเดือน โดยมีปริมาณน้ำต้นทุนมากกว่าปี 2558 (ปีแล้งสุด) จำนวน 2,293 ล้านลูกบาศก์เมตร (7%) แต่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปี 2561 จำนวน 11,904 ล้านลูกบาศก์เมตร (25%) โดยมีแหล่งน้ำเฝ้าระวังน้ำน้อย (น้อยกว่า 30%) เสี่ยงขาดแคลนน้ำ แยกเป็นขนาดใหญ่ 19 แห่ง (ภาคเหนือ 4 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 8 แห่ง ภาคตะวันออก 3 แห่ง ภาคกลาง 4 แห่ง) ขนาดกลาง 150 แห่ง (ภาคเหนือ 19 แห่ง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 104 แห่ง ภาคตะวันออก 11 แห่ง ภาคกลาง 11 แห่ง ภาคตะวันตก 2 แห่ง ภาคใต้ 3 แห่ง)

                   2.  การวางแผนบริหารจัดการน้ำช่วงต้นฤดูฝนที่ผ่านมา ณ วันที่ 1 พฤษภาคม 2562 มีปริมาณน้ำในแหล่งน้ำทั้งหมดช่วงต้นฤดูฝนปี 2562 น้อยกว่า ปี 2561 ประมาณ 4,849 ล้านลูกบาศก์เมตรรัฐบาลโดยคณะอนุกรรมการวิเคราะห์ติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งมี พลเอก ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน (ในขณะนั้น) ได้ประชุมคณะอนุกรรมการฯ อย่างต่อเนื่องเพื่อกำกับดูแลและกำชับให้หน่วยงานมีการวางแผนจัดสรรน้ำอย่างรัดกุม ตลอดจนกำหนดมาตรการรับมือน้ำหลากและน้ำน้อยด้วย

                        3. การคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้คาดการณ์ ณ วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 พบในเบื้องต้นมีจำนวน 160 อำเภอ 21 จังหวัด และได้แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงาน และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เพื่อเฝ้าระวังเตรียมการวางแผนรับมือ ทบทวน ปรับแผนการจัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ และได้มีการวิเคราะห์คาดการณ์เพิ่มเติม ณ วันที่ 15 กรกฎาคม 2562  พบพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำเป็น 240 อำเภอ 36 จังหวัด แบ่งออกเป็นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 105 อำเภอ   

12 จังหวัด ภาคเหนือ 61 อำเภอ 11 จังหวัด ภาคใต้ 70 อำเภอ 9 จังหวัด ภาคตะวันออก 2 อำเภอ 2 จังหวัด ภาคกลาง 1 อำเภอ 1 จังหวัด และภาคตะวันตก 1 อำเภอ 1 จังหวัด ตามลำดับ ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าจะมีพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำในพื้นที่นอกเขตชลประทานขยายวงกว้างและทวีความรุนแรงขึ้นช่วงระยะต่อจากนี้

                       สำหรับพื้นที่เฝ้าระวังที่มีความเสี่ยงต่อการขาดแคลนน้ำมากที่สุด คือ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีการจัดสรรน้ำมากกว่าแผนในช่วงเวลาเดียวกันและในช่วงเวลาฤดูฝนที่เหลือยังคงมีความต้องการน้ำสุทธิจาก 4 เขื่อนหลัก (เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน)
รวม 2,066 ล้านลูกบาศก์เมตร และมีความจำเป็นต้องสำรองน้ำไว้ใช้อย่างน้อยเพื่อการอุปโภค – บริโภค และรักษาระบบนิเวศน์ตลอดฤดูแล้งที่จะถึง และช่วงต้นฤดูฝนปีถัดไปอีกไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ทำให้เมื่อประเมินน้ำฝนที่ตกลงมาแล้ว พบว่าจำเป็นต้องปรับลดแผนการระบายน้ำหรือประหยัดการใช้น้ำตลอดฤดูฝนที่เหลือมากกว่า 300 ล้านลูกบาศก์เมตร และต้องวางแผนการปลูกพืชในฤดูแล้งถัดมาให้ชัดเจน

                   4. จากสถานการณ์ดังกล่าว สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้เปิดศูนย์อำนวยการน้ำเฉพาะกิจ เพื่อบูรณาการร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงกลาโหม เพื่อติดตาม เฝ้าระวัง วิเคราะห์สถานการณ์น้ำ และผลจากการประชุมคณะทำงานฯ ได้กำหนดมาตรการดำเนินการแก้ไขปัญหาพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำให้หน่วยงานดำเนินการ ดังนี้

    4.1 มาตรการเร่งด่วน

      (1) มอบกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ปฏิบัติการฝนหลวงในพื้นที่เหนือและท้ายอ่างเก็บน้ำ และประสานกับหน่วยงานของกองทัพขอรับการสนับสนุนเครื่องบิน และกำลังพลร่วมดำเนินการ

      (2) มอบกระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสำรวจพื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภค และการเกษตร พร้อมสนับสนุนเครื่องจักรเครื่องมือ เช่น รถบรรทุกน้ำ เครื่องสูบน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้ทันที และสร้างการรับรู้ ร่วมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ให้มีการใช้น้ำอย่างประหยัด

      (3) มอบหน่วยงานที่ดูแลการบริหารจัดการน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ และกลาง (กรมชลประทาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน) ปรับแผนการระบายน้ำจากแหล่งน้ำต่างๆ โดยเฉพาะแหล่งน้ำที่มีปริมาณน้ำน้อยกว่าร้อยละ 30 ของความจุ   และเพิ่มความเข้มงวดติดตาม กำกับ การจัดสรรน้ำในระดับพื้นที่เพื่อให้ใช้น้ำอย่างประหยัด และมีปริมาณน้ำเพียงพอสำหรับอุปโภค - บริโภค รักษาระบบนิเวศเพียงพอถึงฤดูแล้งปี 2562/63

                          (4) มอบการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยและกรมชลประทาน ปรับลด
แผนการระบายน้ำจาก 4 เขื่อนแบบขั้นบันไดเพื่อประหยัดน้ำ โดยมอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงมหาดไทยจัดเตรียมมาตรการรองรับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

                          (5) มอบการประปานครหลวงวางแผนการใช้น้ำจากลุ่มน้ำแม่กลอง โดยร่วมกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และกรมชลประทาน

                          (6) มอบหัวหน้าส่วนราชการระดับกรมและจังหวัด สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำ และแนวทางการแก้ไขให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนในพื้นที่รับทราบในภาพรวมด้วย

                   4.2 มาตรการระยะสั้น

                       (1) เร่งรัดหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณ งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปี 2562 ของงานก่อสร้างและซ่อมแซมฝายชะลอน้ำบริเวณต้นน้ำให้ทันต่อการรับน้ำในฤดูฝน ปี 2562 และงานขุดลอกเพิ่มความจุแหล่งน้ำธรรมชาติ อ่างเก็บน้ำ และแหล่งน้ำอื่น ๆ

                       (2)   มอบกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ปรับแผนการขุดเจาะบ่อบาดาล และซ่อมแซมบำรุงรักษาล้างบ่อน้ำบาดาล ในพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่าปกติ

                       (3)   มอบกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจัดทำแผนงานโครงการเพื่อขอรับสนับสนุนงบประมาณ สนับสนุนการปฏิบัติงานตามลำดับความสำคัญ เน้นน้ำเพื่อการอุปโภค - บริโภคเป็นหลัก ควบคู่กับการเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอุปโภค - บริโภค โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีปริมาณฝนตกน้อยกว่า 60 มิลลิเมตรต่อเดือน

                       (4) มอบกระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกระทรวงการคลัง ร่วมบูรณาการกำหนดนโยบายช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัย เช่น สินเชื่อเงินด่วนหรือฉุกเฉินเพื่อสร้างอาชีพ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตผู้ประสบภัย พักชำระหนี้เงินต้น  สนับสนุนเมล็ดพันธุ์เพื่อการเพาะปลูก และการชดเชยเยียวยา รวมถึงการสร้างอาชีพเสริม เป็นต้น

                   4.3 มาตรการระยะยาว

                       (1) ให้หน่วยงานที่ได้รับงบประมาณบูรณาการ เร่งรัดการปฏิบัติงานโครงการแก้ไขปัญหาเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ (Area Based) และโครงการแหล่งน้ำตามแผนแม่บทการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ 20 ปี ให้เป็นไปตามแผน

                       (2)   มอบสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติบูรณาการจัดทำทะเบียนแหล่งน้ำ ทะเบียนผู้ใช้น้ำ แผนที่แสดงพื้นที่ชลประทาน และพื้นที่รับประโยชน์จากแหล่งน้ำ

                       (3) มอบกระทรวงเกษตรและสหกรณ์บูรณาการปรับแผนการเพาะปลูกพืช และปฏิทินการเพาะปลูกเป็นการล่วงหน้าโดยเฉพาะในฤดูแล้งปี 2562/63 ให้สอดคล้องกับการคาดการณ์สถานการณ์น้ำ

 

ต่างประเทศ

7. เรื่อง การประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการต่อร่างเอกสารทั้ง 6 ฉบับ และหากมีความจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขร่างเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญหรือไม่ขัดต่อผลประโยชน์ของไทยให้กระทรวงการต่างประเทศดำเนินการได้ โดยไม่ต้องนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอีกครั้ง รวมทั้งอนุมัติให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ หรือผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 กรอบความร่วมมือ เป็นผู้ร่วมให้การรับรองเอกสารดังกล่าวตามที่กระทรวงการต่างประเทศ เสนอ

                   ร่างเอกสารทั้ง 6 ฉบับ ประกอบด้วย (1) ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีข้อริเริ่มลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ครั้งที่ 12 (Joint Statement on the 12th Ministerial Meeting of  the Lower Mekong Initiative) (2) ร่างถ้อยแถลงร่วมว่าด้วยการสร้างเสริมการประสานงานระหว่างมิตรประเทศลุ่มน้ำโขงตอนล่าง (Draft Joint Statement on Strengthening Coordination among the Friends of the Lower Mekong) (3) ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – คงคา ครั้งที่ 10 (Draft Joint Ministerial Statement for the 10th Mekong – Ganga Cooperation Ministerial Meeting) (4) ร่างแผนปฏิบัติการกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – คงคา ปี ค.ศ. 2019 – 2022 (Draft Mekong-Ganga Cooperation Plan of Action 2019 - 2022) (5) ร่างถ้อยแถลงร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขง – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 9 (Draft Co – Chairs’ Statement of the 9th Mekong – ROK Foreign Ministers’ Meeting) และ              (6) ร่างถ้อยแถลงประธานร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่น ครั้งที่ 12 (Draft  Co – Chair’s Statement of the 12th Mekong – Japan Foreign Ministers’ Meeting)

                  ทั้งนี้ การประชุมรัฐมนตรีกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงทั้ง 4 กรอบความร่วมมือดังกล่าว จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 1 – 31 สิงหาคม 2562 ณ กรุงเทพมหานคร ราชอาณาจักรไทย ในช่วงการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ครั้งที่ 52

 

8. เรื่อง ร่างกรอบการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างกรอบการเจรจาจัดทำความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา เพื่อให้เป็นแนวทางในการเจรจาต่อไป ตามที่กระทรวงพาณิชย์ เสนอ

                   สำหรับร่างกรอบการเจรจาฯ ดังกล่าว เพื่อให้ไทยดำเนินการเจรจาและยอมรับประเด็นข้อเรียกร้องเรื่องการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้ความตกลง RCEP ที่สอดคล้องกับแนวนโยบายและการดำเนินการเพื่อการพัฒนาระบบทรัพย์สินทางปัญญาของไทย รวมทั้งเพื่อให้ไทยสามารถร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสรุปผลการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาภายใต้ความตกลง RCEP ได้ตามแผนการทำงานในปี พ.ศ. 2562 (RCEP Work Plan for 2019) กระทรวงพาณิชย์จึงเห็นควรปรับปรุงกรอบการเจรจาสำหรับการเจรจาจัดทำความตกลง RCEP ในเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ให้มีความยืดหยุ่นและครอบคลุมประเด็นที่ไทยอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยมีระยะเวลาปรับตัวที่เหมาะสม ไม่สงผลกระทบต่อการเข้าถึงยา และไม่ก่อให้เกิดการผูกขาดการคุ้มครองพันธุ์พืช ซึ่งเป็นประเด็นอ่อนไหวที่สำคัญอย่างยิ่งของไทย พร้อมทั้งยังคงรักษาความยืดหยุ่นของไทยในการใช้มาตรการที่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS Agreement) และความตกลงอื่น ๆ ภายใต้กรอบองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงยาของประชาชน

                   ทั้งนี้ การประชุมคณะทำงานว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาครั้งต่อไปมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 24 – 31 กรกฎาคม 2562 ณ เมืองเจิ้งโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยที่ประชุมมีเป้าหมายที่จะหาข้อสรุปข้อบทคงค้างทั้งหมด เพื่อให้มีการประกาศสรุปผลการเจรจาเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาในการประชุมรัฐมนตรี RCEP สมัยพิเศษ ครั้งที่ 8 ในวันที่ 3 สิงหาคม 2562 ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

 

แต่งตั้ง

9. เรื่อง การแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (ปสส.) โดยมอบให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเป็นผู้พิจารณาและประสานงานในการเลือกสรรผู้สมควรดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการ ตลอดจนองค์ประกอบ หน้าที่ และอำนาจของคณะกรรมการ และนำเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาแต่งตั้ง แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีทราบต่อไป

 

10. เรื่อง คณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรี

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการต่าง ๆ ที่แต่งตั้งโดยมติคณะรัฐมนตรีของคณะรัฐมนตรีชุดเดิม โดยให้คณะกรรมการต่าง ๆ ที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนถึงวันที่ 30 กันยายน 2562 และภายหลังจากนั้นให้คณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งทุกคณะเป็นอันสิ้นสุดลง และหากส่วนราชการใดพิจารณาเห็นว่าคณะกรรมการที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้งคณะใด ยังมีภารกิจสำคัญและจำเป็นที่จะต้องคงอยู่ต่อไปเพื่อให้สามารถดำเนินการภารกิจได้อย่างต่อเนื่อง ให้เสนอแต่งตั้งคณะกรรมการคณะนั้น ๆ ขึ้นใหม่ โดยให้ตรวจสอบและปรับปรุงองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ให้ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน แล้วส่งไปยัง สลค. โดยด่วน ภายในวันที่ 30 กันยายน 2562 ทั้งนี้ ให้ส่วนราชการพิจารณาการคงอยู่ของคณะกรรมการดังกล่าว โดยยึดหลักเกณฑ์ คือ มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันกับส่วนราชการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล และในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2559 – 2562) มีการจัดประชุมคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ และหากสามารถกำหนดระยะเวลาการดำเนินงานและภารกิจสิ้นสุดที่ชัดเจนได้ให้ระบุวันสิ้นสุดของคณะกรรมการนั้น ๆ ไว้ด้วย

 

11. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมือง จำนวน 3 ราย ดังนี้

                   1. นายประทีป กีรติเรขา ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง 

                   2. นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง (รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์) 

                   3. ศาสตราจารย์นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ดำรงตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

 

12. เรื่อง การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการเทียบตำแหน่ง 

                   คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติตามที่สำนักงาน ก.พ. เสนอแต่งตั้งนายสีมา สีมานันท์ นายมนุชญ์ วัฒนโกเมร และนางพงษ์สวาท กายอรุณสุทธิ์ เป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดการเทียบตำแหน่ง ตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การเทียบตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการที่เทียบเท่าอธิบดี พ.ศ. 2562

 

13. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการการเมือง (กระทรวงสาธารณสุข)

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงสาธารณสุขเสนอแต่งตั้งข้าราชการเมือง จำนวน 2 ราย ดังนี้

                   1. นางสาวเรวดี รัศมีทัต ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 

                   2. นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

14. เรื่อง การแต่งตั้งข้าราชการเมือง (กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) 

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นข้าราชการการเมือง ดังนี้

                   1. นายยุทธพล อังกินันทน์ ให้ดำรงตำแหน่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

                   2. นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ให้ดำรงตำแหน่ง เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

 

15. เรื่อง คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 165/2562 เรื่อง มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

คณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 165/2562 เรื่อง  มอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 10 และมาตรา 15 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2545 มาตรา 11 (2) และมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มาตรา 38 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2550 และมาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ประกอบกับพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการมอบอำนาจ พ.ศ. 2550 นายกรัฐมนตรีจึงมีคำสั่งมอบหมายและมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีกำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี และให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  และกำกับดูแลแทนนายกรัฐมนตรี สำหรับส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และหน่วยงานของรัฐ ตามลำดับ ดังต่อไปนี้

ส่วนที่ 1  นิยาม

                   ในคำสั่งนี้

                   “กำกับการบริหารราชการ” หมายความว่า  กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดินของส่วนราชการเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายและนโยบายของคณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้ส่วนราชการชี้แจงแสดงความคิดเห็นหรือรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการหรือการปฏิบัติงาน สั่งสอบสวนข้อเท็จจริง ตลอดจนอนุมัติให้นำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี และอนุมัติตามมติคณะรัฐมนตรีวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2520 เกี่ยวกับการมอบอำนาจให้รองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีอนุญาตหรืออนุมัติเรื่องต่าง ๆ ของส่วนราชการในกำกับการบริหารราชการไปก่อนได้ แล้วเสนอคณะรัฐมนตรีทราบ

                   “สั่งและปฏิบัติราชการ” หมายความว่า สั่ง อนุญาต หรืออนุมัติให้ส่วนราชการหรือข้าราชการหรือผู้ปฏิบัติงานในส่วนราชการ ปฏิบัติราชการหรือดำเนินการใด ๆ ได้ตามกฎหมาย  กฎ ระเบียบ ประกาศ คำสั่ง หรือมติคณะรัฐมนตรี ในฐานะผู้บังคับบัญชา รัฐมนตรีเจ้าสังกัดหรือรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง

                   “กำกับดูแล”  หมายความว่า กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐให้เป็นไปตามกฎหมาย และให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการสั่งให้รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงาน หรือยับยั้งการกระทำของรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชนหรือหน่วยงานของรัฐที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐ นโยบายของรัฐบาลหรือมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง และสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการดำเนินการ

ส่วนที่ 2

                   1.    รองนายกรัฐมนตรี  (พลเอก ประวิตร  วงษ์สุวรรณ)

                          1.1     การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                                  1.1.1      กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                                  1.1.2      กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม   

                                  1.1.3      กระทรวงมหาดไทย

                                  1.1.4      กระทรวงแรงงาน  

                          1.2   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  ดังนี้

                                  -           สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ

                          1.3   การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  ดังนี้

                                  1.3.1      สำนักข่าวกรองแห่งชาติ                                 

                                  1.3.2      สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ

                                  1.3.3      ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้         

                          1.4   การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชน ดังนี้

                                  -           สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน (องค์การมหาชน)

                                 1.5  ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 1.1 – ข้อ 1.4  ยกเว้น

                                  1.5.1      เรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมาย

                                  1.5.2      การสถาปนาพระอิสริยยศ อิสริยศักดิ์ สมณศักดิ์

                                          1.5.3         การแต่งตั้ง ในกรณีการแต่งตั้งประธานศาลฎีกา ประธาน
ศาลปกครองสูงสุด ข้าราชการตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงและกรม เอกอัครราชทูตประจำต่างประเทศ กงสุล และกรรมการที่มีตำแหน่งหน้าที่สำคัญ

                                  1.5.4      การพระราชทานยศทหาร ตำรวจ ชั้นนายพล

                                  1.5.5      การพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่พระบรมวงศานุวงศ์ และการพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ประจำปี

                                  1.5.6      การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตหรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และการประกาศใช้ความตกลงระหว่างประเทศ

                                  1.5.7         เรื่องสำคัญที่เคยมีประเพณีปฏิบัติให้เสนอนายกรัฐมนตรีลงนาม

ส่วนที่ 3

2.   รองนายกรัฐมนตรี  (นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์)

                          2.1   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                                  2.1.1      กระทรวงการคลัง

                                  2.1.2      กระทรวงการต่างประเทศ 

                                  2.1.3      กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                                  2.1.4      กระทรวงพลังงาน

                                  2.1.5      กระทรวงอุตสาหกรรม                         

                          2.2   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                                  2.2.1      สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

                                  2.2.2      สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน

                          2.3  การมอบหมายให้กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ  ดังนี้

                                  -           บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน)

                          2.4  การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

                                  2.4.1      สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม  

                                 2.4.2      สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน)

                                  2.4.3      สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน)

                                  2.4.4      สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

                                  2.4.5      สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

                                  2.4.6      สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน)

                                  2.4.7      กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ

                          2.5     ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 2.1 – ข้อ 2.4 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.5.1 - ข้อ 1.5.7

ส่วนที่ 4

                   3.    รองนายกรัฐมนตรี  (นายวิษณุ  เครืองาม)

                          3.1   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                                  3.1.1      กระทรวงยุติธรรม (ยกเว้น กรมสอบสวนคดีพิเศษ)

                                  3.1.2      กระทรวงวัฒนธรรม

                                  3.1.3      กระทรวงศึกษาธิการ

                                  3.1.4      กรมประชาสัมพันธ์

                                  3.1.5      สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                                  3.1.6      สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

                                  3.1.7      สำนักงานราชบัณฑิตยสภา

                         3.2   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการและสั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  ดังนี้

                                3.2.1      สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี

                                3.2.2      สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

                                3.2.3      สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

                                  3.2.4      สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน

                                  3.2.5      สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ

                                  3.2.6      สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน

                                  3.2.7      สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต

                                             ในภาครัฐ

                          3.3   การดำเนินคดีปกครอง รวมทั้งลงนามมอบอำนาจให้พนักงานอัยการดำเนินคดีปกครองกรณีที่มีการฟ้องนายกรัฐมนตรี

                          3.4  ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 3.1 - ข้อ 3.2 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.5.1 - ข้อ 1.5.7

ส่วนที่ 5

4.  รองนายกรัฐมนตรี  (นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์)

                          4.1   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                                  4.1.1      กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์   

                                  4.1.2      กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

                                4.1.3      กระทรวงพาณิชย์

                         4.2  ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 4.1 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.5.1 - ข้อ 1.5.7

ส่วนที่ 6

                   5.  รองนายกรัฐมนตรี  (นายอนุทิน  ชาญวีรกูล)

                          5.1   การมอบหมายและมอบอำนาจให้กำกับการบริหารราชการแทนนายกรัฐมนตรี ดังนี้

                                  5.1.1      กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

                                  5.1.2      กระทรวงคมนาคม 

                                  5.1.3      กระทรวงสาธารณสุข                 

  5.2     การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

                                  5.2.1      สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ

                                  5.2.2      สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ

                                              (องค์การมหาชน)            

                         5.3   ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับการมีพระบรมราชโองการในเรื่องตามข้อ 5.1 - ข้อ 5.2 ยกเว้นการดำเนินการตามกรณีในข้อ 1.5.1 - ข้อ 1.5.7

ส่วนที่ 7

                   6.  รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  (นายเทวัญ ลิปตพัลลภ)

                          6.1   การมอบหมายและมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี  ดังนี้

                                  6.1.1     กรมประชาสัมพันธ์

                                  6.1.2     สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค

                                  6.1.3     สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ

                                  6.1.4     สำนักงานราชบัณฑิตยสภา

  6.2   การมอบหมายให้กำกับดูแลองค์การมหาชนและหน่วยงานของรัฐ ดังนี้

                                  -           สำนักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน)                                     

ส่วนที่ 8

                             7.   รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับการบริหารราชการส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน หรือหน่วยงานของรัฐแทนนายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจให้ความเห็นชอบและลงนามในประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี หรือประกาศเกี่ยวกับเรื่องของหน่วยงานนั้น ๆ  ดังนี้

                           7.1    การแต่งตั้งบุคคลหรือกรรมการในหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจนั้น

                           7.2    การขอพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์แก่ชาวต่างประเทศ ยกเว้น เป็นเรื่องระดับผู้นำรัฐบาลหรือประมุขของรัฐต่างประเทศ

                          7.3    การให้ความเห็นชอบในการรับเครื่องราชอิสริยาภรณ์หรือเหรียญตราจากต่างประเทศ

                           7.4    การประกาศภาพเครื่องหมายราชการ

                   8.   รองนายกรัฐมนตรีที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้มีอำนาจปฏิบัติแทนนายกรัฐมนตรีในการดำเนินการทางวินัยของข้าราชการในหน่วยงานที่สั่งและปฏิบัติราชการ

                   9.   ให้รองนายกรัฐมนตรีที่สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรีในส่วนราชการใดเป็นประธาน อ.ก.พ. ทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวงของส่วนราชการนั้นด้วย ยกเว้น อ.ก.พ. สำนักนายกรัฐมนตรีให้รองนายกรัฐมนตรี (นายวิษณุ  เครืองาม) เป็นประธาน

                 10.    ราชการที่รองนายกรัฐมนตรีได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ หากรองนายกรัฐมนตรีพิจารณาเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญ และอาจมีผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเป็นส่วนรวม หรือต้องสั่งการแก่หลายส่วนราชการหรือหลายรัฐวิสาหกิจแต่บางส่วนมิได้อยู่ในอำนาจหน้าที่กำกับการบริหารราชการของรองนายกรัฐมนตรีผู้หนึ่งผู้ใดโดยตรง ให้นำเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อวินิจฉัยสั่งการ

                 11. เมื่อรองนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจแล้วให้รายงานนายกรัฐมนตรีทราบเป็นระยะตามความเหมาะสม

                 12. ในการปฏิบัติหน้าที่รองนายกรัฐมนตรีตามที่ได้รับมอบหมายและมอบอำนาจตามคำสั่งนี้ ให้รองนายกรัฐมนตรีบริหารราชการโดยมุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดองให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือกันในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 เป็นต้นไป

 

16. เรื่อง เสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาให้ความเห็นชอบร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี พ.ศ. ....  และการแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการร่างระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี  ว่าด้วยสำนักงานบริหารนโยบายของนายกรัฐมนตรี  พ.ศ. ....  ตามที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอ และให้ดำเนินการต่อไปได้ และรับทราบคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ 164/2562 เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ดังนี้

                   โดยที่การพัฒนาเศรษฐกิจ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย และการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของภาคส่วนต่างๆ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา  ซึ่งการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวควรได้รับการพิจารณากลั่นกรองโดยละเอียดรอบคอบในทุกมิติจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในรูปแบบของคณะกรรมการ  อีกทั้งในการดำเนินการตามโครงการพัฒนาอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ของประชาชนก็ควรได้รับการพิจารณากลั่นกรองในลักษณะเดียวกัน

                   อาศัยอำนาจตามความในมาตรา  11 (6) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534  ประกอบกับมาตรา 5 แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ. 2548  นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี จึงมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ  โดยมีองค์ประกอบและหน้าที่และอำนาจ  ดังต่อไปนี้

                   1. องค์ประกอบ

                       1.1    นายกรัฐมนตรี                                         ประธานกรรมการ

                       1.2    รองนายกรัฐมนตรี                                    รองประธานกรรมการคนที่ 1

                              (นายสมคิด  จาตุศรีพิทักษ์)

                       1.3    รองนายกรัฐมนตรี                                    รองประธานกรรมการคนที่ 2

                              และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

                              (นายจุรินทร์  ลักษณวิศิษฏ์)

                       1.4    รองนายกรัฐมนตรี                                    รองประธานกรรมการคนที่ 3

                              และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

                              (นายอนุทิน ชาญวีรกูล) 

                       1.5    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง                     กรรมการ

                       1.6    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา     กรรมการ

                       1.7    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา              กรรมการ

                              วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม

                       1.8    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์         กรรมการ

                       1.9    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม                    กรรมการ

                       1.10  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล                       กรรมการ

                              เพื่อเศรษฐกิจและสังคม

                       1.11  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ        กรรมการ

                              และสิ่งแวดล้อม

                       1.12  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน                    กรรมการ

                       1.13  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย                   กรรมการ

                       1.14  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน                     กรรมการ

                       1.15  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม               กรรมการ

                       1.16  นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล                              กรรมการและเลขานุการ

                       1.17  เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ                   กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

                              และสังคมแห่งชาติ

                   2. อำนาจและหน้าที่

                       2.1    พิจารณากลั่นกรองเรื่องสำคัญในปัญหาที่เกี่ยวพันหรือมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ในภาพรวม  รวมทั้งประเด็นด้านการเงิน  การคลัง  การภาษีอากร  การค้าการลงทุน  เกษตรกรรม  การคมนาคมและโลจิสติกส์  การท่องเที่ยว  การพลังงาน  วิทยาศาสตร์  เทคโนโลยี  วิจัย  นวัตกรรมและดิจิทัลเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจ  และอุตสาหกรรม  ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมายก่อนที่จะนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

                       2.2    ประเมิน  วิเคราะห์  และเสนอแนะมาตรการหรือแนวทางตัดสินใจเชิงรุกในประเด็นหรือนโยบายตามข้อ  2.1  เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณา

                       2.3    พิจารณาเรื่องอื่น ๆ  ตามที่คณะรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมาย

                       2.4    เชิญรัฐมนตรี  หน่วยงาน  เจ้าหน้าที่  และคณะกรรมการอื่นมาชี้แจง  ให้ข้อมูล 
และแสดงความคิดเห็นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการเห็นสมควร

                   3. ในการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ  ให้บุคคลดังต่อไปนี้เข้าร่วมประชุม

                       3.1    ในกรณีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดไม่อาจเข้าประชุมได้  ไม่ว่าด้วยเหตุใด
ให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงนั้นเข้าประชุมแทนตามลำดับการรักษาราชการแทน

                       3.2    ในกรณีที่กระทรวงใดไม่มีรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหรือมีแต่ไม่อาจเข้าประชุมได้ไม่ว่าด้วยเหตุใด  ให้ปลัดกระทรวงนั้นเข้าร่วมประชุมแต่ไม่ถือว่าเป็นกรรมการ

                       3.3    ให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรี  เลขาธิการคณะรัฐมนตรี  ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ  เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา  เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน  ผู้แทนธนาคาร
แห่งประเทศไทย  ผู้แทนการค้าไทย  (ถ้ามี)  โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  หรือผู้รักษาราชการแทน
ผู้มีตำแหน่งข้างต้นเข้าร่วมประชุมในฐานะผู้ให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา  เว้นแต่เป็นวาระที่เป็นการประชุมลับ

                       3.4    นายกรัฐมนตรีอาจอนุญาตให้บุคคลอื่นทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง
เข้าร่วมประชุมในฐานะเจ้าหน้าที่  ผู้ให้ข้อมูล  หรือผู้ชี้แจงได้ตามความจำเป็น

                   4. ให้สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีและสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติอำนวยความสะดวกในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการและปฏิบัติหน้าที่ตามที่เลขานุการคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจมอบหมาย

                   5. ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้  ให้นายกรัฐมนตรีวินิจฉัยหรือสั่งการได้ตามที่เห็นสมควร

                   ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่  1  สิงหาคม  พ.ศ.  2562  เป็นต้นไป

 

17. เรื่อง ขอความเห็นชอบให้ถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 (เรื่อง แนวทางการเสนอเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง) ต่อไป

                   คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบและรับทราบตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) เสนอ ดังนี้

                   1. เห็นชอบให้คงถือปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2551 (เรื่อง แนวทางการเสนอเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการการเมือง) ต่อไป

                   2. รับทราบความเห็นคณะกรรมการกฤษฎีกา (ที่ประชุมร่วมคณะที่ 1 และคณะที่ 2) (เรื่องเสร็จที่ 882/2562) ที่เห็นว่า กรณีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งข้าราชการการเมืองซึ่งมิใช่รัฐมนตรีในขณะเดียวกัน ย่อมถือได้ว่าเป็นการกระทำอันต้องห้ามตามมาตรา 184 (1) อันเป็นผลให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามมาตรา 101 (7) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

1.กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสม ไม่ใช้ ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่น สร้างความแตกแยกในสังคม งดการใช้ถ้อยคำที่ดูหมิ่นหรือยุยงให้เกลียดชังสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

2.หากพบข้อความที่ไม่เหมาะสม สามารถแจ้งได้ที่อีเมล์ online@naewna.com โดยทีมงานและผู้จัดทำเว็บไซด์ www.naewna.com ขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นที่พิจารณาแล้วว่าไม่เหมาะสม โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ทุกกรณี

3.ขอบเขตความรับผิดชอบของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ อยู่ที่เนื้อหาข่าวสารที่นำเสนอเท่านั้น หากมีข้อความหรือความคิดเห็นใดที่ขัดต่อข้อ 1 ถือว่าเป็นกระทำนอกเหนือเจตนาของทีมงานและผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซด์ และไม่เป็นเหตุอันต้องรับผิดทางกฎหมายในทุกกรณี

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Back to Top